| Getting your Trinity Audio player ready... |

สภาผู้บริโภค พร้อมตัวแทนชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น และสหภาพการทางพิเศษฯ ยื่นหนังสือถึง “เอกนิติ” ทบทวนโครงการ ทางด่วน 2 ชั้น งามวงศ์วาน – พระราม 9 ห่วงความคุ้มค่า ความโปร่งใส ความปลอดภัย และผลกระทบประชาชน
วันที่ 19 สิงหาคม 2569 สภาผู้บริโภค พร้อมตัวแทนชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น หรือ Double Deck และสหภาพการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ.) เข้ายื่นหนังสือต่อ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) เพื่อขอให้พิจารณาตรวจสอบข้อมูลและรายละเอียดของโครงการทางด่วนขั้นที่ 2 เส้นทางงามวงศ์วาน – พระราม 9 ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการ PPP รวมถึงตรวจสอบสาระสำคัญและผลกระทบจากการแก้ไขสัญญาอย่างรอบด้าน ก่อนพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยมี นายณัฐวุฒิ ไพศาลวัฒนา รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง เป็นผู้รับหนังสือแทน พร้อมรับปากจะนำข้อสังเกตของและเสียงสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนเรียนต่อรองนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
ชุมชนชี้ 600 รายชื่อ ค้านทางด่วน 2 ชั้น ห่วงความปลอดภัย

นายเทพพล เครื่องจันทร์ ประธานชุมชนวัดมะกอกส่วนหน้า กล่าวว่า ชาวบ้านมีความกังวลทั้งเรื่องอันตรายต่อเด็ก วัสดุก่อสร้าง และผลกระทบระหว่างการก่อสร้าง โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่ผ่านมา จึงต้องการให้ภาครัฐรับฟังเสียงของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จริง
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการจัดทำกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ (EIA) มีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นจำนวนไม่มาก ขณะที่เวทีคัดค้านมีประชาชนร่วมลงชื่อประมาณ 600 รายชื่อ สะท้อนว่าประชาชนจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับโครงการ อีกทั้งเห็นว่าการประชาสัมพันธ์ข้อมูลอีไอเอ ยังไม่ทั่วถึง
นายเทพพล กล่าวเพิ่มเติมว่า หากโครงการเดินหน้า ผู้ที่อยู่อาศัยในชุมชนหลายครอบครัวอาจต้องอพยพออกจากพื้นที่ระหว่างการก่อสร้าง เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยและไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ได้ตามปกติ โดยมองว่าประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับผลกระทบต่อเนื่องมาหลายรุ่นแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ไม่สามารถย้ายถิ่นฐานได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านอายุ รวมถึงสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
“ผมเจอทางด่วนไปรอบแรก 30 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมยัง 12–13 ปี ตอนนี้จะโดนอีกแล้วหรือครับ กรุณาเห็นใจและรับฟังประชาชนบ้าง” นายเทพพล ระบุ
สหภาพการทางฯ จี้เปิดสัญญา ชี้ “ถ้าดีจริงควรเปิดเผย”

