Ribbon

ยื่นศาลฯ เพิกถอนประกาศ “ปรับแต่งจีโนม” ค้านขึ้นทะเบียนพืช สัตว์เสี่ยง

ยื่นศาลฯ เพิกถอนประกาศ “ปรับแต่งจีโนม” ค้านขึ้นทะเบียนพืช สัตว์เสี่ยง

วันที่ 7 กันยายน 2569 สภาผู้บริโภค ยื่นฟ้องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมพวกรวม 8 ราย ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอน ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง การรับรองสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนมเพื่อใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร พ.ศ. 2567 โดยขอให้ศาลตรวจสอบทั้งความชอบด้วยกฎหมายของประกาศและกระบวนการก่อนออกประกาศดังกล่าว พร้อมขอคุ้มครองฉุกเฉินคัดค้านการขึ้นทะเบียนพืช สัตว์ สัตว์น้ำ เสี่ยงสร้างผลกระทบผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล

ประกาศฉบับดังกล่าว ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2567 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2567 มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางการรับรองสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม หรือ Genome Editing (GEd) สำหรับนำไปใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตร โดยครอบคลุมการพัฒนาพันธุ์ในภาคพืช สัตว์ และประมง และต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรเตรียมขึ้นทะเบียนสิ่งมีชีวิตจากจีโนม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ ผู้บริโภคอย่างมหาศาล โดยที่ยังไม่มีมาตรการควบคุม กำกับดูแลที่ชัดเจน เช่นเดียวกับกรณีปลาหมอคางดำ

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคติดตามประเด็นดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2567 เนื่องจากเห็นว่าการนำเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตเข้าสู่ระบบเกษตรและห่วงโซ่อาหาร จำเป็นต้องมีกลไกกำกับดูแลที่สามารถคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมได้อย่างรอบด้าน ไม่ใช่พิจารณาเพียงศักยภาพของเทคโนโลยีเท่านั้น

ฟ้องเพื่อให้ศาลตรวจสอบ “ประกาศชอบด้วยกฎหมายหรือไม่”

นายฐานันดร์ ฤกษ์ดี ทนายความสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การยื่นฟ้องครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อขอให้ศาลปกครองตรวจสอบว่า การออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดังกล่าวมีฐานอำนาจและกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ รวมทั้งพิจารณาว่าเนื้อหาของประกาศมีมาตรการเพียงพอที่จะป้องกันผลกระทบต่อสิทธิของประชาชนหรือไม่

“ประเด็นของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่การตัดสินว่าเทคโนโลยีปรับแต่งจีโนมดีหรือไม่ดี แต่คำถามทางกฎหมายคือ ก่อนที่รัฐจะเปิดทางให้นำเทคโนโลยีลักษณะนี้ไปใช้ในภาคการเกษตร ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับอาหารที่ประชาชนบริโภคและสิ่งมีชีวิตที่จะถูกปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม รัฐได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอย่างครบถ้วนหรือไม่ มีการศึกษาผลกระทบ รับฟังผู้มีส่วนได้เสีย และมีมาตรการรองรับความเสี่ยงอย่างเพียงพอหรือไม่” นายฐานันดร์ ระบุ

นายฐานันดร์ กล่าวว่า อีกประเด็นที่ขอให้ศาลตรวจสอบคือ ฐานอำนาจในการออกประกาศและกระบวนการก่อนออกประกาศ โดยก่อนหน้านี้มีข้อสังเกตทางกฎหมายว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ที่ส่งผลต่อประชาชนในวงกว้างควรผ่านการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้าน ขณะที่สภาผู้บริโภคพบว่าไม่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะผ่านระบบออนไลน์ และกลุ่มผู้บริโภค เกษตรกร รวมถึงภาคประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบไม่ได้มีโอกาสเข้าร่วมอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏการเผยแพร่รายงานวิเคราะห์ผลกระทบจากประกาศต่อสาธารณะตามที่สภาผู้บริโภคตรวจสอบในช่วงที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ นักกฎหมายที่เข้าร่วมเวทีของสภาผู้บริโภคยังตั้งข้อสังเกตถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 และพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 รวมถึงคำถามเรื่องฐานอำนาจที่ใช้ในการออกประกาศดังกล่าวด้วย

