| Getting your Trinity Audio player ready... |

สภาผู้บริโภค เผย 5 เรื่องร้อนในปี 2568 ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ ปกป้อง สิทธิผู้บริโภค สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสินค้าและบริการของประเทศไทย
ปี 2568 เป็นปีที่ผู้บริโภคไทยต้องใช้ชีวิตอย่างรอบคอบมากขึ้น ไม่ใช่แค่รับมือค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่ยังต้องเผชิญสินค้า บริการ และนโยบายที่ส่งผลต่อเงินในกระเป๋าแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่โฆษณาเกินจริง สัญญาไม่เป็นธรรม ไปจนถึงเทคโนโลยีและบริการใหม่ที่กฎหมายยังตามไม่ทัน บทความนี้ชวนย้อนดู 5 เรื่องสำคัญที่สภาผู้บริโภคขับเคลื่อนในปี 2568 ที่ช่วยให้ผู้บริโภครู้เท่าทัน และตอกย้ำว่าพลังเล็ก ๆ ของผู้บริโภค เมื่อรวมกันแล้ว สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงได้
ท่ามกลางความซับซ้อนเหล่านี้ สภาผู้บริโภค ทำหน้าที่เป็นเหมือนเพื่อนผู้บริโภคที่เข้าถึงง่าย และช่วยได้จริง คอยรวบรวมข้อมูล เตือนภัยผู้บริโภค ผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย และใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
บทความนี้ชวนทุกคนย้อนกลับไปดู 5 เรื่องสำคัญของปี 2568 ที่ไม่เพียงได้รับความสนใจจากผู้บริโภคจำนวนมาก แต่ยังช่วยเปิดมุมมองใหม่ ทำให้ผู้บริโภค “รู้เท่าทันมากขึ้น” และร่วมกันขยับสังคมให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
อันดับ 1 : ผลทดสอบครีมกันแดด
เป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคนและต้องใช้ทุกวัน ประเด็นเรื่องผลทดสอบ “ครีมกันแดด” ที่สภาผู้บริโภคทำร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จึงกลายเป็นคอนเทนต์อันดับ 1 ที่ผู้บริโภค อินฟลูเอนเซอร์ และสื่อต่าง ๆ ให้ความสนใจ เพราะจากการทดสอบครีมกันแดด 20 ตัวอย่าง พบบางตัวอย่างมีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากแสงแดดไม่ตรงตามที่โฆษณาไว้
จากประเด็นนี้ สภาผู้บริโภคจึงเห็นความจำเป็นในการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาโดยอินฟลูเอนเซอร์ โดยเตรียมจัดทำ “ร่างจริยธรรมของอินฟลูเอนเซอร์” เพื่อให้ผู้ที่มีอิทธิพลต้องชี้แจงข้อมูลอย่างชัดเจนตรงไปตรงมา ทั้งการสนับสนุนโฆษณาและข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่เป็นจริงและลดความเสี่ยงจากการใช้สินค้าที่ไม่ได้คุณภาพตามที่โฆษณาไว้
นอกจากเรื่องครีมกันแดดแล้ว สภาผู้บริโภคยังเผยแพร่การทดสอบสินค้าอื่น ๆ เช่น ผ้าอนามัย เครื่องฟอกอากาศ ทำให้ผู้บริโภคมีข้อมูลประกอบในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ รวมทั้งเป็นสิ่งกระตุ้นให้ทุกคนเริ่มตั้งคำถามกับฉลากและคำโฆษณามากขึ้น
อันดับ 2 : ศรีสวัสดิ์ – สัญญาไม่เป็นธรรม
อีกประเด็นหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้บริโภค คือ กรณีการฟ้องคดีบริษัทศรีสวัสดิ์ ในเรื่องดอกเบี้ยและเงื่อนไขสัญญาที่อาจไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ซึ่งสะท้อนชีวิตจริงของคนจำนวนมาก ที่ต้องพึ่งพาสินเชื่อ แต่กลับต้องเผชิญภาระดอกเบี้ยสูงและเงื่อนไขที่แทบไม่มีอำนาจต่อรอง
ที่ผ่านมาสภาผู้บริโภคได้ช่วยเหลือในด้านคดีแก่ผู้บริโภคมากกว่า 10 ราย ที่กู้ยืมเงินจากบริษัทศรีสวัสดิ์และถูกเอาเปรียบด้วยสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ล่าสุด สภาผู้บริโภคได้ยื่นฟ้องบริษัทศรีสวัสดิ์และบริษัทในเครือต่อศาลแพ่ง ด้วยเหตุผลว่าบริษัทศรีสวัสดิ์ ใช้วิธีทำสัญญาแบบไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค เช่น ให้ลงชื่อบนกระดาษเปล่า ไม่แจ้งดอกเบี้ยที่แท้จริง และคิดดอกเบี้ยสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ทำให้ผู้กู้ต้องเสียเงินเพิ่มและมีปัญหาทางการเงินมากขึ้น ทั้งไม่ได้รับสำเนาสัญญาและเอกสารสำคัญต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อปัญหาการเงินและสิทธิของผู้บริโภค
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคจึงขอให้ศาลคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม โดยให้คืนเงินดอกเบี้ยที่เกินกฎหมาย กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ถูกต้อง และเรียกร้องค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมเสนอให้เพิกถอนสิทธิในการรับหลักประกันของบริษัท เพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบอีก นอกจากนี้คดีนี้ยังตั้งเป็นมาตรฐานใหม่ในการคุ้มครองผู้กู้ทั่วประเทศให้เข้าถึงสัญญาที่โปร่งใสและเป็นธรรมยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ สภาผู้บริโภคยังขับเคลื่อนเรื่อง “สัญญาที่เป็นธรรม” ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมกรคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) อย่างต่อเนื่องทั้งเรื่องสัญญาในการเช่าซื้อรถยนต์ ทองคำ การใช้บริการโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตบนมือถือ รวมไปถึงเรื่อง สัญญาห้องเช่า – หอพัก ซึ่งล่าสุดสคบ. ได้ประกาศ กฎหมายคุมสัญญาห้องเช่า ห้ามเรียกเก็บค่าน้ำค่าไฟเกินจริง เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเข้มข้นขึ้น
อันดับ 3 : ปัญหาค่าไฟแพง
ราคาพลังงาน เป็นสิ่งที่สภาผู้บริโภคติดตามมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2564 และ “ค่าไฟฟ้า” เป็นหนึ่งในประเด็นที่สภาผู้บริโภคขับเคลื่อนเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่เป็นธรรม เนื่องจากพลังงานเป็นความเป็น สิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนเข้าถึงได้
ในปี 2568 ท่ามกลางสถานการณ์ที่ค่าไฟปรับสูงขึ้นและกลายเป็นภาระสำคัญของผู้บริโภคแทบทุกครัวเรือน สภาผู้บริโภคไม่ได้หยุดอยู่แค่การสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชน แต่ลงลึกไปถึงการอธิบายโครงสร้างราคาค่าไฟ โดยตั้งคำถามต่อมติของ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าและค่าเอฟที (Ft) โดยจากมติดังกล่าว อาจเข้าข่ายเป็นการกำหนดนโยบายที่ผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคในระยะยาว
การขับเคลื่อนเรื่องค่าไฟฟ้าของสภาผู้บริโภคช่วยให้ผู้บริโภค รู้สิทธิของตนเองมากขึ้น และให้เรื่องค่าไฟซึ่งเคยเป็นเรื่องเทคนิคซับซ้อน กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ผู้บริโภคสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมได้ รวมถึงเข้าใจว่าค่าไฟที่แพงขึ้นไม่ได้เกิดจากการใช้ไฟเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับนโยบายและการตัดสินใจเชิงโครงสร้างด้านพลังงานของรัฐและหน่วยงานกำกับดูแล ที่ประชาชนมีสิทธิรับรู้และตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ทำให้ผู้บริโภคกล้าตั้งคำถาม ไม่รู้สึกว่าต้องยอมรับค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรมโดยไม่มีทางเลือก และเห็นว่าการรวมเสียงของผู้บริโภคสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริง ทั้งระดับนโยบายและการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนระยะยาว
