| Getting your Trinity Audio player ready... |

สภาผู้บริโภค ร่อนหนังสือถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หยุดขยายเวลาใช้เงินกองทุนน้ำมัน ชดเชยเชื้อเพลิงชีวภาพ หวั่นเพิ่มภาระกองทุนและประชาชน พร้อมเสนอตรวจสอบเรียกเงินคืน หากมีการจ่ายหลังสิ้นสุดระยะเวลาชดเชยตามกฎหมายเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 69
จากกรณีที่กระทรวงพลังงานเสนอ แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยแผนดังกล่าวเปิดทางให้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจ่ายเงินชดเชยให้กับน้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพและคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 นั้น
สภาผู้บริโภคมีความเห็นว่า การจ่ายเงินชดเชยดังกล่าวตาม พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปี 2562ได้ สิ้นสุดลงแล้วเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 หลังขยายระยะเวลามาแล้ว 2 ครั้ง และหากมีการจ่ายเงินชดเชยดังกล่าวจะกลายเป็นภาระของประชาชนในอนาคต จึงส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขอให้ยุติการจ่ายเงินชดเชย และตรวจสอบเรียกเงินคืน หากมีการจ่ายหลังพ้นกำหนดตามกฎหมาย
เสนอรัฐยุติการจ่าย ชดเชยเชื้อเพลิงชีวภาพ
อิฐบูรณ์ อ้นวงษา อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวว่าเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเงินที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประชาชนผู้ใช้น้ำมัน เพราะกองทุนมีรายรับและรายจ่ายที่นำไปใช้ดูแลราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ดังนั้น การนำเงินกองทุนไปจ่ายชดเชยควรอยู่ภายใต้กรอบและวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในช่วงที่ฐานะกองทุนมีภาระติดลบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากเหตุผลดังกล่าว สภาผู้บริโภคจึงส่งหนังสือถึง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและผู้กำกับดูแลสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เพื่อขอให้ ยุติการดำเนินการเพื่อจ่ายเงินชดเชยให้กับน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ 95, แก๊สโซฮอล์ 91, อี20 (E20) และ อี85 (E85) อีกทั้งหากมีการจ่ายเงินชดเชยหลังวันที่ 24 กันยายน 2569 ขอให้ตรวจสอบและเรียกเงินดังกล่าวกลับคืนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อกองทุนและเพิ่มภาระให้กับประชาชนผู้ใช้น้ำมัน
ทั้งนี้ นายอิฐบูรณ์ย้ำว่า การตรวจสอบครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ แต่เป็นการตั้งคำถามถึง ขอบเขตการใช้เงินกองทุนน้ำมันและการใช้อำนาจตามกฎหมาย ว่าหลังสิ้นสุดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว รัฐควรมีมาตรการสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพผ่านช่องทางใด และมาตรการนั้นควรไม่สร้างภาระสะสมให้กับกองทุนน้ำมัน ซึ่งท้ายที่สุดอาจกลายเป็นภาระของประชาชนในอนาคต
ขยายเวลาชดเชย น้ำมันชีวภาพ ขัดต่อกฎหมาย?
อิฐบูรณ์ กล่าวอีกว่า พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 กำหนดวัตถุประสงค์ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไว้เพื่อ รักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง โดยอยู่ภายใต้กรอบนโยบายการบริหารกองทุน
นอกจากนี้ กฎหมายยังเปิดทางให้กองทุนน้ำมันสามารถจ่ายเงินชดเชยให้กับน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพที่ได้รับการชดเชยอยู่ก่อนกฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับได้ต่อไปเป็นระยะเวลา 3 ปี และกำหนดให้มีการลดการจ่ายเงินชดเชยเป็นระยะ ๆ โดยหากมีความจำเป็น คณะรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติสามารถขยายระยะเวลาได้อีก ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 2 ปี ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ระยะเวลาดังกล่าวได้รับการขยายมาแล้ว 2 ครั้ง และสิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาดเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ดังนั้น หลังจากพ้นกำหนดดังกล่าว คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ควรนำอำนาจตามมาตราอื่นมาใช้เป็นฐานในการจ่ายเงินชดเชยให้กับน้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพต่อไป
ทั้งนี้ อิฐบูรณ์ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีบทบัญญัติที่ให้อำนาจคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการส่งเงินเข้ากองทุนหรือการได้รับเงินชดเชย รวมถึงกำหนดอัตราเงินต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกองทุน (มาตรา 14 (4)) แต่การใช้อำนาจดังกล่าวยังต้องอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์และกรอบของพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
การอาศัยช่องดังกล่าวเปิดทางให้กองทุนน้ำมันสามารถจ่ายเงินชดเชยเชื้อเพลิงชีวภาพได้ต่อไปโดยไม่จำกัดระยะเวลา อาจเป็นการขยายขอบเขตการใช้เงินกองทุนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
ย้ำชดเชยน้ำมันชีวภาพ สร้างภาระมากกว่าแก้ปัญหา
แม้รัฐบาลให้เหตุผลในการสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพว่าเป็นเชื้อเพลิงที่ผลิตได้ในประเทศและช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ แต่การกำหนดให้มีการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพควรคำนึงถึงต้นทุนด้วย โดยเฉพาะช่วงที่เชื้อเพลิงชีวภาพมีราคาสูงกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น วันที่ 5 มีนาคม 2569 ไบโอดีเซลมีราคาอ้างอิง 32.06 บาทต่อลิตร ขณะที่ดีเซลพื้นฐานอยู่ที่ 28.42 บาทต่อลิตร หรือสูงกว่าประมาณ 3.64 บาทต่อลิตร ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานได้กำหนดให้ดีเซลมีส่วนผสมไบโอดีเซลขั้นต่ำ และเพิ่มสัดส่วนการผสมเป็นร้อยละ 7 เพื่อช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซลพื้นฐาน
อิฐบูรณ์ เสนอว่า การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพควรคำนึงถึงความคุ้มค่าของการใช้เงินกองทุนน้ำมันด้วย โดยอาจพิจารณาให้มีการผสมในช่วงที่เชื้อเพลิงชีวภาพมีราคาต่ำกว่าหรือเหมาะสมเมื่อเทียบกับน้ำมันเชื้อเพลิงพื้นฐาน แต่หากราคาใกล้เคียงกันหรือสูงกว่า ควรทบทวนความจำเป็นในการกำหนดสัดส่วนการผสม
ทั้งนี้ ข้อมูลของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงระบุว่า ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2569 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบ 105,452 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวประกอบด้วยบัญชีน้ำมันติดลบ 63,811 ล้านบาท และบัญชีก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ แอลพีจี (LPG: Liquefied Petroleum Gas) ติดลบ 41,641 ล้านบาท
อิฐบูรณ์ กล่าวอีกว่า แม้กองทุนน้ำมันจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยไม่ให้ราคาน้ำมันผันผวนตามตลาดโลกทันที แต่สภาผู้บริโภคเห็นว่า รัฐควรยุติการชดเชยเชื้อเพลิงที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ และพิจารณาการปรับเปลี่ยนการใช้และอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงตามความเหมาะสมของสถานการณ์ การช่วยพยุงราคาต้องคำนึงถึงความสามารถของกองทุนในการรับภาระด้วย เพราะการใช้เงินกองทุนเพื่อชดเชยราคา อาจเป็นการเพิ่มภาระโดยไม่จำเป็น และท้ายที่สุดหนี้สินและค่าใช้จ่ายย่อมเกี่ยวข้องกับประชาชนผู้ใช้น้ำมัน
“การใช้เงินกองทุนน้ำมันเพื่อชดเชยราคาน้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดภาระต่อฐานะการเงินของกองทุน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเกี่ยวข้องกับประชาชนผู้ใช้น้ำมันโดยตรง” อิฐบูรณ์ระบุ



