| Getting your Trinity Audio player ready... |

รสนา โตสิตระกูล ขอสงวนสิทธิไม่รับรองมติที่ประชุม ที่พิจารณาเรื่องการ รับซื้อไฟฟ้า จากเอกชน ในราคา 2.1579 บาท/หน่วย โดยไม่มีผู้แทนฝั่งผู้บริโภคเข้าร่วมพิจารณา ชี้ราคารับซื้อไม่สะท้อนต้นทุนที่เหมาะสม แม้เห็นด้วยกับการยกเลิกสัญญาต่ออายุอัตโนมัติทุก 5 ปี
ในการประชุม คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ในฐานะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการ รับซื้อไฟฟ้า จากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน และตัวแทนผู้บริโภค ได้แสดงจุดยืนไม่รับรองรายงานการประชุมครั้งที่ 1 เนื่องจากเป็นการลงมติที่ขาดความเห็นสมดุลรอบด้าน เนื่องจากไม่มีตัวแทนผู้บริโภคร่วมพิจารณา โดยการลงมติในครั้งนั้นได้กำหนดการรับซื้อไฟโซลาร์เอกชน ในราคา 2.1579 บาท/หน่วย ซึ่งรสนามีความเห็นว่าเป็นราคาที่แพงและไม่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน และท้ายที่สุดภาระราคาจะตกไปสู่ผู้บริโภค จึงเสนอให้ทบทวนมติที่ประชุมครั้งที่ 1 และให้มีการกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ยุติธรรมต่อทุกฝ่าย
รสนาชี้แจงว่า ในการประชุม ครั้งที่ 1 คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาแนวทางแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) และรายเล็กมาก (VSPP) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่มีเงื่อนไขต่ออายุสัญญาอัตโนมัติ พร้อมมอบหมายให้การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เจรจาแก้ไขสัญญากับผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวที่สิ้นสุดระยะเวลาการได้รับเงินสนับสนุนส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้า (Adder) แล้ว โดยให้เปลี่ยนมาใช้ราคารับซื้อไฟฟ้าตามหลักเกณฑ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น กรณีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน กำหนดราคารับซื้อไว้ที่ 2.1579 บาทต่อหน่วย ตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568
มติดังกล่าวถูกเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณา และในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 กพช. มีมติรับทราบแนวทางดังกล่าวและมอบหมายให้ทั้ง 3 การไฟฟ้าดำเนินการเจรจาและแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้า ซึ่งเป็นที่สังเกตได้ว่า ในการประชุมครั้งที่ 1 มีการลงมติทั้งเรื่องการแก้ไขสัญญารับซื้อไฟ พร้อมทั้งมติการแต่งตั้งตัวแทนผู้บริโภคเป็นกรรมการ ทำให้ตัวแทนผู้บริโภคไม่มีโอกาสร่วมพิจารณา แสดงความคิดก่อนที่จะมีการลงมติดังกล่าว
ต่อมา ในการประชุมครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 รสนา ในฐานะผู้แทนสภาผู้บริโภคจึงแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว โดยขอไม่รับรองรายงานการประชุมครั้งที่ 1 อย่างไรก็ตาม แม้มีความเห็นขัดแย้งกับมติด้านราคา แต่สภาผู้บริโภคเห็นด้วยกับการเจรจาสัญญาใหม่เพื่อยกเลิกการต่ออายุสัญญาแอดเดอร์ แบบอัตโนมัติทุก 5 ปี
รสนา กล่าวย้ำว่าการไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าแบบแอดเดอร์จากพลังงานแสงอาทิตย์จากภาคเอกชนในอัตราดังกล่าวนั้น เนื่องจากเป็นราคารับซื้อไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่ถูกกำหนดขึ้นไว้ตั้งแต่ปี 2565 โดยไม่ผ่านขั้นตอนการประมูลเพื่อได้ราคาต่ำสุด อีกทั้งการกำหนดราคาดังกล่าวเป็นราคาที่กำหนดมานานกว่า 4 ปี จึงไม่สะท้อนราคาไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่แท้จริงในปัจจุบันที่ลดลงทุกปีประมาณปีละ 8 – 10 เปอร์เซ็นต์
ราคา รับซื้อไฟฟ้า โซลาร์ภาคเอกชน ยังแพง ไม่สะท้อนต้นทุน
