| Getting your Trinity Audio player ready... |

วิกฤตราคาน้ำมัน ไม่ใช่ทางตัน เปิดแนวคิด 5 ประเทศ พลิกระบบคมนาคมให้คนเข้าถึงได้จริง ลดภาระประชาชน พร้อมสร้างความมั่นคงพลังงานในระยะยาว
ท่ามกลาง วิกฤตราคาน้ำมัน ที่กำลังกระทบชีวิตผู้คนในตอนนี้ รัฐบาลยังไม่มีมาตรการรับมือวิกฤตที่เกิดขึ้น แต่หากมองย้อนไปในอดีต หลายประเทศมีแนวทางการแก้ปัญหาที่น่าสนใจและประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะการหันมาลงทุนและพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้เป็นทางเลือกหลักในการเดินทางของประชาชน ซึ่งล้วนได้พิสูจน์แล้วว่าคือคำตอบระยะยาวของการลดลงพึ่งพาน้ำมัน

เนเธอร์แลนด์
ย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตน้ำมันปี 1973 โลกต้องเผชิญกับภาวะน้ำมันขาดแคลนและราคาพุ่งสูง “เนเธอร์แลนด์” เลือกแนวทางแก้ปัญหาด้วยการ “ลดการพึ่งพารถยนต์” อย่างจริงจัง
รัฐบาลเริ่มวางรากฐานระบบคมนาคม ด้วยการออกแบบเมืองให้จักรยานเป็นพาหนะหลัก สร้างเลนจักรยานที่แยกออกจากรถยนต์อย่างปลอดภัย พัฒนาโครงข่ายเส้นทางให้ใช้งานได้จริงสำหรับคนทุกวัย ตั้งแต่สัญญาณไฟเฉพาะ จุดจอดขนาดใหญ่ตามสถานีขนส่ง พร้อมเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ ทำให้การเดินทางมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ใช้จักรยาน และลงทุนอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี จนค่อย ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนให้หันมาใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน
จนเป็นผลให้ “เนเธอร์แลนด์” กลายเป็น “สวรรค์ของนักปั่น” ที่มีจักรยานพอ ๆ กับจำนวนประชากร การจราจรคล่องตัวขึ้น การนำเข้าน้ำมันลดลง อากาศดีขึ้น และประชาชนมีสุขภาพกายใจที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
บทเรียนสำคัญคือ สามารถแก้วิกฤตพลังงานได้ ด้วยการ “ออกแบบเมืองและระบบขนส่งสาธารณะที่ดี” อย่างมีวิสัยทัศน์และทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างทางทางเลือกที่ยั่งยืนให้กับประชาชน

เยอรมนี
สงครามยูเครน – รัสเซีย ทำให้เกิดวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งสูง “เยอรมนี” เลือกใช้มาตรการเรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือการทำให้ “ขนส่งสาธารณะถูกลงจนคนอยากใช้”
รัฐบาลเปิดตัวโครงการ “ตั๋ว 9 ยูโร” ให้ประชาชนสามารถใช้รถไฟ รถไฟฟ้า รถราง และรถบัสทั่วประเทศได้แบบไม่จำกัด ในราคาเพียง 9 ยูโรต่อเดือน (ราว 330 บาท) ตลอดช่วง 3 เดือน มาตรการนี้ช่วย “ลดภาระค่าครองชีพ” ในทันที และดึงดูดให้ผู้ที่เคยใช้รถยนต์ส่วนตัวหันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือ มีการจำหน่ายตั๋วมากกว่า 52 ล้านใบ โดย 1 ใน 5 มาจากผู้ที่เคยใช้รถยนต์ ส่งผลให้ปริมาณรถบนท้องถนนลดลง และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1.8 ล้านตันภายในเวลาเพียง 3 เดือน
แม้โครงการจะเผชิญความท้าทายด้านงบประมาณและความแออัดของระบบ แต่สะท้อนให้เห็นชัดว่า หากรัฐบาลทำให้ขนส่งสาธารณะเข้าถึงง่ายและราคาถูกจริง ก็สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของประชาชนได้ และเป็นการลดการพึ่งพาน้ำมันที่นำไปสู่ระบบขนส่งสาธารณะที่ยั่งยืนในอนาคต

ออสเตรีย
ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันที่ผันผวนในอดีต “ออสเตรีย” เลือกแก้ปัญหาด้วยการ “ลดความจำเป็นในการใช้น้ำมัน” ผ่านการยกระดับระบบขนส่งสาธารณะให้เป็นทางเลือกหลักของประชาชน
นโยบายสำคัญคือการเปิดตัว “Klimaticket” ตั๋วโดยสารแบบเหมาจ่ายรายปีที่ใช้ได้กับรถไฟ รถบัส และขนส่งสาธารณะทั่วประเทศในราคาที่เข้าถึงได้ นโยบายทำให้ต้นทุนการเดินทางถูกลง จูงใจให้คนหันหลังให้รถยนต์ส่วนตัว และลดการใช้น้ำมันโดยตรง
อีกทั้งยังต่อยอดแคมเปญตั๋วผิวหนัง คนที่สักคำว่า Klimaticket สามารถแลกกับค่าบัตรเดินทางด้วยรถไฟฟรี 1 ปี มูลค่ามากกว่า 38,000 บาท เพื่อส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน
ในเมืองใหญ่ระบบขนส่งสาธารณะถูกพัฒนาให้มีคุณภาพสูง ตรงเวลา เชื่อมต่อและครอบคลุ่มการเดินทางทุกย่านสำคัญ ควบคู่กับการลงทุนในระบบรางระหว่างเมืองและพลังงานสะอาด เพื่อให้การเดินทางมีความยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว
ผลที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนสามารถเดินทางได้ในต้นทุนต่ำลง ประเทศลดการพึ่งพาน้ำมัน และมีภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนของราคาพลังงาน บทเรียนสำคัญคือ “หากรัฐทำให้ขนส่งสาธารณะ ทั้งถูก ดี และสะดวก การเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนก็เกิดขึ้นได้จริง”