จากหนังสือทักท้วง สู่การใช้สิทธิทางศาล

ด้าน รศ.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การมายื่นฟ้องต่อศาลปกครองในวันนี้เป็นอีกขั้นของการทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค หลังจากสภาผู้บริโภคติดตามและพยายามใช้กลไกทางนโยบายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง

“วันนี้สภาผู้บริโภคมาใช้สิทธิทางศาล เพื่อขอให้มีการตรวจสอบประกาศที่เราเห็นว่าอาจมีผลกระทบต่อผู้บริโภคในวงกว้าง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะปลายทางของเทคโนโลยีการเกษตรคืออาหารที่อยู่บนโต๊ะของทุกคน เมื่อสิ่งมีชีวิตที่ผ่านการปรับแต่งจีโนมสามารถเข้าสู่ระบบการผลิตและห่วงโซ่อาหารได้ ผู้บริโภคย่อมต้องมีหลักประกันว่าอาหารนั้นผ่านการประเมินความปลอดภัย มีข้อมูลให้ตรวจสอบ และสามารถตัดสินใจเลือกได้” รศ.ภญ. ยุพดีกล่าว

รศ.ภญ.ยุพดีกล่าวว่า สภาผู้บริโภคไม่ได้มีจุดยืนต่อต้านการพัฒนาเทคโนโลยี แต่เห็นว่าการพัฒนาเทคโนโลยีต้องดำเนินไปควบคู่กับการคุ้มครองประชาชน โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เมื่อปล่อยสิ่งมีชีวิตออกสู่สิ่งแวดล้อมแล้ว การติดตาม ควบคุม หรือย้อนกลับผลที่เกิดขึ้นอาจทำได้ยาก

ทั้งนี้ ภาครัฐควรกำหนดแผนการกำกับดูแลที่ชัดเจน ครอบคลุมตั้งแต่ ก่อนอนุญาต ระหว่างการนำไปใช้ ไปจนถึงเมื่อเกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นการประเมินความเสี่ยง การติดตามผล การเปิดเผยข้อมูล ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ไปจนถึงการกำหนดความรับผิดของผู้พัฒนา ผู้ผลิต หรือผู้ที่นำสิ่งมีชีวิตดังกล่าวมาใช้

“ผู้บริโภคไม่ควรเป็นคนรับความเสี่ยงปลายทางโดยที่ไม่มีข้อมูล ไม่มีทางเลือก และไม่รู้ว่าเมื่อเกิดความเสียหายแล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ” รศ.ภญ. ยุพดีกล่าว

ห่วงไม่มีข้อมูล ไม่มีฉลาก และไม่รู้ว่าใครรับผิด

นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล อนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับผู้บริโภค คือ สิทธิในการได้รับข้อมูลและสิทธิในการเลือก ซึ่งปัจจุบันผลิตภัณฑ์สิ่งมีชีวิตที่ปรับแต่งจีโนมยังไม่ได้ถูกกำหนดรายละเอียด และแยกแยะให้ชัดเจน รวมถึงไม่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ หากเกิดปัญหาขึ้นมา ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขมีประกาศเกี่ยวกับฉลากที่ต้องแสดงผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอเท่านั้น แต่ไม่ระบุถึงจีโนม ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนบริโภคได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

“ต่อให้หน่วยงานรัฐเห็นว่าเทคโนโลยีนี้สามารถนำมาใช้ได้ คำถามในมุมผู้บริโภคยังต้องตอบให้ได้ว่า ถ้าผลิตภัณฑ์จากสิ่งมีชีวิตที่ปรับแต่งจีโนมเข้ามาอยู่ในอาหารของเรา ผู้บริโภคจะรู้ได้อย่างไร เราจะตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่ และเราจะมีสิทธิเลือกว่าจะบริโภคหรือไม่” นางสาวกรรณิการ์กล่าว

นอกจากนี้ รายงานของสภาผู้บริโภคระบุข้อกังวลว่า ประเทศไทยยังไม่มีฐานข้อมูลพันธุกรรมกลางหรือระบบที่สามารถตรวจสอบและยืนยันสิ่งมีชีวิตที่ผ่านการปรับจีโนม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการกำกับดูแลและการตรวจสอบย้อนกลับ หากสิ่งมีชีวิตดังกล่าวถูกนำไปใช้ ขยายพันธุ์ หรือเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร

ขณะเดียวกัน สภาผู้บริโภคเห็นว่าการไม่มีระบบเปิดเผยข้อมูลและฉลากที่เหมาะสมอาจกระทบต่อสิทธิในการได้รับข้อมูลข่าวสารและสิทธิด้านความปลอดภัยของผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคอาจไม่สามารถทราบแหล่งที่มาหรือเลือกหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้

“สิ่งที่เรากังวลไม่ใช่เฉพาะผลกระทบต่อสุขภาพในวันนี้ แต่รวมถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ เกษตรอินทรีย์ และระบบอาหาร หากเกิดการปนเปื้อนขึ้นมาแล้ว เราต้องตอบให้ได้ว่าใครตรวจพบ ใครหยุดการแพร่กระจาย ใครเรียกคืนสินค้า และใครจะรับผิดชอบค่าเสียหาย ไม่ควรปล่อยให้ผู้บริโภคหรือเกษตรกรเป็นผู้แบกรับผลกระทบ” นางสาวกรรณิการ์

นางสาวกรรณิการ์กล่าวว่า ที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 ขอให้ทบทวนและเพิกถอนประกาศดังกล่าว ก่อนศึกษาข้อมูลด้านวิชาการ กฎหมาย และผลกระทบต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม จัดทำรายงานเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 และเปิดเวทีสาธารณะเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เพื่อรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เวลาถึง 233 วันจึงมีหนังสือตอบกลับ ขณะที่ข้อกังวลด้านมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคยังคงไม่ได้รับคำตอบอย่างเพียงพอ

5 เรื่องที่รัฐต้องตอบ ก่อนขยายการใช้ “ปรับแต่งจีโนม”

สภาผู้บริโภคเห็นว่า การกำกับเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนมในภาคการเกษตรควรตั้งอยู่บนหลักการคุ้มครองผู้บริโภคและหลักการป้องกันไว้ก่อน โดยอย่างน้อยต้องมีความชัดเจนใน 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่

  1. ต้องมีกระบวนการประเมินความปลอดภัยและผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นอิสระ โปร่งใส และคำนึงถึงผลระยะยาว
  2. ต้องมีระบบเปิดเผยข้อมูล การแสดงฉลาก และข้อมูลเพียงพอให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกบริโภคได้ด้วยตนเอง
  3. ต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่แหล่งพัฒนา เมล็ดพันธุ์ การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ที่ถึงมือผู้บริโภค เพื่อให้สามารถติดตามและจัดการได้ทันทีหากพบปัญหา
  4. ต้องกำหนดผู้รับผิดชอบและกลไกเยียวยาอย่างชัดเจน หากเกิดผลกระทบต่อผู้บริโภค เกษตรกร เกษตรอินทรีย์ สิ่งแวดล้อม หรือระบบการผลิตอาหาร
  5. ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องเทคโนโลยีที่อาจมีผลต่อระบบอาหารและสิ่งแวดล้อมของประเทศต้องเปิดให้ผู้บริโภค เกษตรกร นักวิชาการ และประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

สภาผู้บริโภคยืนยันว่า การยื่นฟ้องครั้งนี้ ไม่ใช่การปฏิเสธนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีการเกษตร แต่เป็นการเรียกร้องให้การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ตั้งอยู่บนหลักความปลอดภัย ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องที่หากเกิดผลกระทบขึ้นแล้วอาจไม่สามารถย้อนกลับได้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง