| Getting your Trinity Audio player ready... |

ผังเมืองใหม่ลด พื้นที่รับน้ำ เกือบ 80% เปิดทางอสังหาฯ ขยายตัว กรุงเทพฯ เสี่ยงน้ำท่วมหนักกว่าเดิม?
สถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ เผชิญน้ำท่วมสูง กระทบการใช้ชีวิตและสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนปัญหาการบริหารจัดการน้ำ แต่ยังชวนตั้งคำถามสำคัญว่า พื้นที่รับน้ำ และระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ เพียงพอที่จะรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่ที่เคยทำหน้าที่รองรับน้ำกำลังถูกลดบทบาทลงในร่างผังเมืองฉบับใหม่
เรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ซึ่งไม่ได้กำหนดเพียงว่าที่ดินแต่ละแห่งสามารถสร้างอะไรได้ แต่ยังสะท้อนด้วยว่าเมืองจะเหลือพื้นที่ไว้ให้น้ำมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ที่กำลังเปิดให้ประชาชนยื่นคำร้องขอแก้ไข อาจทำให้พื้นที่รับน้ำเดิมหายไปเกือบ 80%
เปิดแผนที่ผังเมือง ดู พื้นที่รับน้ำ 3 ผืนใหญ่
ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 มีการกำหนดพื้นที่สีขาวมีกรอบและเส้นทแยงสีเขียว หรือที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม ซึ่งบางส่วนทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำและทางน้ำหลาก
พูดง่าย ๆ คือ พื้นที่เหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพียงรักษาพื้นที่เกษตรกรรม แต่ยังทำหน้าที่เป็น “ที่ว่างให้น้ำ” เปิดทางให้มวลน้ำไหลผ่านหรือพักชะลอก่อนระบายออกจากเมือง โดยมีพื้นที่สำคัญ 3 บริเวณ ได้แก่
ฝั่งตะวันออกเป็นผืนใหญ่ที่สุด ประมาณ 147.6 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมแนวคลองสามวา มีนบุรี ไปจนถึงลาดกระบัง ทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำจากทางเหนือและเปิดทางให้น้ำไหลลงสู่ทะเล
ฝั่งตะวันตกตอนบน บริเวณ ตลิ่งชัน บางแค และทวีวัฒนา มีพื้นที่ประมาณ 70.8 ตารางกิโลเมตร
ส่วนฝั่งตะวันตกตอนกลาง บริเวณ บางขุนเทียน มีพื้นที่รับน้ำและอนุรักษ์ชายฝั่งอีกประมาณ 21.9 ตารางกิโลเมตร รวมพื้นที่ทั้ง 3 บริเวณประมาณ 240 ตารางกิโลเมตร
พื้นที่รับน้ำหาย แต่เมืองขยายตัว เสี่ยงจมน้ำ
เมื่อเปรียบเทียบแผนที่ผังเมืองปี 2556 กับร่างผังเมืองฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 จะเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยพื้นที่รับน้ำฝั่งตะวันตกทั้งตอนบนและตอนกลางที่เคยเป็นผืนใหญ่หายไปจากการกำหนดเป็นพื้นที่อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม ขณะที่ฝั่งตะวันออกเหลือพื้นที่สีขาวมีกรอบและเส้นทแยงสีเขียวเพียงบางแนวตามคลองระบายน้ำ เช่น บริเวณคลองพระราชดำริ ส่วนพื้นที่โดยรอบถูกปรับเปลี่ยนเป็นสีเขียวประเภทอื่น
ตัวเลขในเอกสารร่างผังเมืองสะท้อนว่า พื้นที่สีขาวมีกรอบและเส้นทแยงสีเขียวจากเดิมประมาณ 240.3 ตารางกิโลเมตร เหลือเพียงประมาณ 50 ตารางกิโลเมตร หรือหายไปเกือบ 80%
สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงพื้นที่รับน้ำที่ลดลง แต่ยังต้องพิจารณาด้วยว่า พื้นที่ที่เข้ามาแทนที่พื้นที่รับน้ำเดิมถูกกำหนดให้ใช้ประโยชน์อย่างไร
หากลองเปรียบเทียบตารางข้อมูลกับแผนที่ผังเมือง จะพบประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม แม้ตารางเปรียบเทียบจะแสดงว่าพื้นที่สีเหลืองซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อยลดลง แต่เมื่อดูการกระจายตัวบนแผนที่ กลับเห็นพื้นที่สีเหลืองขยายอาณาบริเวณออกไปในหลายจุด ทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก ขณะที่พื้นที่สีส้ม ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลางและรองรับการพัฒนาอาคารชุด ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน
พื้นที่สีเหลืองและสีส้มที่ขยายเข้ามาบางส่วนอยู่ในบริเวณที่เคยเป็นพื้นที่สีขาวมีกรอบและเส้นทแยงสีเขียว ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการพัฒนา ไปสู่พื้นที่ที่รองรับการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและกิจกรรมเมืองได้มากขึ้น
ความแตกต่างสำคัญคือ พื้นที่สีขาวมีกรอบและเส้นทแยงสีเขียวประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรมมีข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์ที่ดินสูงกว่า ไม่สามารถพัฒนาหมู่บ้านจัดสรรได้ และการแบ่งแปลงเพื่อจำหน่ายต้องเป็นไปตามเงื่อนไข เช่น ขนาดแปลงตั้งแต่ 2 ไร่ครึ่งขึ้นไป ขณะที่พื้นที่สีเขียวประเภทอื่นมีข้อกำหนดแตกต่างกัน และบางประเภทสามารถรองรับการสร้างบ้านเดี่ยวหรือหมู่บ้านจัดสรรได้
นี่จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสีบนแผนที่ แต่เป็นการเปลี่ยนเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งอาจเปิดทางให้เกิดการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ที่เดิมถูกกันไว้เพื่อประโยชน์ด้านเกษตรกรรมและการจัดการน้ำ
ประเด็นนี้ยิ่งน่าจับตาเมื่อพิจารณาการขยายตัวของหมู่บ้านจัดสรรและอาคารชุดในพื้นที่ฝั่งธนบุรีต่อเนื่องไปถึงพุทธมณฑล โดยเฉพาะเขตทวีวัฒนาและบางขุนเทียน ซึ่งควรตรวจสอบอย่างจริงจังว่าการพัฒนาใหม่เกิดขึ้นบนพื้นที่ที่เคยมีบทบาทเป็นทางน้ำหลากหรือพื้นที่รองรับน้ำมากน้อยเพียงใด
ในอีกด้านหนึ่ง พื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ หลายแห่งมีลักษณะเป็นที่ลุ่มต่ำและเป็นทางน้ำหลากตามธรรมชาติ การลดพื้นที่รับน้ำและพื้นที่พักน้ำจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่เหล่านี้อาจกระทบต่อความสามารถในการรองรับน้ำของทั้งเมือง
คลองและอุโมงค์ระบายน้ำ ทดแทนพื้นที่พักน้ำได้จริงหรือ?
อย่างไรก็ตาม แม้กรุงเทพมหานครจะให้เหตุผลว่า สภาพเมืองปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเมื่อครั้งจัดทำผังเดิม มีการขุดลอกและปรับปรุงคลอง ก่อสร้างคลองสายใหม่และอุโมงค์ระบายน้ำ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำร่วมกับจังหวัดปทุมธานี จึงสามารถปรับลดพื้นที่พักน้ำบางแห่งและนำพื้นที่บางส่วนมารองรับการพัฒนาเมืองได้
นอกจากนี้ ร่างผังเมืองใหม่ยังยกเลิกการกำหนดพื้นที่พักน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม 5 บริเวณ ได้แก่ บึงหมู่บ้านชวนชื่น บางเขน บึงหมู่บ้านมณียา บึงสวนสยาม บึงหมู่บ้านชวนชื่นพาร์ควิลล์ และบึงหมู่บ้านเคซีเลควิว โดยให้เหตุผลว่าไม่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันแล้ว
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาระบบระบายน้ำกับการรักษาพื้นที่รับน้ำไม่ควรถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะคลองและอุโมงค์มีหน้าที่ช่วยระบายน้ำ ขณะที่พื้นที่พักน้ำทำหน้าที่รองรับและชะลอปริมาณน้ำไม่ให้ไหลเข้าสู่พื้นที่เมืองพร้อมกันมากเกินไป
กรณีพื้นที่แก้มลิงและบึงรับน้ำในกรุงเทพฯ ที่มีข้อถกเถียง เช่น บึงรับน้ำคู้บอนและบึงรับน้ำลำหม้อแตก จึงควรได้รับการตรวจสอบทั้งสถานะโครงการ ความคืบหน้าการก่อสร้าง และความสามารถในการรองรับน้ำจริง โดยเฉพาะเมื่อมีข้อกังวลเกี่ยวกับอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่เหล่านี้
เพราะแม้จะลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำไปแล้วจำนวนมาก แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ว่า ระบบดังกล่าวสามารถรองรับสถานการณ์ฝนหนัก น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุนที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้มากน้อยเพียงใด
การมีอุโมงค์ระบายน้ำเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเมืองจะไม่ต้องมีพื้นที่พักน้ำอีกต่อไป และการลดพื้นที่รับน้ำโดยอาศัยศักยภาพของระบบวิศวกรรมมาทดแทน ก็ควรมีข้อมูลทางวิชาการและผลการประเมินที่ชัดเจนมารองรับ ไม่ใช่เพียงคาดการณ์ว่าระบบที่มีอยู่จะเพียงพอ
ผังเมืองวันนี้ กำหนดความเสี่ยงน้ำท่วมในวันหน้า
สำหรับสภาผู้บริโภค ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การปฏิเสธการพัฒนาเมืองหรือการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่คือการตั้งคำถามว่า การพัฒนาเหล่านั้นกำลังเกิดขึ้นบนพื้นที่ที่เมืองจำเป็นต้องเก็บไว้เพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติหรือไม่
เพราะเมื่อพื้นที่รับน้ำถูกเปลี่ยนเป็นที่อยู่อาศัย ถนน หรือสิ่งปลูกสร้างแล้ว การจะเรียกพื้นที่เหล่านั้นกลับคืนมาเพื่อรองรับน้ำย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย และต้นทุนความเสียหายจากน้ำท่วมก็อาจตกอยู่กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงคนกรุงเทพฯ ทั้งเมือง
การวางผังเมืองจึงต้องมองให้ไกลกว่าความต้องการใช้ประโยชน์ที่ดินในวันนี้ แต่ต้องคำนึงถึงภูมิประเทศ ทิศทางน้ำ และความเสี่ยงจากภัยพิบัติในอนาคตด้วย
ขณะนี้ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ยังไม่ประกาศใช้ โดยกรุงเทพมหานครเปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดได้จนถึง วันที่ 9 พฤศจิกายน 2569
สภาผู้บริโภคชวนทุกคนร่วมส่งเสียงและเสนอให้ทบทวนการกำหนดพื้นที่รับน้ำ ไม่ให้การพัฒนาเมืองในวันนี้กลายเป็นภาระและความเสี่ยงของคนกรุงเทพฯ ในวันข้างหน้า



