Ribbon

ทั่วโลก คุมแพลตฟอร์ม ปกป้องผู้ใช้ให้ปลอดภัย ไทยถึงเวลาเอาจริง หรือยัง?

Getting your Trinity Audio player ready...
ทั่วโลก คุมแพลตฟอร์ม ปกป้องผู้ใช้ให้ปลอดภัย ไทยถึงเวลาเอาจริง หรือยัง?

ประเด็นเรื่อง “ความปลอดภัยและการละเมิดความเป็นส่วนตัวของเด็ก” บนแพลตฟอร์มออนไลน์ กลายเป็นประเด็นสำคัญที่อยู่ในความสนใจของหลายประเทศทั่วโลก และมีแนวโน้มคุมเข้มขยับจากการ “เตือนให้ผู้ใช้ระวัง” ไปสู่การกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุด นิวซีแลนด์เตรียมเสนอร่างกฎหมายจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี โดยให้แพลตฟอร์มมีหน้าที่ตรวจสอบอายุและป้องกันเด็กเข้าถึงบริการ สะท้อนความเคลื่อนไหวสำคัญของประเทศต่าง ๆ ที่กำลังยกระดับความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน

นิวซีแลนด์เตรียม คุมแพลตฟอร์ม ห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปี ใช้งาน

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 รัฐบาลนิวซีแลนด์ประกาศเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานโซเชียลมีเดีย โดยมุ่งให้แพลตฟอร์มเป็นผู้รับผิดชอบในการป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึงบริการก่อนวัยอันควร

มาตรการดังกล่าวไม่ใช่แค่เพียงการกำหนดอายุขั้นต่ำ แต่ยังเสนอให้แพลตฟอร์มต้องมีระบบยืนยันอายุผู้ใช้งาน เช่น การตรวจสอบข้อมูลบัญชี การใช้เทคโนโลยีประเมินอายุ หรือเอกสารยืนยันตัวตนดิจิทัล และหากแพลตฟอร์มไม่ดำเนินการตามกฎหมาย อาจถูกลงโทษปรับสูงสุดถึง 10% ของรายได้รวมทั่วโลก

เหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลนิวซีแลนด์ต้องออกกฎหมายควบคุมการใช้งานโซเชียลมีเดีย เกิดจากความเสี่ยงที่เด็กและเยาวชนต้องเผชิญบนแพลตฟอร์ม ทั้งการเข้าถึงเนื้อหาที่เป็นอันตราย การออกแบบที่กระตุ้นให้ใช้งานมากเกินไป รวมถึงแรงกดดันทางสังคม ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต การนอน การเรียน และความสัมพันธ์ในครอบครัว

นิวซีแลนด์จึงไม่ได้มองปัญหานี้เป็นเพียงเรื่อง “เด็กใช้โซเชียลมากเกินไป” แต่กำลังตั้งคำถามไปถึง การออกแบบและความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม

ไม่ใช่แค่นิวซีแลนด์ หลายประเทศกำลังขยับ

ทิศทางดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในนิวซีแลนด์ แต่หลายประเทศเริ่มออกกฎเพื่อเพิ่มความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มและยกระดับความปลอดภัยของผู้ใช้งาน

สหราชอาณาจักร ได้บังคับใช้มาตรการคุ้มครองเด็กภายใต้กฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ หรือ Online Safety Act ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 โดยกำหนดให้บริการออนไลน์ที่มีแนวโน้มว่าเด็กจะสามารถเข้าถึงได้ ต้องประเมินความเสี่ยงต่อเด็กและจัดให้มีมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม รวมถึงการใช้ระบบยืนยันอายุเพื่อป้องกันเด็กจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย

ขณะที่ ออสเตรเลีย เป็นหนึ่งในประเทศที่เดินหน้าอย่างจริงจัง โดยตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568 แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่อยู่ภายใต้กฎหมายต้องใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีที่มีบัญชี เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ติ๊กต๊อก ยูทูบ สแนปแชต เอ็กซ์ (ทวิตเตอร์) และเรดดิต (Reddit) โดยผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือแพลตฟอร์ม ไม่ใช่เด็กหรือผู้ปกครอง

