Ribbon

2 ปีสภาผู้บริโภค ดันแก้ “ปัญหาอาคารสูง” สู่การตรวจสอบ 50 แห่ง

2 ปีสภาผู้บริโภค ดันแก้ "ปัญหาอาคารสูง" สู่การตรวจสอบ 50 แห่ง

เมื่อ “อาคารสูง” ไม่ได้กระทบเฉพาะคนที่อยู่อาศัยภายในอาคาร แต่ยังหมายถึงความปลอดภัยของคนในชุมชนโดยรอบ ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องของการก่อสร้างหรือการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ประกอบการเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ สิทธิและความปลอดภัยของผู้บริโภคที่ต้องได้รับการคุ้มครอง

ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สภาผู้บริโภค เดินหน้าติดตามปัญหาอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษอย่างต่อเนื่อง หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากชุมชนเกี่ยวกับอาคารที่อาจเข้าข่ายไม่เป็นไปตามกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นสำคัญอย่าง พื้นที่ผิวจราจรรอบอาคารที่ต้องกว้างกว่าหรือเท่ากับ 6 เมตร ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเข้าถึงพื้นที่ของรถฉุกเฉินและความปลอดภัยของประชาชนในกรณีเกิดเหตุ

จากเสียงร้องเรียนของประชาชนในช่วงต้นปี 2568 จึงค่อย ๆ พัฒนาไปสู่การตรวจสอบอาคารหลายสิบแห่ง การติดตามหน่วยงานรัฐ และการผลักดันให้เกิดมาตรการที่ชัดเจนขึ้น

จากเสียงร้องเรียน 11 ชุมชน สู่การผลักดันให้รัฐตรวจสอบ

จุดเริ่มต้นสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนจาก 11 ชุมชน กรณีพบอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย โดยหนึ่งในข้อกังวลสำคัญคือเรื่องถนนที่มีผิวการจราจรรอบอาคาร ซึ่งตามข้อกำหนดต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร

ประเด็นดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงข้อสงสัยของชุมชน แต่สะท้อนคำถามสำคัญว่า หากอาคารขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านการเข้าถึง จะส่งผลต่อความปลอดภัยของคนที่อาศัยอยู่ในอาคารและประชาชนโดยรอบอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่จำเป็นต้องใช้รถดับเพลิง รถพยาบาล หรือรถกู้ภัยเข้าถึงพื้นที่

วันที่ 9 มีนาคม 2568 สภาผู้บริโภคจึงแถลงจุดยืนและเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎกระทรวงภายใต้ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ฉบับที่ 33 พ.ศ. 2553 เพื่อให้การกำกับดูแลอาคารสอดคล้องกับการคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของผู้บริโภคมากขึ้น

จากนั้นในวันที่ 22 เมษายน สภาผู้บริโภคทำหนังสือถึง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขอให้ตรวจสอบอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษในพื้นที่กรุงเทพมหานครจำนวน 34 แห่ง ที่มีข้อสงสัยว่าอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย พร้อมเสนอให้กรุงเทพมหานครเร่งตรวจสอบ กำกับดูแล และแก้ไขปัญหา

การทำงานไม่ได้หยุดอยู่ที่การส่งหนังสือ แต่มีการลงพื้นที่ เปิดเผยผลสำรวจ และติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐอย่างต่อเนื่อง

“ปัญหาอาคารสูง” สู่การตรวจสอบ 50 อาคาร

หลังจากส่งเรื่องให้กรุงเทพมหานคร สภาผู้บริโภคยังเดินหน้าติดตามผล โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 ได้ทำหนังสือถึงกรุงเทพมหานครเพื่อทวงถามและติดตามผลการตรวจสอบอาคารทั้ง 34 แห่ง ก่อนที่กรุงเทพมหานครจะส่งผลการตรวจสอบกลับมายังสภาผู้บริโภคในเดือนกันยายน

ขณะเดียวกัน คณะอนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์ของสภาผู้บริโภคยังได้ยื่นรายชื่อขอให้ตรวจสอบอาคารเพิ่มเติมอีก 16 แห่ง ทำให้ประเด็นที่เริ่มต้นจากข้อร้องเรียนของ 11 ชุมชน ขยายไปสู่การตรวจสอบอาคารรวม 50 แห่ง

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 สภาผู้บริโภคยังยื่นเรื่องต่อคณะอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เพื่อเร่งรัดหน่วยงานรัฐตรวจสอบปัญหาอาคารสูงที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายจำนวน 50 แห่ง พร้อมประสานไปยังสำนักการโยธาและหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง

สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดปีแรกจึงสะท้อนว่า การแก้ปัญหาอาคารสูงไม่สามารถจบลงด้วยการตรวจสอบเป็นรายกรณี แต่จำเป็นต้องมีระบบกำกับดูแลที่ทำให้ “ความปลอดภัย” ถูกนำมาพิจารณาตั้งแต่ก่อนอาคารจะถูกก่อสร้างและเปิดให้ใช้งาน

ปี 2569 จากการเรียกร้อง สู่การติดตามผลการแก้ไข

ในปี 2569 การขับเคลื่อนเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญมากขึ้น โดยวันที่ 9 มีนาคม กรุงเทพมหานครส่งผลการตรวจสอบอาคารสูง 50 แห่งมายังสภาผู้บริโภค โดยพบว่า แก้ไขแล้ว 13 อาคาร อยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไข 33 อาคาร และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 4 อาคาร อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน เพื่อสุ่มตรวจอาคารสูง 5 แห่งที่กรุงเทพมหานครแจ้งว่าแก้ไขแล้ว และอีก 2 แห่งที่อยู่ระหว่างการแก้ไข ยังพบประเด็นเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ผิวจราจรที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

สภาผู้บริโภคจึงเดินหน้าติดตามต่อเนื่อง ทั้งหารือกับผู้แทนสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยเพื่อตรวจสอบข้อมูลอาคารที่ถูกร้องเรียน ลงพื้นที่สุ่มตรวจอาคารสูง และทำหนังสือถึงนิติบุคคลอาคาร รวมถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อขอข้อมูลความคืบหน้าและแนวทางแก้ไข

ต่อมาในวันที่ 27 กรกฎาคม สภาผู้บริโภคเปิดเผยรายชื่อคอนโดมิเนียมสูงที่อาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมาย กรณีไม่มีถนนที่มีผิวการจราจรกว้างกว่าหรือเท่ากับ 6 เมตรรอบอาคาร รวม 50 อาคาร และในวันที่ 18 สิงหาคม ได้ส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเพื่อติดตามผลการตรวจสอบ พร้อมสอบถามถึงลักษณะของอาคารที่ยังไม่ได้แก้ไขและอาคารที่แจ้งว่าแก้ไขแล้ว

และล่าสุด วันที่ 26 สิงหาคม สภาผู้บริโภคได้แถลงข่าวร่วมกับอนุกรรมาธิการ คุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับสภาผู้บริโภค พบอาคารสูงอีกกว่า 50 แห่งที่มีข้อสังเกตเรื่องถนนรอบอาคารที่อาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย นั่นแปลว่าปัจจุบันมีอาคารสูงกว่า 100 แห่งใน กทม. ที่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย ขณะที่บางกรณีถูกร้องเรียนต่อ กทม. มานานกว่า 1 ปีแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ทั้งหมดนี้สะท้อนรูปแบบการทำงานที่ไม่ได้หยุดเพียงการ “รับเรื่องร้องเรียน” แต่เป็นการนำเสียงของประชาชนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ติดตาม และผลักดันให้หน่วยงานรัฐต้องตอบคำถามและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ความปลอดภัยอาคารสูง ต้องมองทั้งระบบ

ตลอดระยะเวลา 2 ปี ปัญหาอาคารสูงทำให้เห็นช่องว่างสำคัญของระบบกำกับดูแลว่า การมีข้อกำหนดตามกฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากยังขาดการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพและการติดตามว่าอาคารที่พบปัญหาได้รับการแก้ไขจริงหรือไม่

สำหรับสภาผู้บริโภค ประเด็นเรื่อง “ถนน 6 เมตรรอบอาคาร” จึงไม่ใช่ปัญหาเดียวของอาคารสูง เพราะยังมีปัญหาเรื่องอาคารสูงที่ตั้งอยู่ใน ซอยแคบ ดังเช่นกรณี “ดิเอทัส” ในซอยร่วมฤดี ไปจนถึงเรื่องการเข้าถึงของรถฉุกเฉิน ความเหมาะสมของพื้นที่โดยรอบ ตลอดจนมาตรฐานและความปลอดภัยของอาคารในมิติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ดังนั้น การผลักดันเรื่องอาคารสูงจึงไม่ได้จบลงที่การตรวจสอบ 50 อาคาร 100 อาคาร หรือการแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด แต่เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจที่สภาผู้บริโภคยังเดินหน้าผลักดันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ มาตรฐานการก่อสร้าง การกำกับดูแล และความปลอดภัยของอาคารต้องมาก่อนความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภค