Ribbon

เตรียมเสนอกฎหมาย แก้ “หนี้ไม่เป็นธรรม” ทำคนไทยติดกับดัก

Getting your Trinity Audio player ready...

สภาผู้บริโภค เตรียมเสนอแนวทางแก้ไข “หนี้ไม่เป็นธรรม” ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูงและมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะหนี้ไม่มีหลักประกันที่คิดดอกเบี้ยสูง จนทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากติดกับดักหนี้ระยะยาว

รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ กรรมการนโยบาย ด้านการเงิน และการธนาคาร สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ปี 2568 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อจีดีพีอยู่ที่ 86.3% เฉลี่ยประมาณ 740,000 บาทต่อครัวเรือน และมีสัดส่วนหนี้นอกระบบถึง 35% สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานของระบบเศรษฐกิจไทย ที่มีอัตราการเติบโตต่ำต่อเนื่อง นับตั้งแต่โควิด 19 รายได้ครัวเรือนไม่เพิ่มขึ้น สวนทางกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดกลุ่มลูกหนี้ที่ “จ่ายแบบเสี่ยง” หรือจ่ายเพียงดอกเบี้ยโดยเงินต้นแทบไม่ลดลง

หนี้ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะ “หนี้ไม่มีหลักประกัน”

รายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยปี 2568 ระบุว่า ระดับหนี้ยังทรงตัวในระดับสูงเมื่อเทียบกับภูมิภาค และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงติดอันดับต้น ๆ ของโลก อยู่ที่ 86.3% เฉลี่ยนหนี้สินต่อครัวเรือนอยู่ที่ 740,000 บาท โดยหนี้อันดับ 1 คือหนี้บัตรเครดิต 46.8% รองลงมา เป็นหนี้บ้าน 40% และอันดับ 3 หนี้ยานพาหนะ 37.1% โดยผลสำรวจของหอการค้าแห่งประเทศไทย พบว่า สาเหตุที่ก่อให้เกิดขึ้นปัญหาหนี้เพิ่มขึ้น 12.3% เกิดจากค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด 10.7% เกิดจากภาระทางครอบครัว และรายได้ไม่พอรายจ่าย 9.8%

นอกจากนี้ ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า หนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของหนี้ในระบบ กลุ่มนี้มักเผชิญอัตราดอกเบี้ยสูง และเมื่อผิดนัดชำระจะถูกคิดดอกเบี้ยเพิ่มแบบทบต้น สุดท้ายกลายเป็นคดีความ ถูกฟ้องร้องและบังคับคดียึดทรัพย์อื่น เช่น บ้านหรือทรัพย์สินจำเป็น

รศ.ดร.นวลน้อย ระบุว่า ปัญหานี้สะท้อน “ความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง” เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายจำกัดเพดานภาระหนี้รวมที่ลูกหนี้ต้องชำระในกรณีหนี้ไม่มีหลักประกัน แตกต่างจากหลายประเทศที่กำหนดเพดานยอดหนี้รวมประเภทนี้ไว้ว่า ต้องไม่เกินกี่เท่าของเงินต้น เพื่อไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบลูกหนี้มากเกินไป

ขณะเดียวกัน หนี้นอกระบบยังเป็นอีกปมปัญหาใหญ่ แม้ภาครัฐพยายามดึงเข้าสู่ระบบหรือซื้อหนี้มาเจรจาปรับโครงสร้าง แต่จำนวนผู้เข้าสู่กระบวนการยังไม่มาก สะท้อนข้อจำกัดของมาตรการของภาครัฐที่มุ่งแก้รายกรณี มากกว่าการจัดการต้นตอปัญหา

รศ.ดร.นวลน้อย เห็นว่า แนวทางของพรรคการเมืองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้+” ของพรรคภูมิใจไทย หรือแนวคิดล้างหนี้บางประเภทของพรรคเพื่อไทย ล้วนมีเป้าหมายช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม แต่หากไม่แก้ที่ต้นเหตุ เช่น รายได้ครัวเรือนไม่เพียงพอ โครงสร้างการผลิตภาคเกษตรไม่มีประสิทธิภาพ และตลาดแรงงานไม่รองรับผู้สูงอายุ ที่ยังจำเป็นต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ เพราะไม่มีเงินออม  ปัญหาหนี้ก็จะวกกลับมาอีก

ชี้แก้ปลายเหตุไม่พอ ต้องแก้ “หนี้ไม่เป็นธรรม” ควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับรายได้และประสิทธิภาพการผลิต

สภาผู้บริโภคจึงเตรียมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาออกกฎหมายควบคุม “หนี้ไม่เป็นธรรม” โดยเฉพาะหนี้ไม่มีหลักประกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาสภาพปัญหา และแนวทางแก้ไข เพื่อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป นอกจากนี้ ยังเสนอให้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กัน ได้แก่

  • เพิ่มรายได้กลุ่มเกษตรกรและแรงงานนอกระบบ
  • ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับผลิตภาพ
  • จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบเหตุวิกฤตหรืออุบัติเหตุที่ทำให้สูญเสียรายได้กะทันหัน
  • ส่งเสริมวินัยทางการเงินและความรู้ด้านการกู้ยืมอย่างรับผิดชอบ

“การพักหนี้หรือหยุดหนี้ช่วยได้ระยะสั้น แต่ถ้าไม่แก้โครงสร้างรายได้และความไม่เป็นธรรมในระบบสินเชื่อ ปัญหาจะยิ่งซับซ้อนขึ้น และในที่สุดผู้บริโภคก็จะติดกับดักหนี้ไม่จบ ข้อเสนอครั้งนี้จึงเป็นความพยายามผลักดันให้การแก้หนี้ของประเทศไทยขยับจากมาตรการเฉพาะหน้า ไปสู่การปฏิรูปเชิงระบบ เพื่อคลี่คลายปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ฝังรากลึกในเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน.” รศ.ดร.นวลน้อยกล่าวทิ้งท้าย


เมื่อติดกับหนี้นอกระบบ ถูกทวงหนี้โหด ไม่โอนเพิ่ม-แจ้งความ

ยกระดับสินเชื่อทะเบียนรถ จัดทำ “สัญญาโปร่งใส” ลูกหนี้ชั้นดีต้องลดดอกเบี้ย