ญี่ปุ่น
“ญี่ปุ่น” เป็นหนึ่งในโมเดลต้นแบบของหลายประเทศ ของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการ “พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ” ที่มีประสิทธิภาพสูงจนคนไม่อยากใช้รถยนต์
ในเมืองใหญ่อย่างโตเกียว ระบบรถรางถูกออกแบบให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ วิ่งตรงเวลา ทำให้การเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะสะดวกมากกว่าการใช้รถส่วนตัว
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังพัฒนาแนวคิด TOD (Transit-Oriented Development) หรือการสร้างเมืองรอบสถานี ให้ที่อยู่อาศัย แหล่งงาน และบริการต่าง ๆ อยู่ใกล้ระบบขนส่ง ควบคู่กันรัฐยังมีมาตรการควบคุมการใช้รถยนต์ เช่น ผู้ซื้อรถต้องมีที่จอดก่อน จึงช่วยลดจำนวนรถบนถนนโดยตรง
นโยบายของญี่ปุ่นทำให้คนเมืองใช้ขนส่งสาธารณะเป็นทางเลือกหลัก และสามารถรับมือกับราคาน้ำมันที่ผันผวนได้ดีกว่าหลายประเทศ บทเรียนจากญี่ปุ่นจึงชี้ชัดว่า “การลงทุนในระบบขนส่งที่มีคุณภาพจริง คือกุญแจสำคัญของการลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว”

สวีเดน
“สวีเดน” ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดการพึ่งพาน้ำมันอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการ “ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนส่งสาธารณะ” ทั้งระบบรางและและรถโดยสารที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้มีเครือข่ายรถไฟใต้ดินและรถบัสที่เชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนสามารถเดินทางได้สะดวกโดยไม่จำเป็นต้องใช้รถส่วนตัว
อีกหนึ่งจุดเด่นคือการเปลี่ยนผ่านไปสู่ “พลังงานสะอาด” ระบบขนส่งสาธารณะปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าและเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น ไบโอแก๊สและเอทานอล ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำมันโดยตรง นโยบายนี้ช่วยลดต้นทุนพลังงาน และยังลดมลพิษทางอากาศ
นอกจากนี้รัฐบาลยังใช้มาตรการจูงใจ เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมรถยนต์เข้าเมือง และการออกแบบเมืองให้เอื้อต่อการเดินและปั่นจักรยาน ทำให้การใช้ขนส่งสาธารณะกลายเป็นทางเลือกหลักในการเดินทาง
การแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันของสวีเดนสะท้อนว่า จำเป็นต้องอาศัยการวางระบบขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพ ควบคู่กับนโยบายพลังงานสะอาดและการปรับพฤติกรรมการเดินทางของประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
บทเรียนจากทั้ง 5 ประเทศชี้ชัดว่า การแก้วิกฤตน้ำมันไม่ใช่เรื่องของพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่คือการออกแบบวิถีการเดินทางใหม่ ให้ประชาชนมีทางเลือกที่ดีกว่า เมื่อขนส่งสาธารณะทั้งถูก ดี และเข้าถึงได้จริง ผู้คนก็พร้อมเปลี่ยนพฤติกรรม และนั่นคือรากฐานสำคัญของความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต
ที่มาข้อมูล
เมื่อเนเธอร์แลนด์พลิกวิกฤตน้ำมัน จนกลายเป็นเมืองจักรยาน
เมืองดัตช์ จากเมืองที่จักรยานเป็นภัยคุกคามสู่เมืองปั่นดีระดับโลก
อานิสงส์จากโปรตั๋ว 9 ยูโร ช่วยเยอรมนีลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 1.8 ล้านตัน
เยอรมนีผุดตั๋ว 9 ยูโรใช้รถไฟ-บัส ไม่จำกัดเที่ยว 3 เดือนลดคาร์บอน 1.8 ล้านตัน
ออสเตรียออกนโยบาย ‘ตั๋วผิวหนัง’ สักคำว่า KlimaTicket ขึ้นรถฟรีทั้งปีไม่จำกัด
นโยบายทำทันทีที่ออสเตรีย แค่สักคำว่า ‘KlimaTicket’ ใช้ขนส่งสาธารณะฟรีทั้งปีไม่จำกัด
‘ญี่ปุ่น’ กับการสร้างชาติด้วยวัฒนธรรมการเดินทาง ‘ระบบรถไฟ’
Preserving local railways can foster sustainability in Japan. These case studies show how
Malmö, Sweden สะดุด ลุกขึ้น และยั่งยืนไปให้สุด
สวีเดนจ่อออก “ตั๋วโดยสารแห่งชาติ” ใบเดียวขึ้นรถสาธารณะได้ทุกชนิดทั่วประเทศ



