| Getting your Trinity Audio player ready... |

สภาผู้บริโภครายงานผลการดำเนินงานปี 2568 ต่อวุฒิสภา สารีเผยผลงานรับเรื่องร้องเรียน – ดำเนินคดี – ผลักดันนโยบาย ขณะที่ สว. 7 ท่านชื่นชมการทำงาน พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องงบประมาณและการขยายเครือข่ายเพื่อ คุ้มครองผู้บริโภค
เปิดผลงาน 5 ปี สภาผู้บริโภค จากรับเรื่องสู่แก้ปัญหาเชิงระบบ ยุติเรื่องร้องเรียน 81% เยียวยากว่า 174 ล้านบาท พร้อมดัน 4 วาระสำคัญปี 2570 สภาผู้บริโภคเผยผลงาน 5 ปี ด้าน สว. เสนอรัฐสนับสนุนทรัพยากรให้เพียงพอกับภารกิจการคุ้มครองผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น
วันที่ 1 กันยายน 2569 สภาผู้บริโภคเข้ารายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2568 ต่อที่ประชุมวุฒิสภา โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคพัฒนาจากการรับเรื่องร้องเรียนสู่การผลักดันแก้ปัญหาเชิงระบบ ทั้งการดำเนินคดี การผลักดันนโยบาย และการเฝ้าระวังภัยผู้บริโภค ในปี 2568 มีเรื่องร้องเรียนกว่า 23,000 เรื่อง ยุติได้ 81% และช่วยผู้บริโภคได้รับการเยียวยากว่า 174 ล้านบาท สำหรับปี 2570 เตรียมเดินหน้าผลักดัน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ สินค้าออนไลน์ปลอดภัย ขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม สิทธิหลักประกันสุขภาพ และค่าบำรุงการศึกษาที่เป็นธรรม ขณะที่ สว.ชื่นชมบทบาทของสภาผู้บริโภค พร้อมเสนอให้สนับสนุนทรัพยากรและขยายเครือข่ายให้สอดคล้องกับภารกิจที่เพิ่มขึ้น

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันสภาผู้บริโภคมีองค์กรสมาชิก 376 องค์กร ครอบคลุม 62 จังหวัด หน่วยงานประจำจังหวัด 20 แห่ง และหน่วยงานเขตพื้นที่ 4 แห่ง โดยตั้งแต่เริ่มดำเนินงานเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ถึงเดือนมิถุนายน 2569 มีผู้เข้าถึงบริการของสภาผู้บริโภค 89,153 ราย โดยหากนับเฉพาะตัวเลขปี 2568 มีเรื่องร้องเรียน 23,703 เรื่อง สามารถยุติได้ 19,270 เรื่อง หรือประมาณ 81% และช่วยเหลือผู้บริโภคให้ได้รับการชดเชยเยียวยามูลค่าประมาณ 174 ล้านบาท
5 ปี จากรับเรื่องร้องเรียน สู่การแก้ปัญหาเชิงระบบ
สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า นอกเหนือจากภารกิจในการรับเรื่องร้องเรียนและช่วยเหลือผู้บริโภคแล้ว ภารกิจด้านกฎหมายของสภาผู้บริโภคขยายตัวอย่างชัดเจน จาก 77 คดีในปี 2567 เพิ่มเป็น 208 คดีในปี 2568 ขณะที่คดีสะสมที่สภาผู้บริโภคให้ความช่วยเหลืออยู่ที่ 483 คดี โดยประเด็นสำคัญยังเป็นภัยทุจริตทางการเงิน การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ สินค้าชำรุดบกพร่องและไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มออนไลน์และการหลอกลวงทางดิจิทัล
สารีชี้ว่า การทำงานของสภาผู้บริโภคไม่ได้มุ่งเพียงการช่วยเหลือผู้เสียหายรายบุคคล แต่พยายามใช้คดีเป็นเครื่องมือผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ โดยเฉพาะกรณีผู้บริโภคถูกสถาบันการเงินฟ้องจากธุรกรรมที่ไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการเอง รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งหลายคดีสามารถนำไปสู่การเยียวยาผู้บริโภคในวงกว้างได้