อันดับ 4 : ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า Neta และจอโทรศัพท์ซัมซุงขึ้นเส้นเขียว
สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเนต้า (Neta) เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าผู้บริโภคจำนวนหนึ่งเผชิญปัญหาสินค้าชำรุดบกพร่อง การซ่อมล่าช้า อะไหล่ไม่พร้อม และการเยียวยาที่ไม่ชัดเจน ทั้งที่เป็นรถใหม่และมีมูลค่าสูง ประกอบกับการปิดตัวลงของบริษัทเนต้าในประเทศจีนทำให้ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้รวบรวมข้อร้องเรียน สื่อสารข้อมูลต่อสาธารณะ และสะท้อนปัญหาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการยื่นฟ้องกลุ่มบริษัทเนต้าในรูปแบบคดีกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภค
การขับเคลื่อนครั้งนี้มีความหมายต่อผู้บริโภคโดยตรง เพราะช่วยให้ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่ตกเป็น “ผู้รับผลกระทบ” เห็นว่าตนเอง ไม่ต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง แต่สามารถรวมตัวกันเรียกร้องสิทธิผ่านระบบศาล ซึ่งเป็นกลไกที่มีผลทางกฎหมายจริง สภาผู้บริโภคยังเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามากำกับดูแลราคาอะไหล่ บริการหลังการขาย และการประกันภัยอย่างเป็นธรรม
อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหาด้านสินค้าและบริการ และได้รับความสนใจจากผู้บริโภคและสื่อมวลชนจำนวนมาก คือ เรื่องโทรศัพท์ซัมซุงจอขึ้นเส้น ที่ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งพบหลังการใช้งานไม่นาน แต่กลับต้องไปซ่อมแซมมีค่าเสียใช้จ่ายเพิ่มหรือต้องถูกปฏิเสธความรับผิดชอบ
สภาผู้บริโภคจึงรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และพยายามเจรจากับบริษัทเพื่อให้เกิดการเยียวยา ก่อนจะเดินหน้าใช้กลไกทางกฎหมายด้วยการสนับสนุนการยื่นฟ้องคดีแบบกลุ่ม (Class Action) เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบในฐานะสินค้าที่มีความบกพร่อง ไม่ได้มาตรฐานตั้งแต่ต้นทางการผลิต จนกระทั่งบริษัทฯ มีการประกาศเยียวยาผู้เสียหาย ปัจจุบันการช่วยเหลือยังอยู่ในขั้นตอนการติดตามผลและผลักดันให้การเยียวยาครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบทุกคน สะท้อนบทบาทของสภาผู้บริโภคในฐานะ “เพื่อนผู้บริโภค” ที่เข้าถึงง่าย และช่วยได้จริง
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นช่องว่างสำคัญที่ผู้บริโภคไทยต้องเผชิญมาอย่างยาวนานคือการไม่มี กฎหมายที่คุ้มครองผู้บริโภคกรณีซื้อสินค้าที่มีความบกพร่อง หรือที่รู้จักกันในชื่อ เลมอน ลอร์ “Lemon Law” แม้กฎหมายฉบับนี้จะเคยถูกเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาแล้ว แต่ก็ต้องหยุดชะงักไปจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากยังคงขาดหลักประกันทางกฎหมายเมื่อเผชิญสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
