Ribbon

จี้รัฐบาลอย่ารับกติกา เมล็ดพันธุ์ใหม่ ห่วงเกษตรกรต้นทุนพุ่ง คนกินอาจจ่ายแพงขึ้น

Getting your Trinity Audio player ready...

นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ อนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ กล่าวว่า สภาผู้บริโภค ร่วมกับหน่วยงานประจำจังหวัด 20 แห่ง และเครือข่ายภาคประชาชน ยื่นหนังสือถึงรัฐบาล เรียกร้องไม่รับข้อเสนอของสหภาพยุโรปที่กำหนดให้ประเทศไทยคุ้มครองพันธุ์พืชตามอนุสัญญา UPOV 1991 ภายใต้การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพยุโรป หรือ FTA ไทย – EU ซึ่งคาดว่าจะมีการเจรจารอบที่ 10 ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 6 ตุลาคม 2569 เนื่องจากเป็นการกำหนดกติกาเมล็ดพันธุ์ใหม่ที่อาจกระทบต่อสิทธิของเกษตรกรและผู้บริโภค

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อเสนอว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืช หรือ Article X.51 – Protection of Plant Variety Rights ซึ่งเสนอให้ไทยใช้มาตรฐานตาม UPOV 1991 อนุสัญญาระหว่างประเทศที่ให้สิทธิแก่ผู้พัฒนาพันธุ์พืชใหม่ในการควบคุมการผลิต ขยายพันธุ์ จำหน่าย นำเข้า หรือส่งออกพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครอง

หากไทยยอมรับข้อผูกพันนี้ อาจทำให้ต้องปรับแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 ซึ่งสภาผู้บริโภคกังวลว่าจะทำให้พื้นที่ในการคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรลดลง โดยเฉพาะสิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ ซึ่งเป็นทั้งวิถีการผลิต การลดต้นทุน และการคัดเลือกพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่และสภาพภูมิอากาศ

จาก เมล็ดพันธุ์ใหม่ ถึงราคาอาหาร

นางสาวปรกชล กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเกษตรกรเท่านั้น เพราะ เมล็ดพันธุ์คือจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อาหาร หากเกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่บ่อยขึ้น ราคาเมล็ดพันธุ์สูงขึ้น หรือจำเป็นต้องพึ่งพาผู้จำหน่ายรายใหญ่ไม่กี่รายมากขึ้น ต้นทุนดังกล่าวอาจส่งต่อไปยังราคาสินค้าเกษตรและอาหารที่ผู้บริโภคต้องซื้อ ตั้งแต่ข้าว ผัก ผลไม้ ไปจนถึงอาหารแปรรูป

จากรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วม CPTPP ของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อปี 2563 ได้สะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับ UPOV 1991 หลายด้าน ได้แก่ 1. ความเสี่ยงต่อการเกิดโจรสลัดชีวภาพ (Biopiracy) เนื่องจากการสูญเสียอำนาจกำกับดูแล การขออนุญาต และการแบ่งปันผลประโยชน์ตามกฎหมายเดิม อาจเปิดช่องให้มีการนำพันธุกรรมพืชไทยไปขึ้นทะเบียนสิทธิในต่างประเทศและนำกลับมาจำหน่ายตัดหน้านักปรับปรุงพันธุ์ในประเทศ

2. การถูกละเมิดสิทธิโดยไม่เจตนาจากการผสมข้ามตามธรรมชาติ ละอองเกสรจากแปลงพันธุ์พืชใหม่อาจปลิวไปผสมกับพืชพื้นเมือง ซึ่งอาจเข้าข่ายพันธุ์พืชที่ได้มาโดยพื้นฐาน (Essentially Derived Varieties: EDV) และกระทบต่อวิถีการเก็บและคัดเลือกพันธุ์ของชุมชน

3. ผลกระทบต่อฐานพันธุกรรมและต้นทุนการผลิตข้าว การขาดความพร้อมด้านฐานข้อมูลพันธุกรรมที่สมบูรณ์ ทำให้เสี่ยงต่อการนำสายพันธุ์ไปต่อยอดโดยไม่มีการแบ่งปันผลประโยชน์ และเพิ่มภาระต้นทุนเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร

4. การเปิดทางสู่พืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) อนุสัญญาดังกล่าวอาจนำไปสู่ภาระผูกพันในการคุ้มครองพืชดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์และเกษตรมูลค่าสูง

5. ราคาเมล็ดพันธุ์อาจสูงขึ้น 2–6 เท่า การลดบทบาทของภาครัฐในการผลิตและกระจายพันธุ์พืช อาจทำให้กลไกการถ่วงดุลราคาลดลง ส่งผลให้เกษตรกรต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากภาคธุรกิจในราคาสูง

6. ความเสี่ยงทางคดีความของเกษตรกรและผู้ค้ารายย่อย ขอบเขตการคุ้มครองที่ครอบคลุมถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูป อาจทำให้ร้านค้าปลีกและผู้ค้ารายย่อยที่ไม่มีระบบเอกสารรับรองที่ซับซ้อนสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี

7. การกระจุกตัวของตลาดในกลุ่มบรรษัทขนาดใหญ่ ความได้เปรียบด้านทุน เทคโนโลยี และการคุ้มครองตามเกณฑ์ EDV อาจกีดกันนักปรับปรุงพันธุ์รายย่อยและสหกรณ์การเกษตรในประเทศ

ไทยยังมีทางเลือก ไม่จำเป็นต้องผูกกับ UPOV 1991

นางสาวปรกชล ย้ำว่า การคัดค้านครั้งนี้ ไม่ได้ปฏิเสธการคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ แต่ต้องการให้ประเทศไทยยังคงมีพื้นที่ในการออกแบบกฎหมายให้สมดุลระหว่างผู้พัฒนาพันธุ์กับเกษตรกรและผู้บริโภค

ทั้งนี้ จากรายงาน คู่มือด้านความยั่งยืนสำหรับผู้เจรจาการค้า (A Sustainability Toolkit for Trade Negotiators) ของ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP) และ สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (International Institute for Sustainable Development: IISD)  ระบุว่า ระบบที่เปิดให้มีทั้งข้อยกเว้นสำหรับนักปรับปรุงพันธุ์และสิทธิของเกษตรกร สามารถช่วยส่งเสริมนวัตกรรมและการพัฒนาพันธุ์ให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศท้องถิ่นได้ ขณะที่แนวทางที่บังคับให้ประเทศต้องเข้าร่วม UPOV 1991 ถูกจัดเป็นทางเลือกที่ “ไม่แนะนำ” เพราะอาจลดพื้นที่ในการพัฒนาพันธุ์และสิทธิของเกษตรกร

ข้อกังวลดังกล่าวยังสอดคล้องกับผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านสิทธิในอาหาร ซึ่งเคยตั้งข้อสังเกตว่า การจำกัดสิทธิของเกษตรกรในการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน และจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ อาจกระทบต่อสิทธิในอาหารและความมั่นคงทางอาหารของประชาชน

2 ข้อเสนอ รักษาสิทธิเกษตรกร คุมต้นทุนอาหาร

1. ไม่ผูกประเทศไทยกับ UPOV 1991 ผ่าน FTA ไทย–EU

รัฐบาลไทยควรปฏิเสธข้อเสนอ Article X.51 ของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดให้การคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยต้องเป็นไปตาม UPOV 1991 และไม่ควรยอมรับข้อความอื่นใดในความตกลงที่มีผลในลักษณะเดียวกัน

ข้อเสนอนี้ไม่ได้หมายถึงการยกเลิกการคุ้มครองพันธุ์พืช แต่ต้องการไม่ให้ FTA ไทย–EU กลายเป็นข้อผูกพันที่บังคับให้ไทยต้องปรับ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ไปตามระบบ UPOV 1991 จนประเทศไทยมีพื้นที่ในการกำหนดกฎหมายของตนเองลดลง

2. หาก FTA จำเป็นต้องมีเรื่องคุ้มครองพันธุ์พืช ต้องเปิดให้ไทยเลือกระบบของตนเอง

หากในการเจรจาจำเป็นต้องมีข้อบทว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืช ควรใช้แนวทางเดียวกับความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งเป็น FTA ขนาดใหญ่ระหว่าง 15 ประเทศในเอเชีย–แปซิฟิก หรือ หรือแนวทางที่ปรากฏในการเจรจา FTA สหภาพยุโรป–อินเดีย ซึ่งเปิดพื้นที่ให้แต่ละประเทศสามารถใช้ระบบกฎหมายเฉพาะของตนเองได้ หรือ Sui Generis ที่มีประสิทธิผล

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า หรือ TRIPS ขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องมีระบบคุ้มครองพันธุ์พืช แต่เปิดโอกาสให้แต่ละประเทศออกแบบระบบให้เหมาะกับบริบทของตนเองได้

สำหรับไทย หมายถึงการยังสามารถออกแบบกฎหมายให้เกิดความสมดุลระหว่างการคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์ สิทธิของเกษตรกรในการเก็บและใช้เมล็ดพันธุ์ ความหลากหลายทางชีวภาพ และประโยชน์ของผู้บริโภค โดยไม่จำเป็นต้องใช้ UPOV 1991 เป็นกรอบเพียงทางเดียว

สภาผู้บริโภคและเครือข่ายย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการถกเถียงเรื่องกฎหมายพันธุ์พืช แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ต้นทุนการผลิต ราคาอาหาร ความหลากหลายของอาหาร และสิทธิของผู้บริโภคในระยะยาว เพราะหากต้นทางของอาหารมีทางเลือกน้อยลง ผู้บริโภคปลายทางก็อาจมีทางเลือกน้อยลงตามไปด้วย รัฐบาลจึงควรรักษาพื้นที่ทางนโยบายของประเทศ และกำหนดท่าทีในการเจรจา FTA ไทย – EU ที่ไม่รับข้อผูกพัน UPOV 1991 เพื่อรักษาสิทธิของเกษตรกร ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