Ribbon

หนุนตั้งคณะทำงาน ปรับปรุง สัญญาหอพัก คุ้มครองผู้เช่า – แก้ค่าไฟแพง

Getting your Trinity Audio player ready...
หนุนตั้งคณะทำงาน ปรับปรุง สัญญาหอพัก คุ้มครองผู้เช่า - แก้ค่าไฟแพง

ปัญหาสะสมที่ผู้เช่าหอพักในประเทศต้องเผชิญกับการโดนผู้ประกอบการคิดค่าไฟเกินจริง ไม่ได้รับเงินประกันคืน ผิดสัญญาจอง และโดนหักเงินไม่เป็นธรรม กำลังได้รับการผลักดันเพื่อนำไปสู่การแก้ไขที่เป็นรูปธรรม โดยวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 สภาผู้บริโภค นำโดย รศ.ภญ.ดร.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค และพรพรหม โอกุชิ รองหัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค เข้าหารือกับเธียรทอง ประสานพานิช ผู้อำนวยการกองคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เรื่องการยกระดับสัญญามาตรฐานของหอพัก เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคที่เช่าอาศัยหอพัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนนักศึกษา โดยที่ประชุมเห็นชอบให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนการปรับปรุงสัญญามาตรฐานหอพัก และพัฒนามาตรการคุ้มครองผู้เช่าให้มีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

พรพรหม โอกุชิ รองหัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค ระบุว่า จากสถิติเรื่องร้องเรียนของสภาผู้บริโภคและหน่วยงานประจำจังหวัด ตั้งแต่ปี 2565 – 2569 พบว่า มีปัญหากลุ่มห้องเช่า บ้านเช่า หอพัก มีจำนวนเรื่องร้องเรียน 499 เรื่อง โดยปัญหาอันดับ 1 คือเรื่องการคิดค่าน้ำค่าไฟเกินจริง 108 เรื่อง คิดเป็น 45.7% อันดับ 2 ปัญหาไม่คืนเงินประกัน 108 เรื่อง คิดเป็น 21.6% อันดับ 3 ผิดสัญญาจอง/ไม่คืนเงินจอง จำนวน 62 เรื่อง คิดเป็น 12.4% อันดับ 4 เรื่องหักเงินประกันไม่เป็นธรรม จำนวน 60 เรื่อง คิดเป็น 12.0% และอันดับ 5 ห้องชำรุดบกพร่อง จำนวน 24 เรื่อง คิดเป็น 4.8%

พรพรหม เสนอให้มีการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจหอพักให้ “เทียบเท่า” ธุรกิจเช่าอาคารทั่วไป เพื่อแก้ไขปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยมีข้อเสนอ 4 ประเด็น ได้แก่

1) การออกประกาศเพื่อยกระดับสัญญามาตรฐาน เพื่อกำหนดรูปแบบสัญญามาตรฐานให้มีความทันสมัย เป็นไปตามบริบทการเช่า และสภาพเศรษฐกิจมากขึ้น รวมไปถึงควรต้องมีการสุ่มตรวจสัญญา เพื่อเลี่ยงการกำหนด สัญญาหอพัก สาเร็จรูปจากผู้ประกอบธุรกิจที่อาจกำหนดเงื่อนไขในสัญญาที่มีการเอาเปรียบผู้บริโภค เป็นการคุ้มครองผู้บริโภคที่เช่าหอพักเพื่อการอยู่อาศัย

2) ประเด็นค่าสาธารณูปโภคในหอพัก เพื่อกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจหอพักเรียกเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคตามที่ผู้ให้บริการสาธารณูปโภคเรียกเก็บ ให้มีความเทียบเคียงกับประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่องให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 โดยให้ระบุอยู่ภายในสัญญามาตรฐานตามข้อเสนอที่ 1

3) จัดให้มี “ประกาศเกียรติคุณหอพักที่เป็นธรรม” เพื่อสร้างแรงจูงใจเชิงบวก ให้คณะกรรมการส่งเสริมกิจการหอพัก โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 15 (3) แห่งพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 เสนอรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับ “หลักเกณฑ์การประกาศเกียรติคุณหอพัก และการให้การสนับสนุนแก่หอพักที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด” เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

4) ซักซ้อมความเข้าใจให้ผู้ประกอบธุรกิจหอพัก เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจบางราย ยังไม่ทราบถึงหน้าที่ของตัวเองตาม พ.ร.บ. หอพัก พ.ศ. 2558 เช่น การทำประกันภัยให้ผู้เช่า

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อผลักดันกระบวนการทำงานให้เกิดความสำเร็จและเร่งรัดกระบวนการที่เกิดการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคโดยเร็ว

ด้าน เธียรทอง ประสานพานิช ผู้อำนวยการกองคุ้มครองเด็กและเยาวชน ระบุว่า การกำหนดมาตรฐานสัญญาหอพักควรคำนึงถึงความแตกต่างของขนาดอาคารหอพัก ซึ่งมีต้นทุนการประกอบกิจการแตกต่างกัน รวมถึงควรนำบทเรียนจากการบังคับใช้ประกาศควบคุมสัญญาของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มาปรับใช้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับปัญหาการเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคที่เกิดจากการไม่ได้กำหนดอัตราค่าสาธารณูปโภคไว้ในสัญญามาตรฐานหอพักเดิมเมื่อปี 2559 หากแนวทางตามประกาศควบคุมสัญญาของ สคบ. สามารถบังคับใช้กับอาคารเช่าเพื่ออยู่อาศัยทั่วไปได้ ก็มีโอกาสที่จะนำมาปรับใช้กับธุรกิจหอพักตามพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 ได้เช่นกัน โดยการปรับปรุงสัญญามาตรฐานต้องครอบคลุมประเด็นอื่นนอกเหนือจากค่าสาธารณูปโภค เช่น แนวทางลดปัญหาการใช้ดุลยพินิจของนายทะเบียนที่อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม

ส่วนประเด็นการแต่งตั้งคณะทำงานเรื่องหอพัก นางเธียรทอง เห็นด้วยกับการแต่งตั้งคณะทำงานจัดทำข้อมูลเพื่อยกร่างประกาศและสัญญามาตรฐานหอพัก ภายใต้คณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายหอพัก กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวง พม.

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันให้ ผศ.อุดม งามเมืองสกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เป็นประธานคณะทำงาน และมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะทำงาน อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสภาผู้บริโภค

สำหรับแนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไป กรมกิจการเด็กและเยาวชนจะเสนอแต่งตั้งคณะทำงานอย่างเป็นทางการภายในเดือนพฤษภาคม 2569 จากนั้นจะมีการจัดประชุมเพื่อรวบรวมข้อมูล ปัญหา และแนวทางยกร่างประกาศและสัญญามาตรฐานหอพัก เสนอร่างประกาศและสัญญาหอพักต่อคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายหอพัก พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เช่าและผู้ประกอบกิจการหอพัก ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมกิจการหอพักระดับชาติ ภายในเดือนสิงหาคม 2569

นอกจากนี้ ในการประชุมตั้งข้อสังเกตเรื่อง การบังคับใช้พระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 ที่ยังไม่ครอบคลุมหอพักในสถานศึกษาที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะสถานศึกษาระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา จึงมีข้อเสนอให้จัดทำฐานข้อมูลหอพักในสถานศึกษา เพื่อใช้วิเคราะห์และออกแบบมาตรการคุ้มครองเด็กและเยาวชนในฐานะผู้เช่าที่อยู่อาศัยให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งสภาผู้บริโภคจะประสานขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการพัฒนากฎหมายหอพักในระยะต่อไป


เร่งประกาศคุม “สัญญาหอพัก” ภายใน 30 วัน แก้ไฟแพง – สัญญาไม่เป็นธรรม

ประกาศแล้ว! “คุมสัญญาห้องเช่า” ห้ามเก็บค่าน้ำ – ไฟเกินจริง