สารี ยกตัวอย่างการดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาหน้าจอโทรศัพท์ซัมซุง ซึ่งท้ายที่สุดบริษัทตกลงเปลี่ยนหน้าจอให้แก่ผู้บริโภคที่เข้าร่วมการดำเนินการ รวมถึงผู้ที่เคยจ่ายค่าซ่อมไปก่อนหน้านี้ สะท้อนบทบาทของสภาผู้บริโภคในการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อสร้างการเยียวยาที่ครอบคลุมมากขึ้น
เดินหน้าผลักดันนโยบาย ตั้งแต่ขนส่งสาธารณะถึงเลมอน ลอว์
ในแง่มุมของการผลักดันเชิงนโยบาย สารีระบุว่า ในปี 2568 สภาผู้บริโภคทำงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดและภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในหลายจังหวัด อาทิ กาญจนบุรี ภูเก็ต ขอนแก่น เชียงใหม่ และสงขลา พร้อมสร้างความตื่นตัวให้ประชาชนตั้งคำถามถึงสิทธิในการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพในพื้นที่ของตนเอง
นอกจากนี้ ยังผลักดันประเด็นความปลอดภัยของสายสื่อสาร ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านทัศนียภาพ แต่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตและร่างกายของประชาชน รวมถึงทำงานร่วมกับวุฒิสภาในประเด็นความปลอดภัยด้านอาหาร โดยมีการผลักดันกลไกการตรวจหาสารพิษจากผักผลไม้นำเข้าที่ด่านภายในหนึ่งวัน “One ด่าน- One Lab – One Day” เพื่อยกระดับการตรวจสอบอาหารนำเข้า
อีกความสำเร็จสำคัญคือการผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่อง หรือเลมอน ลอว์ (Lemon Law) ซึ่งมีประชาชนเข้าชื่อสนับสนุน 21,111 ราย และผ่านการประชุมมาแล้ว 10 ครั้ง โดยรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีให้การสนับสนุนการเดินหน้ากฎหมายดังกล่าว
สำหรับการดำเนินการในปี 2570 สารีระบุว่า สภาผู้บริโภคตั้งเป้าเดินหน้าผลักดัน 4 ประเด็น ได้แก่ 1) สินค้าออนไลน์ต้องมีความปลอดภัยมากขึ้น โดยทำงานร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลก่อนสินค้าจะถูกนำขึ้นขายบนแพลตฟอร์ม 2) ระบบขนส่งสาธารณะต้องครอบคลุมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในทุกจังหวัด
3) สิทธิหลักประกันสุขภาพ ไม่ควรถอยหลัง โดยเน้นประเด็นเรื่องร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ พ.ร.บ.บัตรทอง ที่มีผู้ยื่นร่างฉบับใหม่เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยมีการปรับแก้เนื้อหากฎหมายซึ่งกระทบต่อสิทธิขิงประชาชน เช่น กำหนดให้ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินเพิ่ม ลดจำนวนตัวแทนฝั่งผู้บริโภคในบอร์ดสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) และ 4) แก้ปัญหาการเรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษาที่ไม่เป็นธรรม โดยเห็นว่าการคุ้มครองสิทธิควรสร้างความชัดเจนในเชิงระบบ ไม่ใช่รอให้ประชาชนร้องเรียนแล้วจึงแก้ไขเป็นรายกรณี
ทั้งนี้ สารียังกล่าวถึงข้อจำกัดสำคัญคือ งบประมาณของสภาผู้บริโภคลดลงต่อเนื่อง แม้ภารกิจและจำนวนเรื่องร้องเรียนเพิ่มขึ้น โดยเห็นว่าการลงทุนในระบบคุ้มครองผู้บริโภคควรถูกมองว่าเป็นการลงทุนเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชน ไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายของรัฐ
สว. ชื่นชมบทบาทสภาผู้บริโภค ชี้เป็นกลไกสำคัญ คุ้มครองผู้บริโภค
