
สภาผู้บริโภคและเครือข่ายภาคประชาชนออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลลด ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน พร้อมปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน ชี้การลดราคาผ่านกองทุนน้ำมันไม่ช่วยแก้ปัญหาและยังเอื้อประโยชน์โรงกลั่น
สภาผู้บริโภค ร่วมกับมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก ออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีสั่งการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปรับลด ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเร่งแก้ไขโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างเป็นธรรม ย้ำการลดราคาน้ำมันผ่านการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และอาจยังคงเอื้อประโยชน์แก่โรงกลั่นน้ำมัน
ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ให้กระทรวงพลังงานหาแนวทางลดราคาน้ำมันเพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน กระทรวงพลังงานได้เร่งประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ก่อนมีมติปรับลดราคาน้ำมันขายปลีกทั้งกลุ่มดีเซลและเบนซินมากกว่า 2.5 บาทต่อลิตร โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม คณะทำงานร่วมภาคประชาชนเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวยังไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เนื่องจากไม่ได้ดำเนินการควบคู่กับการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของราคาขายปลีก โดยปัจจุบันน้ำมันแต่ละประเภทยังถูกจัดเก็บภาษีในอัตราสูง ส่งผลให้ประชาชนยังคงแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
นอกจากนี้ ยังพบว่าการลดราคาน้ำมันเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจากการลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน และเพิ่มการอุดหนุนจากกองทุนในน้ำมันบางประเภท ส่งผลให้กองทุนน้ำมันต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่โครงสร้างราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่นยังไม่ได้รับการปรับปรุง
แถลงการณ์ยังระบุว่า แม้กระทรวงพลังงานจะประกาศลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นลง 1.40 บาทต่อลิตร มีผลระหว่างวันที่ 9 – 29 กรกฎาคม 2569 แต่ในทางปฏิบัติ ราคาหน้าโรงกลั่นกลับทยอยปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และกองทุนน้ำมันยังคงต้องจ่ายเงินชดเชยในระดับสูง จึงไม่สามารถลดภาระของกองทุนหรือสร้างผลประโยชน์ให้ผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง
อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่า ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพยังขาดความโปร่งใส ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และยังไม่มีกลไกกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าการกำหนดราคามีความเป็นธรรมหรือไม่
ในส่วนของค่าการตลาดน้ำมัน คณะทำงานร่วมฯ ระบุว่า ค่าการตลาดของน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ยังสูงกว่า 3 บาทต่อลิตร ขณะที่ดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่เคยกำหนดไว้ และก่อให้เกิดผลประโยชน์จำนวนมากในระบบ โดยไม่ได้กระจายถึงผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันอย่างเป็นธรรม
ทั้งนี้ คณะทำงานร่วมภาคประชาชนระบุว่า ข้อเสนอหลายประการที่เคยผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บภาษีลาภลอยจากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่น การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น การกำหนดเพดานค่าการกลั่นและค่าการตลาด การเปิดเผยข้อมูลราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ และการใช้เงินกองทุนน้ำมันให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ยังไม่ได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม
เรียกร้องรัฐบาลลด ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน
คณะทำงานร่วมภาคประชาชนจึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีสั่งการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อให้การลดราคาน้ำมันเกิดผลต่อประชาชนอย่างแท้จริง ควบคู่กับการสั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานตามข้อเสนอของภาคประชาชน
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า หากยังไม่มีการกำหนดเพดานค่าการกลั่นและค่าการตลาด รวมถึงไม่มีมาตรการกำกับดูแลโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างจริงจัง ประชาชนจะยังคงสูญเสียประโยชน์จากกำไรส่วนเกินของธุรกิจโรงกลั่นวันละประมาณ 800 – 1,000 ล้านบาท พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การที่กระทรวงพลังงานระบุว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือนในการศึกษาการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน อาจทำให้สังคมตั้งคำถามว่าเป็นการยืดเวลาการแก้ไขปัญหา ทั้งที่ประชาชนยังต้องแบกรับภาระราคาพลังงานในทุกวัน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



