| Getting your Trinity Audio player ready... |

สภาผู้บริโภคส่ง “รสนา โตสิตระกูล” ร่วมคณะกรรมการทบทวน โครงสร้างค่าไฟ ประกาศเดินหน้ารื้อระบบพลังงาน จี้แก้ต้นเหตุค่าไฟแพง ไม่ผลักภาระให้ประชาชน
สภาผู้บริโภคส่ง รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนภาคประชาชนเข้าร่วม คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน หลังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีมติเห็นชอบให้ผู้แทนจากสภาผู้บริโภคเข้าร่วมเป็นกรรมการ เพื่อร่วมทบทวนโครงสร้างการรับซื้อไฟฟ้าและลดภาระค่าไฟของประชาชน
การแต่งตั้งผู้แทนภาคประชาชนครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังรัฐบาลประกาศเดินหน้าทบทวนโครงสร้างพลังงาน โดยเฉพาะระบบการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าไฟในระดับสูงมาอย่างต่อเนื่อง สภาผู้บริโภคเห็นว่าการมีตัวแทนผู้บริโภคเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ จะช่วยสะท้อนข้อเท็จจริงและผลักดันให้การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
“รสนา” ชี้ ถึงเวลารื้อทั้งระบบ ไม่ใช่แก้เฉพาะปลายเหตุ

รสนา กล่าวว่า การเข้าร่วมเป็นกรรมการครั้งนี้ จะผลักดันให้การแก้ไขปัญหาพลังงานมุ่งแก้ที่ “ต้นตอ” ของต้นทุนค่าไฟ ไม่ใช่เพียงมาตรการชั่วคราวที่ใช้เงินภาษีหรือกองทุนเข้ามาอุดหนุน เพราะสุดท้ายประชาชนยังคงเป็นผู้แบกรับภาระในรูปแบบอื่น
“โครงสร้างพลังงานของประเทศต้องโปร่งใส เป็นธรรม และเปิดเผยให้สังคมตรวจสอบได้ ทั้งระบบการรับซื้อไฟฟ้า การกำหนดต้นทุน และผลตอบแทนของผู้ประกอบการ หากไม่กล้าปรับโครงสร้าง ปัญหาค่าไฟแพงก็จะเกิดซ้ำอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” รสนา กล่าว
จากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ผันผวนในขณะนี้ ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ควรใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาชดเชยราคาพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นเพียงการเลื่อนภาระไปเป็นหนี้ของประชาชนในอนาคต ขณะที่ต้นเหตุของปัญหา ทั้งโครงสร้างภาษี การกำหนดค่าการกลั่น และกลไกตลาดพลังงาน ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
เสนอรัฐแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ลดภาษี – คุมค่าการกลั่น
ก่อนหน้านี้ รสนาได้เสนอให้รัฐบาลดำเนินมาตรการเร่งด่วน 2 ประการ ได้แก่
ประการแรก ให้ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงในระดับที่สอดคล้องกับภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมัน พร้อมทบทวนนโยบายน้ำมันเชื้อเพลิงบางประเภทที่ต้องอาศัยเงินอุดหนุนในอัตราสูง เพราะนอกจากจะเพิ่มต้นทุนให้ประชาชนแล้ว ยังทำให้กองทุนน้ำมันมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประการที่สอง ให้กำหนดเพดานค่าการกลั่นโดยเร็ว เพื่อดึงกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นกลับมาลดราคาพลังงานให้ประชาชน แทนการปล่อยให้กำไรของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นตามความผันผวนของตลาดโลก ขณะที่ภาครัฐยังคงนำเงินกองทุนไปอุดหนุนราคา ซึ่งเป็นการผลักภาระให้ประชาชนในระยะยาว
รสนา ระบุว่า การปล่อยให้การกำหนดเพดานค่าการกลั่นล่าช้า เท่ากับเปิดโอกาสให้โรงกลั่นได้รับกำไรส่วนเกินต่อเนื่องทุกวัน ในขณะที่ประชาชนยังต้องแบกรับค่าพลังงานที่สูงเกินสมควร
ยกเกาหลีใต้เป็นตัวอย่าง เร่งกำกับตลาดพลังงานจริงจัง
รสนา กล่าวว่า หลายประเทศแสดงให้เห็นแล้วว่ารัฐมีบทบาทสำคัญในการปกป้องผู้บริโภค เช่น กรณีรัฐบาลเกาหลีใต้ที่ดำเนินคดีกับผู้ประกอบการโรงกลั่นรายใหญ่จากข้อกล่าวหาสมคบกันกำหนดราคา เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภคในช่วงที่ตลาดพลังงานโลกผันผวน
“รัฐบาลไทยควรแสดงบทบาทเชิงรุกในการกำกับดูแลตลาดพลังงาน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องรับภาระเพียงฝ่ายเดียว หากยังไม่เร่งจัดการกำไรส่วนเกินของโรงกลั่น ไม่ทบทวนโครงสร้างภาษี และยังใช้กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว ย่อมทำให้สังคมตั้งคำถามได้ว่ารัฐกำลังปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน หรือปล่อยให้กลไกพลังงานเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนมากกว่าผู้บริโภค” รสนา กล่าว
สภาผู้บริโภคยืนยันว่า การเข้าร่วมเป็นกรรมการครั้งนี้ จะทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันให้การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานและระบบรับซื้อไฟฟ้าเกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และลดภาระค่าไฟของประชาชนอย่างยั่งยืน โดยยึดประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจทุกขั้นตอน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
“ค่าไฟแพง” ต้องเริ่มที่แก้ “โครงสร้างต้นทุน”