ภายหลังการนำเสนอผลการดำเนินงาน สมาชิกวุฒิสภา 7 คนได้ร่วมอภิปรายและแสดงความคิดเห็นต่อรายงานประจำปี 2568 ของสภาผู้บริโภค โดยภาพรวมสมาชิกวุฒิสภาชื่นชมพัฒนาการของสภาผู้บริโภคในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งการรับเรื่องร้องเรียน การไกล่เกลี่ยและเยียวยา การดำเนินคดี การผลักดันนโยบาย ตลอดจนการสร้างเครือข่ายผู้บริโภคในพื้นที่ พร้อมเสนอให้สนับสนุนทรัพยากรและพัฒนากลไกการทำงานให้สามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้ครอบคลุมมากขึ้น
พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวชื่นชมผลการดำเนินงานของสภาผู้บริโภค โดยมองว่าตลอดระยะเวลา 5 ปี สภาผู้บริโภคได้พัฒนาจากองค์กรที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นสู่การเป็นกลไกสำคัญในการรับเรื่องร้องเรียน ไกล่เกลี่ย เยียวยา ดำเนินคดี ผลักดันนโยบาย เฝ้าระวังสินค้าและบริการ รวมถึงสร้างเครือข่ายในพื้นที่ ซึ่งตัวเลขผลการดำเนินงานสะท้อนพัฒนาการดังกล่าวอย่างชัดเจน
พรชัยยังตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณที่สภาผู้บริโภคได้รับลดลง โดยเฉพาะงบสำหรับเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรสมาชิก เครือข่าย และหน่วยงานประจำจังหวัด พร้อมต้องการทราบเหตุผลของการปรับลดงบประมาณ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ และสนับสนุนการทำงานของสภาผู้บริโภคต่อไป
เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ให้ความสำคัญกับบทบาทของสภาผู้บริโภคในการผลักดันประเด็นเชิงนโยบาย โดยเฉพาะสิทธิด้านสุขภาพและการคุ้มครองประชาชน พร้อมตั้งคำถามถึงแนวทางการทำงานในประเด็นกองทุนสุขภาพ และการกำกับดูแลธุรกิจโทรคมนาคมภายหลังการควบรวมกิจการ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับบริการที่มีคุณภาพและเป็นธรรม
นอกจากนี้ เทวฤทธิ์ยังสนับสนุนการทำงานของสภาผู้บริโภคในฐานะกลไกที่ช่วยสะท้อนปัญหาจากประชาชนไปสู่การแก้ไขในระดับนโยบาย โดยเห็นว่าประเด็นสิทธิผู้บริโภคมีความเกี่ยวข้องกับประชาชนในวงกว้าง และควรได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่อง
สุนทร พฤกษพิพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา แสดงความเห็นว่าสภาผู้บริโภคเป็นองค์กรที่เกิดจากภาคประชาชนและทำงานเพื่อประชาชน จึงควรได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อภารกิจด้านการคุ้มครองผู้บริโภคมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและมีความซับซ้อนมากขึ้น
สุนทรยังชื่นชมแนวทางการทำงานของสภาผู้บริโภคที่ไม่ได้มุ่งเพียงแก้ปัญหาเมื่อเกิดความเสียหาย แต่พยายามทำงานเชิงป้องกันและสร้างความรู้ให้ประชาชนสามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้ พร้อมเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากแหล่งต่าง ๆ เช่น การนำภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) มาเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณที่สนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อให้องค์กรสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ
ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า สภาผู้บริโภคมีที่มาจากเจตนารมณ์ในการสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค และเห็นว่ารูปแบบการทำงานของสภาผู้บริโภคในลักษณะ “ภาคีสาธารณะ” เป็นจุดแข็งสำคัญ เพราะสามารถระดมองค์กรและภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วมขับเคลื่อนงานคุ้มครองผู้บริโภคได้