สภาผู้บริโภคจึงเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่นำ เลมอน ลอร์ กลับมาปัดฝุ่นและผลักดันอย่างจริงจัง เพื่อสร้างระบบคุ้มครองที่ชัดเจน เป็นธรรม ทันท่วงทีต่อสภาพตลาดในปัจจุบัน ให้ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าใหม่แต่เจอปัญหาชำรุดบกพร่อง สามารถได้รับการเยียวยาที่เหมาะสมตามกฎหมายอย่างแท้จริง
อันดับ 5 : แอปเงินกู้เถื่อน Oppo – Realme
อีกหนึ่งในเรื่องที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุด คือกรณีแอปเงินกู้ที่ติดตั้งมากับโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะในแบรนด์ออปโป้ (OPPO) และเรียลมี (Realme) ซึ่งเกี่ยวข้องกับแอปไฟนีซี่ (Fineasy) และสินเชื่อความสุข ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในด้านความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล การให้ความยินยอมที่ไม่ชัดเจน และปัญหาการลบแอปไม่ได้ สภาผู้บริโภคจึงได้เรียกร้องให้ทั้งสองบริษัทออกมาชี้แจงและแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงเร่งถอนแอปเหล่านี้ออกจากเครื่องของผู้บริโภคโดยไม่ต้องบังคับให้ผู้บริโภคไปลบแอปที่ศูนย์บริการเอง
นอกจากนี้ ได้นำผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อสำนักงานตำรวจสอบสวนกลาง (บก.ปคบ.) และยื่นหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เพื่อให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิและข้อมูลอย่างจริงจัง พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ออกมาตรการกำกับดูแลเกี่ยวกับแอปที่ติดตั้งมากับเครื่องอย่างโปร่งใสและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค
เมื่อประเด็นถูกสื่อมวลชนหยิบไปขยายต่อ เสียงของผู้บริโภคดังขึ้น จึงกลายเป็นแรงกดดันให้ผู้ประกอบการต้องออกมาชี้แจงต่อสาธารณะและทำให้ปัญหาถูกแก้ไข
นอกเหนือจาก 5 ประเด็นที่กล่าวมายังมีอีกหลายประเด็นที่สภาผู้บริโภคทำงานเชิงรุกอย่างเข้มข้น ทั้งการเตือนภัยผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่พบสารอันตราย การหลอกลวงรูปแบบใหม่ของมิจฉาชีพ ปัญหาที่พักไม่ตรงปก การผลักดันให้รื้อถอนอาคารดิเอทัสตามคำสั่งศาลที่ยืดเยื้อมานานกว่า 11 ปี หรือกรณีถุงลมนิรภัยทาคาตะภัยใกล้ตัวที่คร่าชีวิตผู้บริโภคอีกครั้ง ทุกเรื่องล้วนสะท้อนให้เห็นว่า “สิทธิผู้บริโภคไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ควรถูกมองข้าม”
สำหรับปี 2569 สภาผู้บริโภคจะเดินหน้าทำหน้าที่เป็น เพื่อนผู้บริโภค ที่เข้าถึงง่ายและช่วยได้จริง พร้อมเดินเคียงข้างผู้บริโภค เพื่อให้เสียงเล็ก ๆ รวมกันเป็นพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อันดับ 1 : ผลทดสอบครีมกันแดด
เผย ผลทดสอบครีมกันแดด 20 แบรนด์อินฟลูฯ
อันดับ 2 : ศรีสวัสดิ์ – สัญญาไม่เป็นธรรม อ่านเนื้อหาบางส่วนเรื่องศรีสวัสดิ์ได้ที่
อันดับ 3 : ปัญหาค่าไฟแพง อ่านเนื้อหาบางส่วนเรื่องค่าไฟแพงได้ที่
อันดับสี่ อันดับ 4 : ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า Neta และจอโทรศัพท์ซัมซุงขึ้นเส้นเขียว อ่านเนื้อหาบางส่วนเกี่ยวกับเรื่องปัญหารถยนต์ไฟฟ้าเนต้าได้ที่
อันดับ 5 : แอปเงินกู้เถื่อน Oppo – Realme อ่านข่าวบางส่วนเรื่อง Oppo – Realme ได้ที่
ขีดเส้นตาย 3 วัน OPPO-Realme ถอนแอปกู้เงินเถื่อนออก