นายบัณฑิต พรึงลำภู ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ.) กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่สหภาพฯ ต้องการให้ตรวจสอบคือ ความโปร่งใสของสัญญา โดยที่ผ่านมา สหภาพฯ ขอข้อมูลสัญญาหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยได้รับสัญญามาตรวจสอบอย่างครบถ้วน ทั้งที่โครงการขนาดใหญ่ควรมีความโปร่งใสตั้งแต่กระบวนการจัดทำสัญญา รวมถึงข้อมูลเรื่องสัดส่วนการแบ่งรายได้และเงื่อนไขต่าง ๆ โดยเฉพาะเมื่อมีผลต่อสถานะทางการเงินของการทางพิเศษฯ
“ถ้าเป็นโครงการที่ดี สัญญาต่าง ๆ ที่ออกมาจากกฎหมาย หายจากบอร์ดจนมาถึงคณะกรรมการ PPP มันต้องไม่เป็นความลับ” นายบัณฑิตระบุ
นายบัณฑิตยังกล่าวถึงเงื่อนไขของสัญญาสัมปทานที่อาจมีการปรับขึ้นราคาในอนาคตทุกสิบปี ไม่ใช่ราคาเดียวตลอดสายเหมือนที่เป็นข่าว โดยเห็นว่าประชาชนควรได้รับรู้ข้อมูลอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน อีกประมาณ 9 ปี สัมปทานทางด่วนเกือบทั้งหมดจะกลับมาเป็นของประเทศ ทำให้รายได้จากทางด่วนกลับเข้าสู่การทางพิเศษฯ และกระทรวงการคลัง จึงควรพิจารณาว่าการตัดสินใจในปัจจุบันมีความคุ้มค่าในระยะยาวหรือไม่
ทั้งนี้ นายบัณฑิตย้ำว่า สหภาพฯ ไม่เคยคัดค้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน มีเพียงโครงการทางด่วน 2 ชั้นเท่านั้นที่สหภาพฯ ออกมาคัดค้าน เนื่องจากเป็นโครงการที่ไม่โปร่งใส
ที่ปรึกษาเครือข่ายชุมชน ชี้ 3 ปม “ไม่คุ้มค่า – ไม่แก้รถติด – กระทบคุณภาพชีวิต”

ด้าน นายนที ศิริธรรมวัฒน์ ที่ปรึกษาเครือข่ายชุมชนเขตพญาไท กล่าวว่า โครงการทางด่วน 2 ชั้น มีปัญหาหลัก 3 ประการ คือ ความไม่คุ้มค่า ไม่สามารถแก้ปัญหารถติด และกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน
ในด้านความคุ้มค่า นายนทีตั้งคำถามถึงการต่ออายุสัมปทานให้ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM อีก 22 ปี โดยระบุว่าการทางพิเศษฯ ต้องจ่ายประมาณ 35,000 ล้านบาท ขณะที่ประเทศอาจต้องรับภาระหรือสูญเสียประโยชน์ในระยะยาวกว่า 170,000 ล้านบาท ส่วนประเด็นการแก้ปัญหารถติด นทีมองว่า การก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 อาจลดปัญหาการจราจรได้เพียงประมาณ 5 – 10 เปอร์เซ็นต์ และยังไม่ใช่คำตอบของปัญหารถติดในระยะยาว
นายนทียังสะท้อนผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อยู่ใต้ทางด่วน โดยระบุว่า แม้ทางด่วนชั้นเดียวจะส่งผลต่อสภาพแวดล้อมทั้งเรื่องอากาศ การระบายลม และเสียงอยู่แล้ว แต่การเพิ่มทางด่วนอีกชั้นยิ่งสร้างความกังวลต่อการอยู่อาศัย รวมถึงอาจกระทบต่อธุรกิจและเศรษฐกิจของชุมชนที่อยู่ตามแนวโครงการ
นายนทียังกล่าวถึงกระบวนการจัดทำอีไอเอ โดยเห็นว่าประชาชนในพื้นที่ยังไม่ได้รับข้อมูลหรือมีส่วนร่วมอย่างเพียงพอ และต้องการให้ภาครัฐรับฟังประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก่อนการตัดสินใจ
สภาผู้บริโภคจี้รัฐตอบ “คุ้มค่าหรือไม่” ห่วงความปลอดภัย ทางด่วน 2 ชั้น

นายคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคเข้ายื่นหนังสือ เนื่องจากโครงการอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ PPP โดยก่อนหน้านี้เคยมีหนังสือถึงคณะกรรมการ PPP และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอีไอเอ ตั้งแต่ปลายปี 2568 แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ
นายคงศักดิ์กล่าวว่า โครงการมีผลกระทบต่อประชาชนทั้งด้านความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และอาจทำให้บางส่วนต้องย้ายถิ่นที่อยู่อาศัย ขณะที่ข้อมูลเรื่องการแก้ปัญหารถติดและความคุ้มค่ายังมีข้อสงสัย จึงต้องการให้ภาครัฐตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ
อีกประเด็นสำคัญคือ ยังไม่มีการยืนยันว่าทางยกระดับโครงสร้างเดิมสามารถรองรับการก่อสร้างทางด่วน ชั้นที่ 2 ได้หรือไม่ รวมถึงยังไม่มีหลักประกันที่ชัดเจนด้านความปลอดภัยและความรับผิดชอบหากเกิดเหตุ เพราะที่ผ่านมามีเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดจากการก่อสร้างโครงการของรัฐหลายครั้ง เช่น เหตุเครนถล่มสีคิ้วและพระราม 2 เป็นต้น
“หน่วยงานภาครัฐควรเปิดเผยรายละเอียดและวิธีการคำนวณมูลค่าผลประโยชน์ที่เอกชนจะได้รับจากการแก้ไขสัญญา พร้อมทั้งแสดงภาระ ต้นทุน และผลกระทบที่รัฐและประชาชนอาจต้องรับ เพื่อให้สามารถประเมินได้อย่างรอบด้านว่าการแก้ไขสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายหรือความเสียเปรียบต่อรัฐและประชาชนหรือไม่ เพียงใด” นายคงศักดิ์ ระบุ
19 ชุมชนสะท้อนผลกระทบ ห่วงฝุ่น – ความปลอดภัย – น้ำท่วม – เศรษฐกิจชุมชน


นอกจากนี้ ยังมีเสียงสะท้อนจากเครือข่ายชุมชนว่า ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะชุมชนที่อยู่ใต้แนวทางด่วน โดยเครือข่ายชุมชนเขตพญาไทระบุว่ามี 19 ชุมชน ที่ได้รับผลกระทบในรูปแบบต่าง ๆ แม้ชุมชนที่อยู่ใต้ทางด่วนโดยตรงจะมีประมาณ 4 ชุมชน และเครือข่ายดังกล่าวระบุว่าพร้อมร่วมกันคัดค้านโครงการ
ข้อกังวลที่ชุมชนสะท้อนมีตั้งแต่ ฝุ่นละออง เสียงและมลพิษ ความปลอดภัยระหว่างก่อสร้าง ความเสี่ยงจากวัสดุและโครงสร้าง ปัญหาการระบายน้ำและน้ำท่วม ถนนและสภาพการจราจร ตลอดจนผลกระทบต่อการค้าขายและเศรษฐกิจในชุมชน
ขณะเดียวกัน ประชาชนบางส่วนเป็นผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้ป่วยติดเตียง จึงมีความกังวลเป็นพิเศษว่า หากเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้หรือโครงสร้างถล่ม จะสามารถอพยพผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ออกจากพื้นที่ได้ยากลำบาก เนื่องจากเมื่อสร้างทางด่วนจะมีการนำแบริเออร์ขนาดใหญ่มาวางกั้นตรงริมถนน
อีกทั้งชาวบ้านยังสะท้อนประสบการณ์จากการก่อสร้างโครงการขนาดเล็กในพื้นที่ว่า แม้เป็นงานก่อสร้างระบบท่อระยะทางไม่มากก็ยังใช้เวลานานและส่งผลต่อการระบายน้ำและการเดินทางในซอย จึงกังวลว่าหากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาหลายปี จะยิ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนมากขึ้น
คลังรับข้อกังวล ยืนยันนำเรื่องเสนอรองนายกฯ

ด้าน นายณัฐวุฒิ ไพศาลวัฒนา รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนกระทรวงการคลังเข้าใจถึงความเดือดร้อนของประชาชน และขอรับประเด็นที่สภาผู้บริโภคและชุมชนนำเสนอ ทั้งเรื่องความคุ้มค่า ความโปร่งใส และอีไอเอ
“ถอดหัวโขนออกไป ผมก็เป็นประชาชนคนหนึ่งนะครับ ขออภัยที่ทำให้ทุกท่านต้องเดือดร้อนลุกขึ้นมาดูแลผลประโยชน์ตัวเองและเดินทางมาถึงที่นี่ ผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดครับ” นายณัฐวุฒิ กล่าว
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า สคร. จะทำหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องให้ดีที่สุด และจะนำประเด็นดังกล่าวเรียนต่อรองนายกรัฐมนตรีอีกครั้งเมื่อกลับจากภารกิจต่างประเทศ โดยจะพิจารณาข้อกังวลทั้งเรื่องความคุ้มค่า ความโปร่งใส และอีไอเอ