ทั้งนี้ ประภาสเสนอให้สภาผู้บริโภคเดินหน้าขยายเครือข่ายในพื้นที่ พร้อมยกระดับปัญหาจากเรื่องร้องเรียนรายกรณีไปสู่การแก้ไขเชิงโครงสร้าง เพื่อให้ผลจากการทำงานสามารถสร้างประโยชน์ต่อผู้บริโภคในวงกว้าง
ประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล สมาชิกวุฒิสภา ให้ความสำคัญกับ “ผลลัพธ์” ของการทำงาน โดยชี้ว่าผลการดำเนินงานปี 2568 ทั้งการยุติเรื่องร้องเรียน การชดเชยเยียวยา การดำเนินคดี และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อแจ้งเตือนภัย สะท้อนให้เห็นถึงความคุ้มค่าของการทำงานคุ้มครองผู้บริโภค
ประหยัดยังชี้ให้เห็นว่า การมีองค์กรผู้บริโภคและหน่วยงานประจำจังหวัดที่เข้มแข็งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงจำนวนพื้นที่ที่ยังไม่มีหน่วยงานประจำจังหวัดและองค์กรสมาชิก และเสนอให้พิจารณาการสนับสนุนงบประมาณเพื่อขยายกลไกดังกล่าวให้ครอบคลุมมากขึ้น
กัลยา ใหญ่ประสาน สมาชิกวุฒิสภา สะท้อนจากประสบการณ์การทำงานร่วมกับสภาผู้บริโภคว่า การทำงานของสภาผู้บริโภคสามารถนำปัญหาจากพื้นที่ไปสู่การแก้ไขเชิงระบบได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการผลักดันระบบตรวจสอบอาหารนำเข้าที่ด่านชายแดน ซึ่งช่วยให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น
กัลยายังเห็นความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐกับองค์กรผู้บริโภค เพราะสภาผู้บริโภคมีข้อมูลและประสบการณ์จากการทำงานกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งสามารถนำมาใช้ประกอบการออกแบบมาตรการคุ้มครองประชาชนได้อย่างตรงจุด
ผศ.นิฟาริด ระเด่นอาหมัด สมาชิกวุฒิสภา กล่าวชื่นชมและขอบคุณสภาผู้บริโภค โดยระบุว่าภารกิจของสภาผู้บริโภคมีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกคน เนื่องจากทุกคนล้วนมีสถานะเป็นผู้บริโภค ขณะที่รูปแบบการเอาเปรียบและการหลอกลวงผู้บริโภคมีความหลากหลายมากขึ้น
ผศ.นิฟาริธ ยังเสนอให้สภาผู้บริโภคพิจารณาบทบาทในการคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปประกอบศาสนกิจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์และอุมเราะห์ เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมและได้รับการคุ้มครองตลอดกระบวนการเดินทาง
หากมองในภาพรวมประเด็นที่สมาชิกวุฒิสภาหลายคนให้ความสำคัญร่วมกัน คือ ทรัพยากรที่ต้องสอดคล้องกับภารกิจของสภาผู้บริโภค ทั้งเรื่องงบประมาณรวมถึง การสนับสนุนด้านข้อมูลและเทคโนโลยี รวมถึงเครื่องมือและระบบสนับสนุนการทำงาน และกลไกความร่วมมือจากภาครัฐ โดยเฉพาะเมื่อจำนวนเรื่องร้องเรียน คดี และภัยรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้น ขณะที่สภาผู้บริโภคยังต้องขยายเครือข่ายไปยังพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึง รวมถึงพัฒนาระบบข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
การอภิปรายครั้งนี้จึงสะท้อนว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับเรื่องร้องเรียน แต่พัฒนาบทบาทไปสู่การ พิทักษ์สิทธิ ดำเนินคดี ผลักดันนโยบาย เฝ้าระวังภัย และแก้ปัญหาเชิงระบบ ขณะที่สมาชิกวุฒิสภาเห็นร่วมกันถึงความสำคัญของกลไกภาคประชาชน และเรียกร้องให้มีการสนับสนุนทรัพยากรอย่างเหมาะสม เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคสามารถขยายผลไปได้ทั่วประเทศ



