Ribbon

ปลากระป๋องไม่ตรงปก ผู้บริโภคต้องเสียอะไรบ้าง

ปลากระป๋องไม่ตรงปก ผู้บริโภคต้องเสียอะไรบ้าง

1. จ่ายราคา “ปลาแมคเคอเรล” แต่ได้ปลาที่ต้นทุนถูกกว่า

ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินซื้อปลากระป๋อง เพราะเชื่อว่ากำลังซื้อ ปลาแมคเคอเรล ตามที่ระบุบนฉลาก ซึ่งเป็นปลาทะเลที่มีต้นทุนสูงกว่าปลาน้ำจืด แต่หากมีการนำปลาชนิดอื่น เช่น ปลานิล หรือ ปลาหมอคางดำ มาใช้แทนจนกลายเป็น ปลากระป๋องไม่ตรงปก ต้นทุนของผู้ผลิตอาจลดลงอย่างมาก ขณะที่ผู้บริโภคยังคงจ่ายในราคาเดิม

  • ปลาแมคเคอเรล ต้นทุนประมาณ 120–170 บาท/กิโลกรัม
  • ปลานิล ประมาณ 50–80 บาท/กิโลกรัม
  • ปลาหมอคางดำ ประมาณ 10–20 บาท/กิโลกรัม

หากเป็นจริง ผู้บริโภคย่อมเสียประโยชน์ เพราะจ่ายเงินตามคุณค่าของสินค้าชนิดหนึ่ง แต่ได้รับสินค้าที่มีต้นทุนต่ำกว่าอย่างมาก

2. ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชนิดปลา แต่คุณค่าทางอาหารก็หายไป

หลายคนเลือกกินปลาแมคเคอเรล เพราะหวังได้รับ โอเมก้า-3 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่มีประโยชน์ต่อสมอง หัวใจ และหลอดเลือด

แม้ปลาน้ำจืดจะให้โปรตีนใกล้เคียงกัน แต่มีโอเมก้า-3 น้อยกว่ามาก

  • ปลาแมคเคอเรล มีโอเมก้า-3 ประมาณ 1,500–2,500 มิลลิกรัม
  • ปลาน้ำจืดบางชนิด มีเพียง 100–250 มิลลิกรัม

หมายความว่า ผู้บริโภคที่ตั้งใจซื้อเพื่อดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วย หรือคนที่ต้องการได้รับโอเมก้า-3 อาจไม่ได้รับสารอาหารตามที่คาดหวัง

3. สิทธิผู้บริโภคถูกละเมิด หากฉลากไม่ตรงกับสินค้า

ประเด็นสำคัญที่สุดคือ สิทธิที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเกี่ยวกับสินค้า

หากฉลากระบุว่าเป็นปลาแมคเคอเรล แต่ภายในเป็นปลาอีกชนิด ถือเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อน

เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ไม่ควรจบแค่คำถามว่า “ปลาในกระป๋องเป็นปลาอะไร?” แต่ควรตั้งคำถามไปถึง ระบบกำกับดูแลของรัฐด้วย หากสินค้าผ่านการวางจำหน่ายได้ แต่ภายหลังมีการเปลี่ยนวัตถุดิบหรือผลิตไม่ตรงกับฉลาก แล้วไม่มีระบบตรวจสอบที่ตรวจพบได้อย่างทันท่วงที นั่นสะท้อนถึง ช่องโหว่ของการคุ้มครองผู้บริโภคหลังสินค้าออกสู่ตลาด

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง