
สภาผู้บริโภค หารือโบลท์ ยกระดับความปลอดภัยแอปเรียกรถ ชง 3 ข้อเสนอการเยียวยาผู้บริโภค คุมความเร็ว จัดหมวกกันน็อกคนผู้โดยสาร ยกระดับคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค
สภาผู้บริโภค เดินหน้ายกระดับคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในกลุ่มบริการขนส่งสาธารณะผ่านแอปพลิเคชัน ร่วมหารือกับตัวแทนจาก บริษัท โบล์ท (Bolt) แพลตฟอร์มเรียกรถ เพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนของผู้โดยสาร มุ่งเน้นสร้างระบบความรับผิดชอบร่วม ทั้งการช่วยเหลือผู้บริโภคในกรณีเกิดอุบัติเหตุ จำกัดความเร็วและความปลอดภัยของผู้โดยสาร
โดยมีผู้บริหารสภาผู้บริโภค นำโดย รศ.ภญ.ดร.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงาน โสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย และ คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ เข้าร่วมหารือในครั้งนี้
อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค กล่าวว่า จากการรวบรวมข้อมูลเรื่องร้องเรียนของสภาผู้บริโภค พบว่า เสียงสะท้อนจากผู้บริโภคที่ได้ใช้บริการแอปพลิเคชันเรียกรถมีหลายด้าน โดยปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ พฤติกรรมเสี่ยงของคนขับ เช่น การพูดจาไม่สุภาพลักษณะคุกคาม หรือกรณีที่ร้ายแรงคือการทำร้ายร่างกายและกรณีถูกคุกคามทางเพศ
นอกจากนี้ยังมีปัญหาการเก็บค่าโดยสารเกินราคา ที่เรียกเก็บค่าบริการนอกระบบแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ผู้บริโภคมีอำนาจต่อรองน้อย รวมถึงกรณีข้อมูลในแอปพลิเคชันไม่ตรงกับความจริง ทั้งชื่อคนขับและทะเบียนรถ ซึ่งสร้างความกังวลด้านความปลอดภัยเป็นอย่างมาก รวมถึงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้บริโภคมักประสบความยากลำบากในการเรียกร้องค่าชดเชย เนื่องจากรถจำนวนมากในระบบไม่มี พ.ร.บ. หรือประกันภัยสำหรับรถสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย

อดิศักดิ์ กล่าวต่อว่า ได้เสนอ 3 มาตรการหลักให้โบลท์ ดำเนินการยกระดับคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ประการแรกเสนอมาตรการ “ช่วยเหลือเยียวยาผู้บริโภค” โดยเสนอให้โบลท์พัฒนาระบบสำรองจ่ายหรือเงินชดเชยเยียวยาความเสียหายทันทีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โดยไม่ต้องรอให้ผู้บริโภคไปฟ้องร้องหรือดำเนินการเอง แม้แพลตฟอร์มจะอ้างว่าเป็นเพียงตัวกลาง แต่ตามหลักสากลต้องมี ความรับผิดชอบร่วมต่อผู้โดยสาร ซึ่งกองทุนนี้จะช่วยอุดช่องว่างในกรณีที่คนขับไม่มีประกันภัยหรือ พ.ร.บ. ขาดอายุ ที่จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้โดยสาร
สำหรับประการต่อมา มีระบบบริหารจัดการความเร็ว เนื่องจากสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนส่วนใหญ่เกิดจากการขับรถเร็ว จึงเสนอให้โบลท์ใช้เทคโนโลยีในแอปพลิเคชันเพื่อมอนิเตอร์และจำกัดความเร็วของคนขับอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุก่อนที่จะเกิดขึ้น ประการสุดท้าย มาตรการความปลอดภัยของผู้โดยสาร ด้วยการจัดเตรียมหมวกกันน็อก สำหรับบริการรถจักรยานยนต์รับจ้าง สำหรับการจัดหาหมวกกันน็อกที่ได้มาตรฐานสำหรับคนซ้อน ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบเบื้องต้นที่ผู้ให้บริการควรจัดเตรียมไว้ให้ เพื่อลดความรุนแรงหากเกิดอุบัติเหตุ และหากบริษัทได้ทำจริงจะยิ่งช่วยเสริมสร้างความโดดเด่นของแบรนด์ในด้านความปลอดภัย
นอกจากนี้สภาผู้บริโภค มีข้อเสนอเพิ่มเติมให้โบลท์ เชื่อมโยงข้อมูลผ่านเชื่อมระบบ (API) กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และใบสั่งจราจรที่ค้างชำระ ของคนขับ เพื่อร่วมคัดกรองผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงออกไปจากระบบ ช่วยเพิ่มคุณภาพการบริการและวินัยจราจรอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตามจากการหารือในครั้งนี้ โบลท์ ได้ชี้แจงว่า ได้มีแนวทางสนับสนุนเทคโนโลยีความปลอดภัย ทั้งการจัดทำฟีเจอร์ความปลอดภัยที่มีในปัจจุบัน เช่น ระบบยืนยันตัวตนด้วยการถ่ายภาพ (Face Verification) ก่อนเริ่มงานเพื่อป้องกันคนขับสวมสิทธิ์ ระบบบันทึกเสียงภายในแอปพลิเคชัน เพื่อใช้เป็นหลักฐานเมื่อเกิดเหตุทะเลาะวิวาท และระบบปิดบังข้อมูลที่อยู่หลังจบงานเพื่อความเป็นส่วนตัว
สำหรับประเด็นความท้าทายมีทั้งการนำคนขับเข้าสู่ระบบจดทะเบียนรถสาธารณะ (รย.17 และ รย.18) เนื่องจากกฎหมายที่ล้าสมัย เช่น การจำกัดขนาดเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ที่ 125 ซีซี ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพรถในปัจจุบัน ดังนั้นภาพรวมบริการแอปพลิเคชันเรียกรถในปัจจุบันจึงมีจำนวนรถที่เข้าสู่ระบบ รย. 17 หรือการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะ และรย. 18 หรือบริการจดทะเบียนรถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ยังมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนรถที่วิ่งจริงในแอปพลิเคชัน เนื่องจากอุปสรรคทางกฎหมายและต้นทุนการจดทะเบียนรถสาธารณะที่อยู่ในระดับสูง
แนวทางการหารือร่วมกันในระยะต่อไป สภาผู้บริโภคและโบลท์ ตกลงที่จะสร้างช่องทางประสานงานด่วนผ่านอีเมลเพื่อติดตามเคสเรื่องร้องเรียนที่ค้างอยู่ให้จบโดยเร็ว พร้อมทั้งเตรียมนำข้อเสนอเรื่องการแก้ไขกฎกระทรวงและปัญหาอุปสรรคการจดทะเบียนรถ เข้าหารือกับกรมการขนส่งทางบกเพื่อให้เกิดการแก้ไขเชิงนโยบายต่อไป ขณะเดียวกัน สภาผู้บริโภคจะเดินหน้าผลักดันให้มาตรการเหล่านี้เป็นมาตรฐานสำหรับทุกแพลตฟอร์ม เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับบริการที่ปลอดภัยและเป็นธรรม



