| Getting your Trinity Audio player ready... |

สภาผู้บริโภคหารือกรมการขนส่งทางบก เดินหน้ายกระดับ ขนส่งสาธารณะ ให้ “ทุกคนขึ้นได้ ปลอดภัย และเป็นธรรม” เสนอแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่มาตรฐานความปลอดภัยรถนักเรียน รถโดยสาร เปิดทางท้องถิ่นจัดบริการขนส่ง ลดความเหลื่อมล้ำการเดินทางทั่วประเทศ
สัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมผู้บริหารสภาผู้บริโภค นำโดย บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เข้าหารือกับนายสรพงษ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และทีมเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบขนส่งสาธารณะของประเทศ และพัฒนาความร่วมมือในการยกระดับระบบขนส่งสาธารณะให้ “ทุกคนขึ้นได้ ปลอดภัย และเป็นธรรม” ครอบคลุมทั้งประเด็นมาตรฐานบริการ ความปลอดภัย และการเข้าถึงของผู้บริโภคทั่วประเทศ

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การเดินทางของประชาชนทั่วประเทศกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งจากกฎหมายที่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และระบบบริหารจัดการขนส่งสาธารณะที่ไม่ตอบโจทย์ความเป็นจริงของพื้นที่ ซึ่งจากการศึกษาวิจัยของสภาผู้บริโภค พบว่าพื้นที่เมืองเล็กจำนวนมากประสบปัญหาขนส่งสาธารณะล้มเหลวอย่างเป็นระบบ การมีเส้นทางที่ปรากฏในเอกสารไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะมีรถใช้จริง และเมื่อระบบไม่สามารถพึ่งพาได้ ผู้คนจึงต้องหันไปใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลหรือรถที่อยู่นอกระบบ ซึ่งยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำและความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
ยกตัวอย่างจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งแทบไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่ใช้งานได้จริง แม้ในทางกฎหมายจะมีการให้สัมปทานเส้นทางแล้วก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่เดินรถ เนื่องจากขาดทุนและไม่จูงใจให้ลงทุนเพิ่มเติม ทำให้เส้นทางถูกผูกขาดไว้โดยปริยาย ขณะที่ประชาชนกลับไม่สามารถเข้าถึงบริการได้
“บทบาทของขนส่งจังหวัดในปัจจุบัน ทำหน้าที่เพียงกำกับสัญญาสัมปทานและตรวจสอบตามกฎหมาย แต่ไม่ได้ทำหน้าที่เชิงรุกในการสร้าง “ขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม” ให้เกิดขึ้นในพื้นที่จริง แม้จะมีคณะกรรมการขนส่งประจำจังหวัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย แต่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนค่อนข้างจำกัด กระบวนการพิจารณาเส้นทางเดินรถและรูปแบบบริการแทบไม่เปิดพื้นที่ให้มีการหารือเชิงนโยบายหรือรับฟังเสียงของผู้ใช้บริการอย่างแท้จริง ส่งผลให้การตัดสินใจจำนวนมากไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะอย่างยั่งยืน” บุญยืน กล่าว
บุญยืน ย้ำว่า การหารือครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการรายงานปัญหา แต่เป็นการเชิญชวนให้ทุกฝ่ายร่วมกันทบทวนบทบาทและกลไกการทำงาน เพื่อสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นธรรม เข้าถึงได้ และตอบโจทย์ชีวิตของประชาชนจริง โดยเห็นว่าหากยังปล่อยให้กฎหมายล้าสมัย ระบบสัมปทานไม่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลง และกระบวนการตัดสินใจขาดการมีส่วนร่วม ปัญหาขนส่งสาธารณะจะยิ่งถ่างความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองใหญ่กับเมืองเล็กมากขึ้น และกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคในระยะยาว
นอกจากนี้ ประธานสภาผู้บริโภคยังได้หารือและนำเสนอข้อเสนอเกี่ยวกับความจำเป็นในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางบก รวมถึงพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายเดิมที่กำหนดขนาดเครื่องยนต์และแรงม้าในการจดทะเบียน ทำให้ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปเป็นยานยนต์ไฟฟ้า ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้าบางชนิดที่ขายกันอย่างแพร่หลายไม่สามารถจดทะเบียนและทำประกันได้อีกด้วย
ชง 4 ข้อแก้ปัญหารถ ขนส่งสาธารณะ

คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค ได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายใน 4 ประเด็นสำคัญ ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ที่ “ทุกคนขึ้นได้ ปลอดภัย และเป็นธรรม” ได้แก่ 1) ยกระดับความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียน 2) ยกเลิก “รถสองชั้น” และยกระดับมาตรฐานรถทัศนศึกษา 3) สนับสนุนการจัดบริการขนส่งสาธารณะ “ทุกคนขึ้นได้” ในพื้นที่ 12 จังหวัด และ 4) ความร่วมมือพัฒนาเครื่องมือ “ติดตามคุณภาพขนส่งสาธารณะ” ผ่านทราฟฟี่ ฟองดู (Traffy Fondue) ซึ่งเป็นประเด็นตั้งต้นในการหารือ
สำหรับประเด็นเรื่องรถรับส่งนักเรียน คงศักดิ์ ให้ข้อมูลว่า อุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2567 เกิดเหตุ 40 ครั้ง บาดเจ็บ 415 คน เสียชีวิต 10 คน และปี 2568 ตัวเลข ณ เดือนตุลาคม แม้จะมีแนวโน้มลดลง แต่ยังมีผู้เสียชีวิตถึง 7 คน ซึ่ง “ไม่ควรเกิดขึ้นแม้แต่รายเดียว” โดยเฉพาะเมื่อสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากระบบกำกับดูแลที่ยังไม่เข้มแข็ง
ปัญหาสำคัญ คือรถรับส่งนักเรียนจำนวนมาก ไม่มีใบอนุญาต ปัจจุบันคาดว่าจะมีรถให้บริการรับส่งนักเรียนกว่า 50,000 คัน แต่จดทะเบียนถูกต้องไม่ถึง 5,000 คัน โรงเรียนจำนวนมาก ขาดองค์ความรู้และระบบบริหารจัดการความปลอดภัย ผู้ปกครองต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเอง เพราะสิทธิเรียนฟรีไม่ครอบคลุมค่าเดินทาง ไม่มีหน่วยงานหลักรับผิดชอบการบูรณาการข้อมูลและระบบกำกับดูแล
สำหรับข้อเสนอของสภาผู้บริโภค มี “6 แนวทางเร่งด่วน” ได้แก่ 1) สร้างฐานข้อมูลรถรับส่งนักเรียนทั่วประเทศ 2) จัดตั้งโรงเรียนต้นแบบด้านความปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนต้นแบบกว่า 20 แห่งที่สภาผู้บริโภคผลักดัน 3) จัดทำคู่มือการบริหารจัดการรถรับส่งและพัฒนามาตรฐานผู้ขับ 4) ส่งเสริมเกณฑ์ประเมินการเดินทางปลอดภัยของเด็ก 3 ด้าน 5) บูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างท้องถิ่น – ขนส่ง – สถานศึกษา และ 6) จัดสรรงบสนับสนุนโรงเรียนเพื่อยกระดับความปลอดภัย
ส่วนเรื่องรถสองชั้นและรถบัส คงศักดิ์ ระบุว่า แม้กรมการขนส่งทางบกจะยกเลิกการจดทะเบียนรถสองชั้นใหม่ แต่ยังมีรถกว่า 7,000 คัน ที่ยังคงให้บริการอยู่ และยังเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงอย่างต่อเนื่อง โดยโครงสร้างรถ พื้นที่ลาดชัน และพฤติกรรมการขับล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยง
สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้เดินหน้ามาตรการยกเลิกรถโดยสารสองชั้น และรถบัสทัศนศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากมีความเสี่ยงอุบัติเหตุสูง โดยเสนอให้กรมการขนส่งทางบกดำเนินการใน 2 หัวข้อ ดังนี้ 1) ยกระดับมาตรฐานตัวรถและคนขับ ซึ่งประกอบด้วยการสร้างฐานข้อมูลรถสาธารณะออนไลน์ การยกระดับใบอนุญาตขับรถโดยสารขนาดใหญ่ และการเพิ่มวงเงินคุ้มครองประกันภัยเป็น 30 ล้านบาท 2) ปรับปรุงระบบจัดจ้าง ซึ่งประกอบด้วย การกำหนดมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยในของเขตงานจ้าง การจัดสรรงบประมาณทัศนศึกษาเป็นรายหัว และการเปลี่ยนผ่านรถและพลังงานสู่อนาคต
