| Getting your Trinity Audio player ready... |

จากโศกนาฏกรรม “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ที่คร่าชีวิตอย่างน้อย 40 ราย ถึงดาต้าเซ็นเตอร์ที่ผุดกลางชุมชนและพบปัญหาการขออนุญาต ถึงเวลาต้องสาวให้ถึงต้นตอ ใครตรวจ ใครอนุมัติ ใครปล่อยผ่าน อาคารผิดกฎหมาย ก่อนอาคารผิดกฎหมายจะนำไปสู่ความสูญเสียครั้งต่อไป
กลางดึกวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 เพลิงไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” กลายเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของกรุงเทพมหานคร ไฟที่ลุกไหม้ภายในสถานบันเทิงคร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 40 ราย และทำให้มีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก แต่เมื่อควันไฟจางลง คำถามกลับไม่ได้มีเพียงว่า “ไฟเกิดจากอะไร” แต่มีคำถามที่ใหญ่กว่า คือ อาคารและสถานประกอบการที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมากสามารถเปิดดำเนินการทั้งที่มีข้อสงสัยเรื่องการดัดแปลงอาคาร ระบบไฟฟ้า และมาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างไร
เมื่อ “ใบอนุญาต” ไม่ได้แปลว่า “ปลอดภัย”
กรณีโรงเบียร์ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาความปลอดภัยของสถานบันเทิง แต่ยังมีคำถามถึง ระบบตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า ต้นตอที่ต้องตรวจสอบให้ถึงที่สุดคือปัญหาการปล่อยปละละเลยและการเรียกรับสินบนของเจ้าหน้าที่ เพราะหากการตรวจไม่ได้เกิดขึ้นจริง หรือพบข้อบกพร่อง แต่ไม่มีการสั่งแก้ไขให้ถูกต้อง ใบอนุญาตก็ไม่สามารถเป็นหลักประกันความปลอดภัยให้ประชาชนได้ โดยผู้ที่รับความเสี่ยงปลายทางคือประชาชนที่เข้าไปใช้บริการ
คำถามสำคัญจึงไม่ควรจบลงที่การดำเนินคดีกับผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องตรวจสอบย้อนกลับไปทั้งระบบว่า ใครมีหน้าที่ตรวจอาคาร ใครอนุญาต ใครรู้เห็นการดัดแปลง ใครละเลยไม่ตรวจสอบ และมีการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการปล่อยผ่านหรือไม่
เพราะหากเจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันความเสี่ยงกลับละเลยการบังคับใช้กฎหมาย อาคารที่ไม่ปลอดภัยก็สามารถเปิดใช้งานต่อไปได้ จนกว่าความผิดปกติที่ถูกมองข้ามจะกลายเป็นอุบัติเหตุหรือโศกนาฏกรรม
จากโรงเบียร์ถึงดาต้าเซ็นเตอร์ “ใครปล่อยให้สร้าง”
ความกังวลนี้กลับมาอีกครั้ง เมื่อสังคมเริ่มตรวจสอบ ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ที่เกิดขึ้นหลายแห่งในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะอาคารที่ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ชุมชน ทั้งที่ประเทศไทยยังไม่มีนิยามและหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับอาคารประเภทดาต้าเซ็นเตอร์ในกฎหมายควบคุมอาคารและผังเมือง
ข้อมูลจากกรุงเทพมหานครระบุว่า มีดาต้าเซ็นเตอร์แบบอาคารเดี่ยว หรือ Stand-alone ยื่นขออนุญาตในกรุงเทพฯ 6 แห่ง โดย 3 แห่งได้รับอนุญาตแล้ว และอีก 3 แห่งอยู่ระหว่างพิจารณา ขณะที่ JustPow แพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลด้านพลังงาน เปิดเผยว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ อย่างน้อย 34 โครงการ ในจำนวนนี้เปิดดำเนินการแล้ว 24 โครงการ อยู่ระหว่างก่อสร้าง 7 โครงการ และมีแผนก่อสร้างอีก 3 โครงการ โดยพบการกระจุกตัวในเขตห้วยขวาง บางนา และบางรัก ซึ่งเป็นพื้นที่เมืองที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น
ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงจำนวนอาคาร แต่คือลักษณะของกิจการที่แตกต่างจากอาคารทั่วไป ดาต้าเซ็นเตอร์มีเครื่องคอมพิวเตอร์และระบบประมวลผลทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก มีระบบระบายความร้อน และต้องมีระบบพลังงานสำรอง ซึ่งบางแห่งจัดเก็บน้ำมันดีเซลในระดับหลายแสนลิตร
อย่างกรณีดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9 ที่เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงานตรวจพบถังเก็บน้ำมันสำรองรวมประมาณ 200,000 ลิตร และเข้าแจ้งความดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง หลังประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนเรื่องกลิ่นคล้ายน้ำมันและแสดงความกังวลด้านความปลอดภัย
ที่สำคัญ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเปิดเผยภายหลังการตรวจสอบว่า ดาต้าเซ็นเตอร์บริเวณพระราม 9 ยังไม่มีการขออนุญาตก่อสร้าง ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระบุว่า ได้รับรายงานว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ หลายแห่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต และอยู่ระหว่างให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมข้อมูลตรวจสอบ
ถือเป็นคำถามสำคัญเร่งด่วนที่รัฐต้องตอบให้ชัดว่า อาคารเหล่านี้ก่อสร้างและเดินระบบมาได้อย่างไร ใครมีหน้าที่ตรวจสอบ และเหตุใดความผิดปกติจึงเพิ่งถูกค้นพบหลังประชาชนและฝ่ายการเมืองออกมาเปิดเผย
ชุมชนรอบข้างต้องรับความเสี่ยง
ดาต้าเซ็นเตอร์ นับเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล แต่เมื่อเข้าไปตั้งอยู่ในชุมชน ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ภายในรั้วโครงการ เพราะต้องใช้ทั้งไฟฟ้า น้ำ ระบบทำความเย็น เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และเชื้อเพลิงสำรองจำนวนมาก
จากข้อมูลเบื้องต้นที่สภาผู้บริโภครวบรวมพบว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ มีความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมอย่างน้อย 247.2 เมกะวัตต์ เทียบได้กับการใช้ไฟของประมาณ 247,200 ครัวเรือน ขณะที่การประเมินการใช้น้ำของโครงการที่มีข้อมูลเพียงพออยู่ในระดับหลายล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
นั่นหมายความว่า หากปล่อยให้ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งแทรกอยู่ในย่านพักอาศัยโดยไม่มีหลักเกณฑ์เฉพาะมากำกับดูแล ประชาชนรอบข้างอาจต้องร่วมรับความเสี่ยง ทั้งจากการจัดเก็บเชื้อเพลิง เสียง ความร้อน การใช้ทรัพยากร และเหตุฉุกเฉิน โดยที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าอาคารข้างบ้านทำกิจการอะไรและมีเชื้อเพลิงสำรองอยู่ภายในมากเพียงใด
ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบัน ดาต้าเซ็นเตอร์ยังไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นกิจการที่ต้องจัดทำ EIA โดยตรง ทั้งที่เป็นกิจการใช้ทรัพยากรสูงและอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น สภาผู้บริโภคมีข้อเสนอ 4 ข้อ ให้รัฐเร่งจัดระบบกำกับดาต้าเซ็นเตอร์โดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุ
- ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ควรผ่าน EIA ก่อนอนุญาต ครอบคลุมการใช้ไฟฟ้า น้ำ น้ำมัน ระบบสำรองพลังงาน เสียง ความร้อน ความปลอดภัย และเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วม
- ต้องกำหนดมาตรฐานการใช้ทรัพยากรและการจัดเก็บเชื้อเพลิงที่ป้องกันความเสี่ยงต่อชุมชน
- ต้องนิยามให้ชัดว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่” และ “ผลกระทบต่ำ” หมายถึงอะไร รวมทั้งกำหนดพื้นที่ตั้งให้สัมพันธ์กับระดับความเสี่ยง
- ต้องย้อนตรวจโครงการที่ได้รับอนุญาตหรือเปิดดำเนินการไปแล้วทั้งหมด ทั้งใบอนุญาตก่อสร้าง การใช้ประโยชน์อาคาร การจัดเก็บน้ำมัน ระบบความปลอดภัย และผลกระทบต่อชุมชน พร้อมเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณะ
ใครปล่อยผ่าน อาคารผิดกฎหมาย ต้องรับผิด

ก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาผู้บริโภค ตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาอาคารผิดกฎหมายไม่ได้เพิ่งเกิดกับโรงเบียร์หรือดาต้าเซ็นเตอร์ แต่เกิดจากการละเมิดกฎหมายควบคุมอาคารสะสมมานาน โดยเฉพาะเรื่องที่ว่างและระยะร่น ซึ่งมีขึ้นเพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้ใช้อาคารและประชาชนรอบข้าง
เมื่ออาคารถูกสร้างชิดกันเกินกว่ากฎหมายกำหนด ผลกระทบจึงไม่ได้เกิดเฉพาะกับเจ้าของอาคาร แต่เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ไฟและความร้อนสามารถลุกลามไปยังอาคารข้างเคียงได้ ขณะที่พื้นที่โดยรอบอาคารสูงยังเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงของรถดับเพลิงและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน
ก้องศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่า การละเมิดกฎหมายตั้งแต่อาคารขนาดเล็กไปจนถึงอาคารสูงเกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องคุ้นชิน ส่วนหนึ่งมาจากการที่เจ้าหน้าที่ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนประชาชนหรือผู้ประกอบการบางส่วนเกิดความเข้าใจว่าการต่อเติมหรือก่อสร้างผิดจากข้อกำหนดสามารถทำได้
ดังนั้น ภาครัฐต้องเข้าไปตรวจสอบอาคารเหล่านี้ให้ลึกกว่าที่ผ่านมา คือเมื่อพบอาคารผิดกฎหมาย ไม่ควรดำเนินการเฉพาะกับเจ้าของโครงการหรือผู้ประกอบการแล้วจบ เพราะอาคารขนาดใหญ่ไม่สามารถก่อสร้าง ดัดแปลง และเปิดใช้งานได้โดยปราศจากกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ
“มันมีคนผิดนะที่ปล่อยให้เกิดเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น คนแรก ถ้าจะตัดตอนก็คือเจ้าของโครงการ แต่จริง ๆ เจ้าของโครงการทำอย่างนี้ไม่ได้ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่รู้เห็น ปล่อยให้เกิด” ก้องศักดิ์ตั้งข้อสังเกต พร้อมชี้ว่า หากดำเนินคดีเพียงผู้ประกอบการ แต่ไม่ตรวจสอบเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ปัญหาก็มีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำอีก
โศกนาฏกรรมโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ที่มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 40 ราย ไม่ควรจบลงด้วยการตรวจสถานบันเทิงหลังเกิดเหตุ แล้วปล่อยให้ระบบอนุมัติ ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายกลับไปเป็นเหมือนเดิม เพราะอาคารผิดกฎหมายไม่สามารถ “ผุดขึ้นเอง” กลางเมืองได้ เช่นเดียวกับดาต้าเซ็นเตอร์ การตามหาความรับผิดจึงต้องไม่หยุดอยู่ที่เจ้าของอาคาร แต่ต้องสาวไปถึงเจ้าหน้าที่และระบบอนุมัติที่ทำให้อาคารเหล่านั้นก่อสร้าง เปิดใช้ และดำเนินกิจการมาได้
รัฐต้องเร่งสางข้อสงสัยเรื่อง การทุจริต การรับสินบน การละเว้นหน้าที่ และการปล่อยปละละเลยในการอนุญาตก่อสร้างและใช้อาคาร ให้ถึงต้นตอ ไม่ใช่รอให้เกิดเพลิงไหม้ อาคารถล่ม หรือเหตุร้ายแรงขึ้นก่อน แล้วจึงออกตรวจและตั้งคณะกรรมการหาคนผิดภายหลัง เพราะราคาของการปล่อยผ่านครั้งต่อไป อาจไม่ได้จ่ายด้วยค่าปรับหรือคำสั่งรื้อถอน แต่คือชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการอนุมัติเหล่านั้นเลย



