Ribbon

เยียวยา 8 ล้าน ไม่เกินจริง ราคาที่รัฐต้องจ่าย เพื่อหยุดความสูญเสีย

เยียวยา 8 ล้าน ไม่เกินจริง ราคาที่รัฐต้องจ่าย เพื่อหยุดความสูญเสีย

ทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ในไทย สิ่งที่เกิดขึ้นแทบจะเป็น “สูตรสำเร็จ” คือ ความสูญเสียเกิดขึ้นก่อน ตามด้วยการโยนความรับผิดชอบกันระหว่างหน่วยงานรัฐ ก่อนจะจบลงด้วยตัวเลขเยียวยาหลักแสนถึงหลักล้านต้น ๆ และการให้คำมั่นว่าจะ “ไม่ให้เกิดซ้ำ” สุดท้ายก็เกิดซ้ำอีก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ใครผิด” แต่ปัญหาคือระบบรัฐไทยยังตีมูลค่าชีวิตของผู้เสียหายไว้ต่ำ จนไม่เพียงพอจะสร้างแรงกดดันให้เกิดการปฏิรูปด้านความปลอดภัยอย่างจริงจัง

กรณีเหตุรถไฟชนรถเมล์ล่าสุด ที่สภาผู้บริโภค ออกมาเรียกร้องให้ เยียวยา 8 ล้านบาท ต่อราย จึงไม่ได้เป็นเพียงข้อเสนอเรื่องตัวเลข แต่คือความพยายามตั้งคำถามต่อ “มาตรฐานคุณค่าชีวิต” ของระบบราชการไทย

ในอดีต เหตุรถไฟชนหรืออุบัติเหตุขนส่งสาธารณะขนาดใหญ่ มักจบลงด้วยตัวเลขเยียวยาที่ไม่สูงนัก เช่น กรณีสีคิ้วที่มีการพูดถึงตัวเลขราว 1.8 ล้านบาท หรือกรณีล่าสุดที่มีข้อเสนอเบื้องต้นเพียง 1.5 ล้านบาท ทั้งที่ผู้เสียชีวิตจำนวนมาก คือเสาหลักของครอบครัว และความสูญเสียไม่ได้จบลงแค่วันเกิดเหตุ แต่ลากยาวไปถึงรายได้ในอนาคต หนี้สิน ค่าเลี้ยงดูบุตร รวมถึงผลกระทบทางจิตใจ

งานศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า ระบบเยียวยาอุบัติเหตุรถโดยสารของไทยยังมีปัญหาความไม่เพียงพอ ความล่าช้า และการกระจายภาระความรับผิด โดยผู้เสียหายจำนวนมากต้องต่อสู้เองกับบริษัทประกัน หน่วยงานรัฐ และกระบวนการยุติธรรม ขณะที่การเยียวยามักถูกคำนวณจาก “กรอบกฎหมายขั้นต่ำ” มากกว่าคุณค่าความเสียหายจริงของชีวิตมนุษย์

เมื่อเทียบกับต่างประเทศ จะเห็นว่าหลายประเทศเริ่มเปลี่ยนมุมคิดจาก “สงเคราะห์” ไปสู่ “ความรับผิดเชิงระบบ”

ในสหราชอาณาจักรและยุโรป การชดเชยอุบัติเหตุระบบขนส่งสาธารณะมักคำนวณจากรายได้ในอนาคต อายุผู้เสียชีวิต ภาระครอบครัว และความเสียหายทางจิตใจ ทำให้ตัวเลขชดเชยในหลายกรณีสูงหลายล้านถึงหลายสิบล้านบาทเมื่อเทียบเป็นเงินไทย ขณะที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แม้ตัวเลขชดเชยจากรัฐอาจไม่สูงมาก แต่มีระบบ “ความรับผิดร่วม” ระหว่างผู้ให้บริการ หน่วยงานกำกับ และบริษัทประกัน ทำให้ครอบครัวผู้เสียหายไม่ต้องวิ่งเรียกร้องทีละหน่วยงาน

สาระสำคัญจึงไม่ใช่แค่จำนวนเงิน แต่คือการส่งสัญญาณว่า “ต้นทุนของความสูญเสียต้องสูงพอ” จนทุกฝ่ายยอมลงทุนด้านความปลอดภัยมากกว่าปล่อยให้เกิดอุบัติเหตุแล้วค่อยจ่ายเยียวยา

นี่คือเหตุผลที่สภาผู้บริโภคเสนอ 8 ล้านบาท เพราะมองว่าหากการชดเชยยังอยู่เพียงหลักล้านต้น ๆ หน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการก็จะยังมองว่าการป้องกันอุบัติเหตุ “แพงกว่า” การปล่อยให้เกิดเหตุแล้วค่อยจ่ายชดเชย

