| Getting your Trinity Audio player ready... |

ส่องแนวคิด “สูตรค่าไฟใหม่” ของรัฐบาล ใช้ไม่เกิน 200 หน่วย/เดือน คิดหน่วยละ 3 บาท จากนั้นจะคิดเป็นขั้นบันได เป็นธรรมต่อประชาชนจริงหรือไม่ สภาผู้บริโภค ย้ำการรื้อโครงสร้างพลังงานไทย คือทางออกที่ยั่งยืน
สูตรค่าไฟใหม่ ที่คิดแบบ “ขั้นบันได” ของรัฐบาล สำหรับผู้ใช้ไม่เกิน 200 หน่วย/เดือน คิดหน่วยละ 3 บาท 201 – 400 หน่วย คิดหน่วยละ 3.95 บาท และ 401 หน่วยขึ้นไป คิดหน่วยละ 5 บาท กำลังถูกตั้งคำถามว่าจะยิ่งซ้ำเติมภาระประชาชนหรือไม่ แม้มาตรการดังกล่าวอาจช่วยจูงใจให้ประชาชนลดการใช้ไฟฟ้าได้ในระยะสั้น แต่ยังไม่ใช่การแก้ปัญหาค่าไฟแพงที่ต้นตอ รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค แสดงความเห็นว่า สิ่งที่ต้องเร่งปฏิรูปจริง ๆ คือโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ ตั้งแต่ราคาก๊าซ สัญญาโรงไฟฟ้า ไปจนถึงการเปิดทางให้ประชาชนผลิตพลังงานสะอาดใช้เองได้มากขึ้น
แก้ปัญหาราคาก๊าซธรรมชาติ = ค่าไฟลด

รศ.ดร.ชาลีระบุว่า การปรับโครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันได หรือการออกมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนจากวิกฤตพลังงานของรัฐบาล เป็นเพียงมาตรการระยะสั้น เพราะปัญหาที่แท้จริงของค่าประเทศไทยคือ “โครงสร้างพลังงานทั้งระบบ” ดังนั้น หากประเทศยังไม่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการผลิตไฟฟ้า ไม่เปิดทางให้ประชาชนผลิตไฟใช้เอง และยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแกนหลัก ค่าไฟไทยก็จะยังคงผันผวนและแพงขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะยาว
รศ.ดร.ชาลี อธิบายเพิ่มเติมว่า หากประเทศไทยต้องการลดต้นทุนพลังงานอย่างแท้จริง จำเป็นต้องย้อนกลับไปดู “โครงสร้างค่าไฟ” ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางของเชื้อเพลิงไปจนถึงการกำหนดราคาพลังงานในแต่ละภาคส่วน เพราะปัจจุบัน ประเทศไทยยังมีต้นทุนจำนวนมากที่สามารถปรับลดได้ หากมีเจตจำนงทางการเมืองและนโยบายที่ชัดเจน
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ รศ.ดร.ชาลี หยิบยกขึ้นมาคือ “โครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ” ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการผลิตไฟฟ้าไทยในปัจจุบัน
รศ.ดร.ชาลี อธิบายว่า ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยถือเป็นแหล่งพลังงานที่มีต้นทุนต่ำที่สุดของประเทศ แต่กลับถูกจัดสรรไปใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจำนวนมาก โดยเฉพาะการขายให้โรงแยกก๊าซในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ขณะที่ภาคการผลิตไฟฟ้ากลับต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในราคาสูงกว่าหลายเท่าตัว
“ก๊าซจากอ่าวไทยบางส่วนถูกจะสรรให้กลุ่มปิโตรเคมีในราคาประมาณ 180 บาทต่อล้านลูกบาศก์ฟุต แต่ก๊าซ LNG ที่ใช้ผลิตไฟฟ้ากลับมีต้นทุนสูงถึงประมาณ 655 บาทต่อล้านลูกบาศก์ฟุต ความแตกต่างนี้เองกลายเป็นภาระที่ถูกผลักกลับมาสู่ประชาชนผ่านค่าไฟฟ้า” รศ.ดร.ชาลี ระบุ
รศ.ดร.ชาลี ยืนยันว่า การปรับโครงสร้างราคาก๊าซไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ เพราะในอดีตคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เคยดำเนินมาตรการลักษณะนี้มาแล้ว และสามารถลดค่าไฟลงได้ทันทีถึง 12 สตางค์ต่อหน่วย “นี่คือมาตรการที่ง่ายที่สุด และเร็วที่สุด”
ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการลดค่าไฟอย่างยั่งยืน ก็จำเป็นต้องกล้าปรับสมดุลผลประโยชน์ในระบบพลังงานใหม่ทั้งหมด
เร่งแก้ปัญหา “เงินกินเปล่า” ในสัญญาโรงไฟฟ้า
นอกจากการลดต้นทุนเชื้อเพลิงแล้ว การจัดการภาระจากสัญญารับซื้อไฟฟ้าระยะยาวกับโรงไฟฟ้าเอกชน ซึ่งกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่บวกเพิ่มในบิลค่าไฟของประชาชน ก็เป็นอีกหมุดหมายสำคัญที่ต้องจัดการ
