| Getting your Trinity Audio player ready... |

กสทช. กับความล้มเหลวในการกำกับดูแล “โอทีที” (OTT): เมื่อ “สุญญากาศทางกฎหมาย” คือโอกาสทองของมิจฉาชีพบนโลกออนไลน์และเฟซบุ๊ก
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศ พฤติกรรมการรับชมสื่อของประชาชนไทยได้เปลี่ยนผ่านจากหน้าจอโทรทัศน์แบบเดิมไปสู่โลกออนไลน์อย่างเต็มตัว บริการ “โอทีที” Over-the-Top (OTT) หรือการส่งผ่านเนื้อหาภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นเครื่องมือหลักในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและความบันเทิง แต่อีกมุมหนึ่งของบริการนี้ถูกใช้เป็นช่องทางให้มิจฉาชีพเข้าถึงผู้ใช้บริการอินเตอร์เน๊ต
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เทคโนโลยีก้าวกระโดดไปไกล หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความล่าช้าและไร้ประสิทธิภาพในการออกมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจน จนก่อให้เกิด “สุญญากาศทางกฎหมาย” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค ไม่ใช่เฉพาะบริการดูทีวีหรือวิดีโอบนออนไลน์ แต่รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ในการกลอกลวงผู้บริโภค
โอทีที ไม่ใช่แอปดูหนัง แต่คือ “เนื้อหาทั้งหมด” บนออนไลน์
หนึ่งในปัญหาพื้นฐานที่ทำให้การกำกับดูแลล่าช้า คือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับขอบเขตของ OTT ในความเป็นจริงแล้ว OTT ครอบคลุมถึงการเผยแพร่ภาพ เสียง หรือข้อความผ่านอินเทอร์เน็ตทั้งหมด ซึ่งรวมถึงโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก เอ็กซ์ อินสตาแกรม ติ๊กต๊อก ไลน์ หรือแม้แต่คลิปวิดีโอสั้น ๆ บนโซเชียลมีเดีย เนื้อหาเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของบริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ กสทช. ต้องรับผิดชอบ
การที่ กสทช. ยังไม่สามารถจัดทำแผนที่นำทาง หรือ โรดแมป (Roadmap) หรือกำหนดกติกาที่ชัดเจนได้ ทำให้เนื้อหาบนเฟซบุ๊กกลายเป็นพื้นที่อันตราย เรามักเห็นการใช้เฟซบุ๊กไลฟ์ ในการสตรีมมิ่งเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย เช่น การไลฟ์เล่นการพนัน ถ่ายทอดสดคลิปอนาจาร เผยแพร่คลิปที่ไม่เหมาะสม หรือแม้แต่การแนบลิงก์มิจฉาชีพไปกับการสตรีมมิ่งเพื่อหลอกลวงเงินจากประชาชน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะ กสทช. ยังนิ่งเฉยในการใช้อำนาจกำกับดูแลเนื้อหาภาพและเสียงที่ใช้ผ่านคลื่นความถี่และโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต
ความลักลั่นของอำนาจหน้าที่: กสทช. vs เอตด้า (ETDA)
ในปัจจุบันมีช่องโหว่ระหว่างบทบาทของ กสทช. และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการคุ้มครองผู้บริโภค โดย ETDA มีหน้าที่รับ “จดแจ้ง” แพลตฟอร์มตามกฎหมายดิจิทัลเท่านั้น แต่ไม่มีอำนาจในการบังคับให้แพลตฟอร์มต่างชาติอย่างเฟซบุ๊กต้องลงทะเบียนหรือปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การกำกับเนื้อหาที่เข้มงวด ในขณะที่ กสทช. ซึ่งมีอำนาจโดยตรงตามกฎหมายในการกำกับดูแลการเผยแพร่ภาพและเสียง กลับอ้างว่ายังอยู่ในระหว่างการศึกษาและพิจารณาความเหมาะสม
ความล่าช้านี้ทำให้เกิด “ความไม่เท่าเทียมในการประกอบกิจการ” ระหว่างผู้ประกอบการโทรทัศน์ไทยที่ต้องทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด กับแพลตฟอร์ม OTT ต่างชาติที่สามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่เป็นอันตราย กสทช. จึงเปรียบเสมือน “ด่านแรก” ที่จงใจเปิดประตูทิ้งไว้ให้ผู้บริโภคต้องเผชิญกับภัยไซเบอร์ด้วยตัวเอง
บทเรียนจากต่างประเทศ: เมื่อโลกขยับ แต่ไทยยังหยุดนิ่ง
หากพิจารณาจากผลการศึกษา “ผลกระทบของ OTT ต่อกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และแนวทางการส่งเสริมและกำกับดูแล” ที่จัดทำโดยสำนักงาน กสทช. ร่วมกับ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะพบว่าประเทศต้นแบบต่างมีมาตรการกำกับดูแล OTT ที่ก้าวหน้าไปมาก เพื่อปกป้องทั้งอุตสาหกรรมในประเทศและผู้บริโภค อย่างเช่น:
ประเทศเกาหลี
มีนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมภายในอย่างเข้มข้น มีการรวมตัวของผู้ประกอบการโทรทัศน์เดิมเพื่อสร้างแพลตฟอร์มแห่งชาติอย่าง ‘วัวัวฟ (Wavve)’ เพื่อแข่งขันกับแพลตฟอร์มข้ามชาติอย่างเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ขณะเดียวกันรัฐบาลเกาหลีได้ผ่อนปรนกฎระเบียบ เพื่อให้ผู้ประกอบการในประเทศแข่งขันได้ แต่ยังคงมีความเข้มงวดด้านลิขสิทธิ์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
สหราชอาณาจักร
ใช้แนวทางการผ่อนปรนที่เรียกว่า ‘Light-touch approach’ โดยหน่วยงานกำกับดูแลกิจการสื่อสารอิสระของสหราชอาณาจักร หรือ ออฟคอม (Ofcom: Office of Communications) กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องแจ้งการให้บริการและเสียค่าธรรมเนียมตามรายได้ในอัตราที่ต่ำเพื่อให้เข้าถึงตลาดได้ง่าย แต่ยังคงมีกฎหมายกำกับเนื้อหาเพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ประเทศสิงคโปร์
มุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลางการลงทุน OTT ระดับภูมิภาค มีระบบใบอนุญาตแบบแบบเบ็ดเสร็จ (One-stop service) ผ่านระบบออนไลน์ที่สะดวกและโปร่งใส พร้อมทั้งให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยทางไซเบอร์และการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภค
ประเทศญี่ปุ่น
สร้างสมดุลด้วยการแข่งขันเสรีแต่ส่งเสริมการรวมตัวของผู้ประกอบการโทรทัศน์เดิมเพื่อสร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งสำหรับดูรายการทีวีและละครย้อนหลัง ชื่อว่า “ทีเวอร์” (TVer) เพื่อเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้ชมมาใช้ประโยชน์ทางการตลาดและป้องกันการถูกครอบงำโดยอัลกอริทึมจากแพลตฟอร์มต่างชาติ
บทเรียนเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การกำกับดูแล OTT ไม่ได้หมายถึงการปิดกั้นเทคโนโลยี แต่คือการสร้าง “สนามแข่งขันที่เท่าเทียม” (Fair Playfield) และการสร้างกลไกเยียวยาผู้บริโภคเมื่อเกิดความเสียหาย
เสียงเรียกร้องจากผู้บริโภค: กสทช. ต้องเลิกประวิงเวลา
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภค ได้ยื่นหนังสือถึงประธาน กสทช. เพื่อเร่งรัดให้มีการประกาศแผนที่นำทาง (Roadmap) กิจการโทรทัศน์และแนวทางการกำกับดูแล OTT อย่างเป็นรูปธรรม ข้อเรียกร้องสำคัญประกอบด้วย:
- ความปลอดภัยของข้อมูลและสิทธิความเป็นส่วนตัว: ป้องกันไม่ให้แพลตฟอร์มนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่ผิด
- การคัดกรองเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม: โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เข้าถึงเฟซบุ๊กและ TikTok ได้ง่าย
- กลไกการรับเรื่องร้องเรียนที่เท่าเทียม: เมื่อประชาชนถูกหลอกลวงผ่านโฆษณาออนไลน์หรือลิงก์มิจฉาชีพใน OTT ต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบและเยียวยาความเสียหายได้อย่างทันท่วงที
ความล่าช้าของ กสทช. ไม่เพียงแต่ทำให้อุตสาหกรรมสื่อไทยอ่อนแอลง แต่ยังเป็นการละเลยสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญที่จะได้รับการคุ้มครองในการเข้าถึงคลื่นความถี่และข้อมูลข่าวสารที่ปลอดภัย หาก กสทช. ยังคงอ้างการศึกษาซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่ชัดเจน เฟซบุ๊กและแพลตฟอร์มออนไลน์ในไทยก็จะยังคงเป็นพื้นที่ที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงประชาชนได้ง่ายกว่าที่รัฐจะเข้ามาจัดการ
สิ่งที่กสทช. ต้องตระหนักคือ หน้าที่ของตนไม่ใช่เพียงการดูแลเสาสัญญาณหรือการประมูลคลื่นความถี่ แต่คือการกำกับดูแล “เนื้อหา” ที่ส่งผ่านคลื่นเหล่านั้นด้วย การปล่อยให้ OTT เป็นพื้นที่ไร้กฎหมายคือความไร้ประสิทธิภาพที่ไม่อาจยอมรับได้ ถึงเวลาแล้วที่ กสทช. จะต้องเลิกเดินตามหลังเทคโนโลยี และเริ่มทำหน้าที่ “ผู้พิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค” อย่างจริงจังเสียที ก่อนที่ความเสียหายบนโลกออนไลน์จะลุกลามจนเกินเยียวยา
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
รายงานการศึกษาผลกระทบของ OTT ต่อกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และแนวทางการส่งเสริมและกำกับดูแล