แต่ในทางกฎหมาย ความเป็นไปได้ของตัวเลข 8 ล้านบาทก็ไม่ได้ง่ายนัก และต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า ครอบครัวผู้สูญเสียไม่ควรถูกทำให้คาดหวังเกินจริง เพราะระบบกฎหมายไทยยังแยกความรับผิดออกเป็นหลายส่วน ทั้ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประกันภัย ความรับผิดทางละเมิดของหน่วยงานรัฐ และคำพิพากษาศาลปกครองหรือศาลแพ่ง ซึ่งแต่ละระบบมีเพดานและเงื่อนไขต่างกัน

คำถามคือ ถ้าหน่วยงานเดียวจ่ายไม่ถึง 8 ล้านบาท จะใช้แนวคิด “ความรับผิดร่วม” ได้หรือไม่ คำตอบคือ “พอมีทาง” หากแยกองค์ประกอบความรับผิดออกเป็นหลายส่วน เช่น

  • บริษัทประกันภัยจ่ายตามกรมธรรม์
  • ผู้ประกอบการรถโดยสารจ่ายในฐานะผู้ให้บริการ
  • การรถไฟหรือหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานรับผิดในส่วนระบบความปลอดภัย
  • หน่วยงานรัฐชดเชยเพิ่มเติมกรณีละเลยต่อหน้าที่
  • กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยหรือเงินเยียวยาพิเศษจากคณะรัฐมนตรีเข้ามาเสริม

หากรวมหลายส่วนเข้าด้วยกัน ตัวเลขระดับ 5-8 ล้านบาทอาจไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว เพียงแต่ต้องอาศัย “เจตจำนงทางการเมือง” มากกว่าการปล่อยให้แต่ละครอบครัวไปฟ้องร้องกันเอง

อีกประเด็นสำคัญคือ ไทยยังไม่มี “มาตรฐานกลาง” ในการเยียวยาผู้เสียหายจากอุบัติเหตุสาธารณะ ทำให้ทุกครั้งที่เกิดเหตุ ต้องเริ่มต่อรองใหม่ทั้งหมด ต่างจากบางประเทศที่มีกองทุนภัยพิบัติหรือกองทุนเหยื่อระบบขนส่งโดยเฉพาะ ดังนั้น ทางออกระยะยาวอาจไม่ใช่แค่การเรียกร้องตัวเลข 8 ล้านบาทในคดีนี้ แต่คือการผลักดันให้เกิด 3 เรื่องสำคัญ

หนึ่ง กำหนดมาตรฐานกลางการเยียวยาผู้เสียหายจากระบบขนส่งสาธารณะ
สอง สร้างกองทุนกลางหรือระบบ “รัฐสำรองจ่ายก่อน” แล้วไปไล่เบี้ยหน่วยงานภายหลัง ซึ่งสภาผู้บริโภคเคยเสนอไว้ในกรณีสีคิ้ว
สาม แก้กฎหมายให้เกิด “ความรับผิดร่วม” ของหน่วยงานกำกับดูแล ไม่ใช่โยนภาระให้คนขับหรือผู้ปฏิบัติงานระดับล่างเพียงอย่างเดียว

ท้ายที่สุด ต่อให้มีกฎหมายดีแค่ไหน หากระบบรัฐยังเต็มไปด้วยปัญหาคอร์รัปชัน ความปลอดภัยก็จะยังเป็นเพียงวาทกรรม ผลสำรวจล่าสุดของภาคเอกชนไทยสะท้อนว่า 89.1% มองปัญหาคอร์รัปชันรุนแรงขึ้น และมีต้นทุนแฝงในสัญญารัฐสูงถึง 11-15%

เมื่อโครงการสาธารณะถูกตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ การตรวจรับงานไม่เข้มงวด ระบบกำกับดูแลอ่อนแอ หรือการบังคับใช้กฎหมายเลือกปฏิบัติ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ “งบประมาณรั่วไหล” แต่คือความปลอดภัยของประชาชนที่หายไปพร้อมกัน และคนที่จ่ายราคาของความล้มเหลวเชิงระบบ ไม่ใช่รัฐ ไม่ใช่ผู้รับเหมา แต่คือประชาชนธรรมดาที่แค่ขึ้นรถเมล์ นั่งรถไฟ หรือเดินข้ามถนนกลับบ้านเท่านั้นเอง


เสนอ “รัฐสำรองจ่ายก่อน” เยียวยาผู้เสียหาย เครนถล่มสีคิ้ว