รศ.ดร.ชาลี ยกตัวอย่างเรื่อง “ค่าความพร้อมจ่าย” (Availability Payment) ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบุไว้ในสัญญาระหว่างโรงไฟฟ้ากับรัฐ และเป็นหลักประกันว่าแม้จะไม่มีการเดินเครื่องผลิตไฟแต่โรงไฟฟ้าจะยังคงมีรายได้จากรัฐ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายที่รัฐ “จ่ายเปล่า” ให้โรงไฟฟ้า ก็จะถูกเฉลี่ยมาอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชนทุกคน
ดังนั้น “ค่าความพร้อมจ่าย” จึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการทบทวน ไม่ใช่ในลักษณะ “ยกเลิกทันที” เพราะในทางธุรกิจ โรงไฟฟ้าต้องลงทุนก่อสร้างล่วงหน้า และต้นทุนเหล่านั้นถูกคืนกลับผ่านค่าความพร้อมจ่าย หากรัฐยกเลิกเงื่อนไขดังกล่าวในโรงไฟฟ้าที่ทำสัญญาไปแล้ว อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุน แต่สิ่งที่ทำได้ คือการเจรจาปรับเงื่อนไขสัญญาใหม่ในอนาคต และหลีกเลี่ยงการสร้างโรงไฟฟ้าเกินความจำเป็น
ในทำนองเดียวกัน โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนก็มีค่ากินเปล่าที่เรียกว่า “แอดเดอร์” ซึ่งเป็นอัตราค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่มที่รัฐจ่ายให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เนื่องจากในอดีต ช่วงปี 2550 การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีต้นทุนแพง รัฐต้องการสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ในยุคนั้น จึงออกมาตรการกระตุ้นชั่วคราว แต่มาตรการดังกล่าวกลับถูกต่ออายุโดยอัตโนมัติมาตลอดจนแทบเป็นนโยบายถาวร ซึ่งเป็นภาระในบิลค่าไฟของประชาชนเช่นกัน
เบื้องหลังปัญหาค่าไฟแพงของไทยในสายตาของ รศ.ดร.ชาลี จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ราคาพลังงานโลก” หากเป็นผลจากการตัดสินใจเชิงนโยบายสะสมต่อเนื่องมาหลายปี
รศ.ดร.ชาลี กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งทำต่อจากนี้ คือการสร้างระบบที่ทำให้ประชาชน “พึ่งพาตัวเองด้านพลังงาน” ได้มากขึ้น โดยเฉพาะการผลักดันพลังงานแสงอาทิตย์ภาคครัวเรือน หรือ โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ให้กลายเป็นเรื่องปกติของสังคมไทย ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เข้าถึงได้เฉพาะคนมีรายได้สูง
ที่ผ่านมา ประเทศไทยเริ่มเห็นสัญญาณบางอย่างที่ถือเป็นก้าวแรกที่ดี เช่น มาตรการเน็ตบิลลิ่ง (Net Billing) หรือระบบการที่รับซื้อไฟจากบ้านที่ผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์จำนวน 500 เมกะวัตต์ จำกัดกำลังการผลิตไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อหลังคาเรือน ซึ่งสะท้อนว่ารัฐเริ่มเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีบทบาทในระบบพลังงานมากขึ้น
ทิศทางพลังงานไทย สู่พลังงานหมุนเวียน
อีกหนึ่งความผิดพลาดสำคัญคือการใช้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ แผนพีดีพี (PDP: Power Development Plan) ที่ล้าสมัย รศ.ดร.ชาลี ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยในปี 2026 ยังคงดำเนินนโยบายพลังงานบนฐานของแผน พีดีพี ปี 2018 ซึ่งถูกร่างขึ้นก่อนสถานการณ์โควิด-19 และไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกพลังงานปัจจุบัน ผลลัพธ์คือ ประเทศไทยยังคงเดินหน้าเซ็นสัญญาโรงไฟฟ้าใหม่ แม้ระบบจะมีไฟฟ้าสำรองล้นเกินถึง 40 – 50% ซึ่งกลายเป็นภาระต้นทุนระยะยาวที่ประชาชนต้องร่วมแบกรับผ่านค่าไฟ
ยิ่งไปกว่านั้น ทิศทางการพัฒนาไฟฟ้าไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยังผูกติดอยู่กับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ จนต้องพึ่งพา LNG นำเข้าซึ่งมีราคาผันผวนตามตลาดโลกและสถานการณ์สงคราม จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเคยเผชิญวิกฤตต้นทุนพลังงาน จนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องแบกรับภาระหนี้สะสมจำนวนมหาศาลในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แผนพีดีพีฉบับใหม่ที่กำลังจะประกาศในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เริ่มเห็นแนวทางใหม่จากกระทรวงพลังงาน ทั้งการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) การเปิดทางให้ประชาชนเป็นทั้งผู้ใช้และผู้ผลิตไฟฟ้าในเวลาเดียวกัน (Prosumer) ตลอดจนแนวคิดการเปิดให้เอกชนเข้าถึงระบบสายส่งได้อย่างเสรี (TPA) มากขึ้น หากมาตรการเหล่านี้เกิดขึ้นจริง ประเทศไทยอาจกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของระบบพลังงาน
“ที่ผ่านมา เราติดกับดักคำว่า ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ จนเชื่อว่าต้องสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ต้องใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเท่านั้น ทั้งที่จริงแล้ว พลังงานหมุนเวียนก็สร้างความมั่นคงได้เช่นกัน” รศ.ดร.ชาลี กล่าว
สำหรับเป้าหมายระยะยาว รศ.ดร.ชาลี มองว่า ภายในปี 2035 หรืออีก 9 ปีข้างหน้า ประเทศไทยควรมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 50% และเพิ่มเป็น 75% ภายในปี 2040 ก่อนมุ่งสู่เกือบ 100% ในปี 2050 หากประเทศต้องการบรรลุเป้าหมาย คาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon) อย่างแท้จริง
รศ.ดร. ชาลี แสดงความเห็นว่า ภาคไฟฟ้าเป็น “ต้นน้ำ” ของการลดคาร์บอน เพราะไฟฟ้าจะกลายเป็นพลังงานหลักของระบบขนส่งและภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ในอนาคต หากภาคไฟฟ้าไม่ลดการปล่อยคาร์บอน ภาคอื่นก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะลดลงสู่ศูนย์
ทั้งนี้ หลายประเทศกำลังพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง ยกตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักร ที่บางช่วงเวลาสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ 100% ดังนั้นประเทศไทยก็สามารถไปถึงจุดนั้นได้หากเงื่อนไขเชิงนโยบายเอื้ออำนวย
หนุนประชาชนใช้พลังงานหมุนเวียน
“หัวใจสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ คือการทำให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้จริง” รศ.ดร.ชาลี กล่าวและว่า มาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์เซลล์ 200,000 บาท ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และควรถูกขยายระยะเวลาต่อไปในอนาคต แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือการออกแบบ “กลไกทางการเงิน” ที่ทำให้คนรายได้น้อยสามารถติดตั้งโซลาร์ได้โดยไม่ต้องใช้เงินก้อน
รศ.ดร. ชาลี เสนอแนวคิดการผ่อนค่าโซลาร์เซลล์ผ่านบิลค่าไฟ หรือ “On-bill Payment” ซึ่งเป็นโมเดลที่เปิดทางให้ผู้ให้บริการลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้ประชาชนก่อน โดยเจ้าของบ้านไม่จำเป็นต้องวางเงินดาวน์ จากนั้นจึงค่อยทยอยชำระคืนผ่านบิลค่าไฟรายเดือน ในอัตราที่ต่ำกว่ามูลค่าค่าไฟที่ประหยัดได้จริง
ยกตัวอย่างเช่น หากติดตั้งโซลาร์เซลล์ราคา 30,000 บาท และช่วยลดค่าไฟได้เดือนละ 600 บาท ผู้ใช้ไฟอาจจ่ายค่าผ่อนผ่านบิลเพียงเดือนละ 500 บาท เท่ากับยังประหยัดค่าไฟได้ทันที 100 บาทตั้งแต่เดือนแรก และเมื่อผ่อนครบใน 3 – 4 ปี ก็จะได้ประโยชน์เต็มจำนวนไปอีกยาวนานตลอดอายุแผงที่ใช้งานได้กว่า 25 ปี
การปฏิรูปพลังงานไทยจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคของระบบไฟฟ้า หากคือการเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ พลังงาน และประชาชน จากระบบที่ประชาชนเป็นเพียงผู้จ่ายค่าไฟ ไปสู่ระบบที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของพลังงานของตัวเองได้ และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “ค่าไฟที่เป็นธรรม” อย่างแท้จริงในอนาคต