รสนา กล่าวอีกว่า ตลอดกว่า 2 ปีที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคได้คัดค้านการเรื่องการกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในอัตราที่สูงกว่าต้นทุนมาโดยตลอด ตั้งแต่อัตรารับซื้อที่ 2.1679 บาทต่อหน่วย (ตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565) สำหรับโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรอบเพิ่มเติม (RE Big Lot) และอยู่ระหว่างเตรียมยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และประกาศของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากการกำหนดราคารับซื้อดังกล่าวไม่ได้ใช้วิธีเปิดประมูลแข่งขัน ทั้งที่ต้นทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคารับซื้อสูงกว่าต้นทุนที่ควรจะเป็น
“เมื่อการไฟฟ้ารับซื้อไฟฟ้าในราคาที่สูงกว่าต้นทุน ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะถูกนำไปรวมเป็นต้นทุนของระบบไฟฟ้า ก่อนสะท้อนกลับมาอยู่ในค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือ ค่า Ft ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบิลค่าไฟที่ประชาชนทุกคนต้องจ่าย แม้จะไม่ได้ใช้ไฟฟ้าจากโครงการดังกล่าวโดยตรงก็ตาม” รสนากล่าวและเสริมว่า สภาผู้บริโภคประเมินว่า การกำหนดราคารับซื้อดังกล่าวอาจสร้างภาระให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารวมไม่น้อยกว่า 65,000 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญา 25 ปี
รสนา ยกตัวอย่างว่า ในเดือนสิงหาคม 2567 ประเทศอินเดียเปิดประมูลโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System) ได้ในราคาเพียงประมาณ 1.44 บาทต่อหน่วย ขณะที่เดือนมกราคม 2568 บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ของไทย ยังชนะการประมูลโครงการในอินเดียด้วยราคาเพียง 1.09 บาทต่อหน่วย พร้อมระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งต่ำกว่าราคารับซื้อที่กำหนดในประเทศไทยอย่างมาก ทั้งที่โครงการในประเทศไทยยังไม่รวมต้นทุนระบบกักเก็บพลังงาน และโรงไฟฟ้าหลายแห่งได้คืนทุนจากการลงทุนไปแล้ว เหลือเพียงค่าเช่าที่ดินและค่าบริหารจัดการเท่านั้น
แนะรัฐแก้ปัญหาอย่างตรงจุด
สำหรับการปรับปรุงสัญญาของโรงไฟฟ้าที่เคยได้รับเงินสนับสนุนส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้า (Adder) นั้น แม้จะมีมติให้ใช้ราคารับซื้อ 2.1579 บาทต่อหน่วย ตามมติด กพช. เมื่อเดือนตุลาคม 2568 แต่รสนา เห็นว่า ราคาดังกล่าวยังสูงเกินไป หากกำหนดให้โรงไฟฟ้าที่สิ้นสุดระยะเวลารับ Adder แต่ยังเหลืออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ได้รับราคารับซื้อดังกล่าวต่อไปจนสิ้นสุดสัญญา อาจจะทำให้ประชาชนยังคงต้องแบกรับต้นทุนค่าไฟที่สูงกว่าความเป็นจริง
“คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ควรมีมติแค่เสนอให้ กพช. มอบหมายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) เจรจายกเลิกเงื่อนไขการต่ออายุอัตโนมัติทุก 5 ปีในสัญญา โดยไม่ต้องไปวุ่นวายกับเงื่อนไขส่วนอื่น ๆ ของสัญญา” รสนาระบุ
ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าหลังสิ้นสุดสัญญา ควรเข้าสู่ระบบรับซื้อแบบ FiT (Feed-in Tariff) หรือระบบกำหนดราคารับซื้อที่เหมาะสมกับต้นทุนและนโยบายพลังงานในช่วงเวลานั้น เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ จะต้องมีการปลดปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050)
รสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการชุดนี้ยังมีภารกิจสำคัญอีกหนึ่งเรื่อง คือการทบทวน ค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment: AP) ซึ่งเป็นค่าตอบแทนที่รัฐจ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (IPP) เพื่อให้พร้อมผลิตไฟฟ้า แม้จะไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าตลอดเวลา โดยเห็นว่าควรเร่งหารือเรื่องนี้โดยเร็ว เพราะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าของประชาชน แม้ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา จะยังไม่มีการนำรายละเอียดสัญญามาพิจารณาก็ตาม