ที่สำคัญ ออสเตรเลียไม่ได้กำหนดเพียง “อายุขั้นต่ำ” แต่กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดด้วย หากไม่ดำเนินการตามหน้าที่ อาจถูกลงโทษทางแพ่ง และสำนักงานคณะกรรมาธิการความปลอดภัยทางออนไลน์ (eSafety Commissioner) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแล ได้เดินหน้าตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับแพลตฟอร์มที่มีข้อกังวลด้านการปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว

ส่วน สหภาพยุโรป เดินหน้า “กำกับแพลตฟอร์มตามความเสี่ยง” ผ่านกฎหมายเกี่ยวกับบริการดิจิทัล (Digital Services Act: DSA) โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากเนื้อหาที่เป็นอันตราย การกลั่นแกล้งออนไลน์ การติดต่อจากคนแปลกหน้า รวมถึงการออกแบบแพลตฟอร์มที่อาจกระตุ้นพฤติกรรมเสพติด

นอกจากนี้ ในเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปมีข้อค้นพบเบื้องต้นว่าเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ซึ่งมีบริษัทเมตา เป็นเจ้าของ อาจละเมิดกฎหมาย DSA จากการออกแบบที่มีลักษณะเสพติด เช่น การเลื่อนฟีดได้อย่างไม่สิ้นสุด (Infinite Scroll), การเล่นวิดีโออัตโนมัติ (Autoplay), ระบบแจ้งเตือน (Push Notifications) และระบบแนะนำเนื้อหาที่ปรับเฉพาะบุคคล โดยมองว่าการออกแบบเหล่านี้อาจส่งผลต่อสุขภาวะของผู้ใช้งาน รวมถึงเด็กและเยาวชน

สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงการที่แต่ละประเทศ “แบนโซเชียล” หรือกำหนดอายุการใช้งาน แต่คือ การย้ายความรับผิดชอบบางส่วนจากผู้ใช้งานไปยังผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม

สหรัฐฯ ฟ้องแพลตฟอร์ม คุมความปลอดภัยเด็ก

นอกจากการออกกฎหมายแล้ว การฟ้องร้องเป็นอีกกลไกสำคัญในการเรียกร้องให้แพลตฟอร์มรับผิดชอบ โดยในสหรัฐอเมริกา มีการดำเนินคดีต่อเมตา จากข้อกล่าวหาว่าเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ออกแบบแพลตฟอร์มให้ดึงดูดและทำให้เด็กและเยาวชนใช้งานอย่างต่อเนื่อง โดยอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและความปลอดภัย หนึ่งในคดีสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2566 เมื่ออัยการสูงสุดจาก 32 รัฐยื่นฟ้องเมตา โดยกล่าวหาว่าบริษัททราบถึงความเสี่ยงดังกล่าว แต่ยังคงใช้ฟีเจอร์ที่อาจทำให้เกิดพฤติกรรมเสพติด

คดีเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็กยังเดินหน้าต่อเนื่อง โดยในเดือนมีนาคม 2569 คณะลูกขุนรัฐนิวเม็กซิโกมีคำตัดสินว่าเมตา ต้องรับผิดจากการทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยของแพลตฟอร์มและอันตรายที่เด็กอาจได้รับ ขณะที่ล่าสุดในเดือนสิงหาคม 2569 เมตาทำข้อตกลงมูลค่าสูงสุดราว 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.9 แสนล้านบาท กับหลายรัฐและดินแดนในสหรัฐฯ โดยมีเงื่อนไขให้เพิ่มมาตรการคุ้มครองเยาวชนบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม

กรณีสหรัฐฯ จึงสะท้อนว่า การทำให้แพลตฟอร์มรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้ไม่ได้มีเพียงการออกกฎหมาย แต่ยังสามารถใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือกดดันให้แพลตฟอร์มต้องทบทวนและแก้ไขการให้บริการ โดยเฉพาะเมื่อมีข้อกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มรู้ถึงความเสี่ยง แต่ไม่ได้ป้องกันอย่างเพียงพอ ซึ่งเป็นอีกแนวทางที่หลายประเทศกำลังใช้เพื่อยกระดับความปลอดภัยบนโลกออนไลน์

ประเทศไทย…อยู่ตรงไหน?