สำหรับประเด็นเรื่องการจัดบริการขนส่งสาธารณะ คงศักดิ์ระบุว่าในหลายจังหวัด เช่น สมุทรสงคราม สงขลา ปัตตานี อยุธยา ฯลฯ ยังไม่มีระบบขนส่งสาธารณะครอบคลุม ทำให้ผู้สูงอายุ – นักเรียน – ผู้พิการ และประชาชนรายได้น้อยไม่สามารถเข้าถึงบริการได้ สภาผู้บริโภคได้เสนอ 5 แนวทางเร่งรัด ได้แก่ 1) ตั้ง “คณะทำงานร่วม” ผลักดันขนส่งสาธารณะในพื้นที่ 2) กำหนดมาตรฐาน – แนวทางปฏิบัติให้ อบจ. ใช้เป็นคู่มือ 3) สนับสนุนการจัดตั้งพื้นที่ทดลอง (แซนด์บ็อกซ์) ด้านขนส่งในจังหวัดนำร่อง 4) ผลักดันการจัดตั้งกองทุนพัฒนาขนส่งสาธารณะท้องถิ่น และ 5) แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เช่น พ.ร.บ. การขนส่งทางบก และกฎหมายภาษีล้อเลื่อน
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องแนวทางความร่วมมือ การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะทุกคนขึ้นได้ใน 12 จังหวัด ซึ่งสภาผู้บริโภคดำเนินการร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผ่านโครงการ “ความร่วมมือสานพลังท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาขนส่งสาธารณะไร้รอยต่อที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทุกคนขึ้นได้” โดยมีเป้าหมายในการทำงานกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดใน 11 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร
“จากการทำงานพบว่ามีอุปสรรคที่สำคัญคือ ข้อจำกัดด้านกฎหมาย ขั้นตอนการขออนุญาต ซึ่งมีความซับซ้อนและใช้เวลานาน ต้องผ่านคณะกรรมการขนส่งประจำจังหวัด และคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง นะครับ ซึ่งอาจจะใช้เวลานาน การขออนุญาตมีขั้นตอนค่อนข้างซับซ้อน รวมถึงการประสานงานกับขนส่งจังหวัดที่ทำได้ยาก และม่ค่อยได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร
ประเด็นสุดท้าย สภาผู้บริโภคได้เสนอให้กรมการขนส่งทางบกทำงานร่วมกันในการพัฒนาแพลตฟอร์ม ทราฟฟี่ ฟองดู เพื่อใช้เป็นระบบรับแจ้งปัญหาการเดินทางของประชาชน เช่น ปัญหาคุณภาพบริการ พฤติกรรมผู้ขับ ราคาค่าโดยสาร ความสะอาด ความปลอดภัย และความพึงพอใจ พร้อมข้อมูลประกอบ เช่น พิกัดเส้นทาง วันเวลา ภาพถ่ายหรือวิดีโอ
ทั้งนี้ จาก 12 จังหวัดนำร่องที่สภาผู้บริโภคขับเคลื่อนเรื่องรถโดยสารสาธารณะอยู่ มี 7 จังหวัดที่ยังไม่ได้ใช้ระบบ ได้แก่ สุรินทร์ กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เชียงใหม่ สงขลา ปัตตานี และอยุธยา ซึ่งสามารถพัฒนาให้ครอบคลุมทั้งโครงสร้างร้องเรียนและการติดตามความพึงพอใจของประชาชนได้
ขนส่งทางบกพร้อมหนุนบริการสาธารณะ

สรพงษ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า พร้อมสนับสนุนและให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาบริการขนส่งสาธารณะ ทั้งในส่วนรถรับส่งนักเรียน รถทัศนศึกษา และยกระดับบริการขนส่งสาธารณะในต่างจังหวัด โดยกรมการขนส่งทางบกพร้อมเปลี่ยนแนวปฏิบัติเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดบริการขนส่งสาธารณะได้ง่ายขึ้น โดยมอบอำนาจให้ท้องถิ่นดำเนินการได้ทันทีหากมีความพร้อม
“หลายพื้นที่ไม่กล้าลงทุน เพราะกลัวขาดทุนหรือกลัวขั้นตอนอนุญาตที่ซับซ้อน ทั้งที่ในบางเส้นทาง แม้จะไม่คุ้มทุนทางเศรษฐกิจ แต่มี “กำไรทางสังคม” ทำให้ประชาชนเข้าถึงระบบขนส่งได้” สรพงษ์ระบุ ทั้งนี้ หากท้องถิ่นใดต้องการทำ กรมการขนส่งทางบกสามารถมอบอำนาจให้ทันทีโดยไม่ต้องรอการอนุมัติจากส่วนกลาง
เช่นเดียวกับการปรับปรุงกฎกระทรวงเพื่อให้เงินกองทุนความปลอดภัยทางถนน (กปถ.) นำไปใช้สนับสนุนการจัดบริการขนส่งสาธารณะในพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งที่ผ่านมาไม่สามารถทำได้เพราะกฎหมายกำหนดวัตถุประสงค์ค่อนข้างจำกัด ขบ. จึงเตรียมเสนอแก้ไขวัตถุประสงค์ของกองทุนให้สอดคล้องกับภารกิจใหม่ โดยย้ำว่าเงินภาษีจากรถทั่วประเทศควรกลับมาเป็นประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง
สำหรับกรณีรถนักเรียน และรถบัสทัศนศึกษา สรพงษ์กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างพัฒนาระบบฐานข้อมูลรถรับส่งนักเรียน โดยขอให้โรงเรียนทุกแห่งบันทึกข้อมูลยานพาหนะ เส้นทางเดินรถ และลักษณะการใช้งาน เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงและกำหนดมาตรการเชิงป้องกันอย่างตรงจุด พร้อมทั้งเตรียมลงพื้นที่ทำงานเชิงรุกกับโรงเรียนในพื้นที่ชนบท ซึ่งมีข้อจำกัดด้านทางเลือกในการเดินทางของนักเรียน
นอกจากนี้ กรมฯ ยังอยู่ระหว่างพิจารณากำหนด “อายุรถสูงสุด” สำหรับรถไม่ประจำทาง ซึ่งเดิมไม่เคยมีการกำหนดมาก่อน การดำเนินการนี้จะช่วยลดจำนวนรถสองชั้นลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป
สำหรับการดำเนินการใน 12 จังหวัดที่สภาผู้บริโภคกำลังผลักดันเรื่องระบบขนส่งสาธารณะอยู่ในปัจจุบัน กรมการขนส่งทางบกจะเป็นผู้ประสานงานกับสำนักงานขนส่งของแต่ละจังหวัดในการทำงานร่วมกับองค์กรสมาชิกและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ประเด็นเรื่องการเชื่อมระบบฟองดู นายสรพงษ์ เสนอแนวคิดเรื่องการเชื่อมข้อมูลเข้ากับสายด่วน 1584 เพื่อให้ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในฐานข้อมูลกลางเดียวกันและไม่เกิดความซ้ำซ้อน โดยปัจจุบัน ขบ. มีแนวคิดปรับปรุงกฎหมายให้ สามารถระงับหรือพักใช้ใบอนุญาตได้เร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถจัดการกับผู้กระทำผิดซ้ำซากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนประเด็นเรื่องการปรับแก้ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 อธิบดีกรมการขนส่งทางบกยอมรับว่ากฎหมายดังกล่าวเก่าและล้าสมัยพร้อมระบุว่า ที่ผ่านมาได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายของกรมการขนส่งทางบกขึ้นเพื่อทบทวนและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับบริบทสังคมในปัจจุบัน แต่ได้เพิ่มเติมตัวแทนจากสภาผู้บริโภคเข้าไปในคณะกรรมการด้วย
“เดิมคณะกรรมการชุดดังกล่าวยังไม่มีตัวแทนจากสภาผู้บริโภคเป็นองค์ประกอบ แต่ภายหลังได้มีการเพิ่มตัวแทนจากสภาผู้บริโภคเข้าไปในคณะกรรมการ เพื่อให้มีผู้แทนจากฝั่งผู้บริโภคเข้าไปส่วนร่วมในการพิจารณาอย่างเป็นรูปธรรม” นายสรพงษ์ระบุ
สำหรับขอบเขตการแก้ไขกฎหมาย จะเป็นการทบทวนและปรับปรุงกฎหมายหลักทั้งหมดที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ขบ. รวมถึงกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความสอดคล้องทั้งระบบ ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคสามารถเสนอแนวทางการแก้ไขกฎหมายได้โดยตรงในที่ประชุมคณะกรรมการ พร้อมยืนยันความพร้อมในการรับฟังข้อเสนอ แต่การแก้ไขจะต้องพิจารณาบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักการที่เหมาะสม
การหารือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างสภาผู้บริโภคและกรมการขนส่งทางบกในการยกระดับระบบขนส่งสาธารณะทั้งด้านความปลอดภัย คุณภาพบริการ และการเข้าถึง โดยสภาผู้บริโภคย้ำว่าการพัฒนาระบบขนส่งที่ดีต้องตั้งอยู่บนหลัก “สิทธิผู้บริโภค” และต้องให้ทุกคนขึ้นได้อย่างเท่าเทียม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อุบัติเหตุ “รถรับส่งนักเรียน” สูญเสียซ้ำซาก ถึงเวลาต้องปฏิรูป



