| Getting your Trinity Audio player ready... |

เมื่อราคาน้ำมันโลกเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลายคนจึงตั้งคำถามว่า เหตุใดราคาน้ำมันหน้าปั๊มในประเทศไทยจึงลดลงเพียงเล็กน้อย สาเหตุที่แท้จริงอาจอยู่ที่ โครงสร้างราคาน้ำมัน
ราคาน้ำมัน โลกลดลง แต่คนไทยยังต้องเติมน้ำมันราคาแพง เปิดปมโครงสร้างราคาน้ำมันที่ทำให้ประชาชนยังแบกรับต้นทุน จี้ปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรมต่อผู้บริโภค
หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลงต่อเนื่อง โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา (29 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2569) ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 71 – 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) อยู่ที่ราว 68 – 69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงมาอยู่ในระดับใกล้เคียงก่อนเกิดวิกฤตความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล
ปัญหานี้คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ “ราคาน้ำมันโลก” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ โครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศไทย
ราคาน้ำมันโลกลด แต่หน้าปั๊มไทยไม่ลด
แม้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกจะปรับลดลง แต่ประชาชนกลับไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่ เพราะในช่วงวันที่ 2 – 3 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติ เพิ่มการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หลายชนิด
จากประกาศล่าสุด พบว่า น้ำมันเบนซินถูกจัดเก็บเงินเข้ากองทุน 10.44 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 และแก๊สโซฮอล์ 91 จัดเก็บ 2.45 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันดีเซลบางประเภทกลับยังได้รับการชดเชยจากกองทุน ส่งผลให้ส่วนต่างจากราคาตลาดโลกไม่ได้ถูกส่งผ่านมายังผู้บริโภคเต็มจำนวน แต่ถูกนำไปใช้ฟื้นฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแทน ดังนั้น แม้ราคาน้ำมันโลกกำลังลดลง แต่เงินส่วนหนึ่งไม่ได้กลายเป็นส่วนลดให้ประชาชน หากถูกเปลี่ยนเป็นเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่า “ราคาน้ำมันไทยลงช้ากว่าที่ควร”

รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวในเวที “สภาที่ 3” ซึ่งเป็นกลุ่มภาคประชาชนที่รวมตัวกันเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และกลุ่มทุนผูกขาด เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ราคาน้ำมันโลก แต่เกิดจากการกำหนดโครงสร้างราคาน้ำมันของไทย
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 5 โรง และน้ำมันที่คนไทยใช้ส่วนใหญ่ผลิตภายในประเทศ แต่ราคาหน้าโรงกลั่นกลับอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ (Singapore Import Parity) เสมือนประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ทำให้คนไทยต้องจ่าย “ค่าพรีเมียม” หรือค่าใช้จ่ายเสมือนการนำเข้าเฉลี่ยประมาณ 40 สตางค์ต่อลิตร ทั้งที่น้ำมันไม่ได้ถูกนำเข้าจริง
“เมื่อประเทศไทยใช้น้ำมันปีละประมาณ 60,000 ล้านลิตร หมายความว่า ประชาชนต้องจ่ายเงินส่วนนี้ให้โรงกลั่นกว่า 24,000 ล้านบาทต่อปี หรือกว่า 500,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา นี่คือเงินกินเปล่าที่ประชาชนต้องจ่าย ทั้งที่น้ำมันผลิตในประเทศไทย” รสนากล่าว
กำไรโรงกลั่นพุ่ง แต่ประชาชนยังแบกราคาน้ำมันแพง
รสนาอธิบายว่า ในช่วงวิกฤตราคาน้ำมันจากสงครามตะวันออกกลาง ค่าการกลั่นมาตรฐานควรอยู่เพียง 4-7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือประมาณ 0.80 – 1.40 บาทต่อลิตร แต่เมื่อเกิดภาวะตื่นตระหนก ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกปรับสูงขึ้น ทำให้ค่าการกลั่นบางช่วงพุ่งไปถึง 87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือประมาณ 17.50 บาทต่อลิตร
หลายประเทศใช้มาตรการ ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) เพื่อดึงกำไรส่วนเกินกลับคืนสู่ประชาชน แต่ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการดังกล่าว ส่งผลให้โรงกลั่นบางแห่งมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 200 – 900%
ขณะที่รัฐบาลสามารถเรียกคืนกำไรส่วนเกินได้เพียงประมาณ 8,300 ล้านบาท ซึ่งยังห่างไกลจากกำไรที่ภาคประชาชนประเมินว่ามีมูลค่ากว่า 110,000 ล้านบาท
กองทุนน้ำมันฯ สร้างภาระให้ประชาชน
รสนา กล่าวว่า อีกประเด็นที่สำคัญคือ บทบาทของ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เดิมกองทุนถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในช่วงวิกฤต แต่ปัจจุบันกลับมีการจัดเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเบนซิน เพื่อนำไปชดเชยราคาดีเซล ก๊าซหุงต้ม และเชื้อเพลิงชีวภาพ
เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับลดลง แทนที่ราคาหน้าปั๊มจะลดลงตาม กลับมีการเพิ่มการจัดเก็บเงินเข้ากองทุน ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับประโยชน์จากราคาตลาดโลกอย่างเต็มที่
“ประชาชนถูกรุมกินโต๊ะจาก 3 ฝ่าย คือ กระทรวงการคลัง เอกชน และกองทุนน้ำมัน จนเกิดการผ่องถ่ายความมั่งคั่งจากประชาชนไปสู่ภาคธุรกิจ” รสนาระบุ
ย้ำข้อเสนอ 5 ข้อ ลดราคาน้ำมันทันที
ทั้งนี้ เพื่อให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง คณะอนุกรรมการด้านพลังงานของสภาผู้บริโภค และเครือข่ายภาคประชาชน เสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ 5 มาตรการ ได้แก่
- ยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ และตัดค่าพรีเมียมที่ประชาชนต้องจ่ายโดยไม่จำเป็น
- กำหนดเพดานค่าการกลั่น ไม่เกิน 7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงวิกฤต พร้อมพิจารณาจัดเก็บภาษีลาภลอยจากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่น
- กำหนดเพดานค่าการตลาด ให้สะท้อนต้นทุนจริง และป้องกันการผลักภาระมายังผู้บริโภค
- ปฏิรูปกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ให้กลับไปทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพราคา ไม่ใช่เป็นเครื่องมือบิดเบือนโครงสร้างราคา หรือสร้างภาระให้ผู้ใช้น้ำมันบางประเภท
- ใช้มาตรการชั่วคราวลดราคาน้ำมันทันที ในช่วงที่ราคาตลาดโลกลดลง เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ก่อนการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานในระยะยาว
ราคาน้ำมันไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนของผู้ใช้รถยนต์ แต่เป็นต้นทุนของระบบเศรษฐกิจทั้งหมด ตั้งแต่การขนส่งสินค้า อาหาร เกษตรกรรม ไปจนถึงค่าครองชีพของประชาชน เมื่อราคาน้ำมันโลกเริ่มปรับลดลง แต่คนไทยยังไม่สามารถเข้าถึงราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง คำถามที่สังคมควรตั้งไม่ใช่เพียงว่า “เมื่อไรน้ำมันจะลด” แต่คือ “โครงสร้างราคาน้ำมันของไทยเป็นธรรมกับผู้บริโภคแล้วหรือยัง”