สำหรับประเทศไทย สภาผู้บริโภคได้ใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นอีกกลไกในการเรียกร้องความรับผิดชอบจากแพลตฟอร์ม โดยเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภคยื่นฟ้องผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก ทั้งแพลตฟอร์ม ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน และธนาคาร เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบต่อความเสียหายของผู้บริโภค 10 ราย ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม

แม้คดีของสภาผู้บริโภคจะไม่ได้มุ่งไปที่ประเด็นความปลอดภัยของเด็กโดยตรง แต่สะท้อนปัญหาอีกมิติของ “ความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม” เมื่อผู้บริโภคสามารถเข้าถึงโฆษณาหลอกลวงและตกเป็นเหยื่อจนเกิดความเสียหายได้ การฟ้องร้องทั้งในสหรัฐฯ และประเทศไทย รวมถึงอีกหลาย ๆ ประเทศจึงชี้ให้เห็นโจทย์เดียวกันว่า เมื่อแพลตฟอร์มมีส่วนทำให้เกิดหรือเปิดช่องให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้ใช้ แพลตฟอร์มควรต้องรับผิดชอบมากเพียงใด

แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง การฟ้องร้องมักเกิดขึ้นเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว จึงไม่ควรเป็นกลไกเดียวในการคุ้มครองผู้บริโภค ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีกฎหมายที่กำหนดหน้าที่ของแพลตฟอร์มอย่างชัดเจนอย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้ไม่มีการกำกับดูแลแพลตฟอร์มอย่างชัดเจน แต่มีกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับบริการดิจิทัล รวมถึงพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ. 2565 หรือกฎหมาย DPS ที่กำหนดหน้าที่บางประการแก่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่อาจยังไม่สามารถที่จะทำให้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบความเสียหายอย่างเต็มรูปแบบได้ ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐก็มีทิศทางยกระดับการกำกับดูแลบริการดิจิทัลและความปลอดภัยของผู้ใช้งานมากขึ้น

คำถามสำคัญคือ การกำกับดูแลที่มีอยู่ในปัจจุบันเพียงพอที่จะรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อปัญหาไม่ได้มีเพียงเรื่องเนื้อหาผิดกฎหมาย แต่รวมถึงโฆษณาหลอกลวง การขายสินค้าไม่ปลอดภัย การหลอกให้โอนเงิน หลอกลงทุน การใช้ข้อมูลส่วนบุคคล การออกแบบที่กระตุ้นการใช้งานมากเกินไป ตลอดจนการที่แพลตฟอร์มอาจไม่ได้จัดการความเสี่ยงอย่างทันท่วงที

บทเรียนจากหลายประเทศทำให้หน่วยงานกำกับดูแลในประเทศไทยควรเรียนรู้และนำมาปรับใช้คือ การกำกับแพลตฟอร์มไม่ควรหยุดอยู่ที่การแก้ปัญหาหลังเกิดความเสียหาย และควรขยับไปสู่การกำหนดมาตรฐานเชิงป้องกัน เช่น

  • ให้แพลตฟอร์มประเมินและจัดการความเสี่ยงที่อาจกระทบผู้บริโภค
  • กำหนดมาตรฐานการจัดการโฆษณาหลอกลวงและเนื้อหาที่เป็นอันตราย
  • เพิ่มความโปร่งใสของอัลกอริทึมและระบบแนะนำเนื้อหาในประเด็นที่กระทบความปลอดภัย
  • กำหนดมาตรการคุ้มครองเด็กและกลุ่มเปราะบางที่เหมาะสม
  • พัฒนาระบบยืนยันตัวตนหรือยืนยันอายุที่คำนึงถึงทั้งความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว
  • และที่สำคัญ ต้องมีกลไกกำกับดูแลและบทลงโทษที่ มีประสิทธิภาพและเพียงพอจะทำให้แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ต้องปฏิบัติตาม

เมื่อแพลตฟอร์มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มจึงไม่ใช่เรื่องของ “ผู้ใช้ที่ต้องระวังตัวเอง” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

เมื่อหลายประเทศกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากบริการของตัวเอง คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะรอให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายมากกว่านี้อีกแค่ไหน ก่อนจะมีกติกาที่ทำให้แพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบต่อ “ความปลอดภัย” อย่างจริงจัง?