Ribbon

หน่วยจังหวัดฯ อยุธยา ผนึกกำลัง 28 ภาคี ดัน “รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย”

Getting your Trinity Audio player ready...

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หน่วยงานประจำจังหวัดของสภาผู้บริโภค ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย 19 โรงเรียน และ 9 หน่วยงาน จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU เรื่อง “การขยายผลระบบจัดการรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนในเด็กและเยาวชน” ณ โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย โดยมี นายเดชาธร เชาว์เลขา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานในการลงนาม

รองผู้ว่าฯ ชูความร่วมมือทุกภาคส่วน สร้างความปลอดภัยทั้งระบบ

เดชาธร เชาว์เลขา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่าขับเคลื่อนระบบรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานด้านการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยให้ความสำคัญกับการตรวจสอบสภาพรถและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการจัดจุดรับ-ส่งนักเรียนให้มีความปลอดภัย รวมถึงการตรวจสอบคุณสมบัติและความพร้อมของผู้ขับรถอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านพฤติกรรมเสี่ยง การดื่มสุรา และสารเสพติด เพื่อป้องกันความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ

เดชาธร กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือของภาคีเครือข่ายครั้งนี้ถือเป็น “คำมั่นสัญญา” หรือจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกัน เพื่อให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีระบบดูแลความปลอดภัยที่ชัดเจน ครอบคลุมตั้งแต่รถ ผู้ขับขี่ ไปจนถึงจุดรับ-ส่งนักเรียน พร้อมนำบทเรียนจากอุบัติเหตุที่ผ่านมาไปปรับปรุงมาตรการและขยายผลสู่พื้นที่อื่น เพื่อสร้างความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ขนส่งอยุธยาเตรียมขึ้นทะเบียนรถรับส่งนักเรียน ใช้ฐานข้อมูลตรวจสอบมาตรฐาน

ปริญญา หัสดินทร ณ อยุธยา ขนส่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า การลงนาม MOU เป็นเพียงจุดเริ่มต้น โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้เกี่ยวข้อง คนขับรถ ผู้ปกครอง และนักเรียน เพื่อให้การจัดระบบรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมการขนส่งทางบกได้พัฒนาระบบสคูลบัสเซฟตี้ (School Bus Safety) เพื่อให้โรงเรียนรวบรวมและบันทึกข้อมูลรถรับส่งนักเรียนเข้าสู่ฐานข้อมูลบนเว็บไซต์ พร้อมทั้งขอความร่วมมือหน่วยงานด้านการศึกษาและสถานศึกษาทั่วจังหวัดดำเนินการบันทึกข้อมูลรถที่ให้บริการรับส่งนักเรียนในระบบ

ปริญญา กล่าวต่อว่า กรมการขนส่งทางบกมีนโยบายปรับปรุงระบบรถรับส่งนักเรียน โดยมีแผนเตรียมจัดให้มีการจดทะเบียนรถรับส่งนักเรียนโดยเฉพาะ และกำหนดหมวดอักษรทะเบียนเป็นหมวดพิเศษ เพื่อให้สะดวกต่อการตรวจสอบรถที่ผ่านมาตรฐานและการกำกับดูแล พร้อมมีแผนนำเงินจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) มาสนับสนุนโรงเรียนและเจ้าของรถที่ดำเนินการถูกต้องตามมาตรฐาน ทั้งด้านสภาพรถและผู้ขับรถ รวมถึงพร้อมให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกแก่สถานศึกษาที่ต้องการตรวจสอบหรือดำเนินการขออนุญาตรถรับส่งนักเรียน และการจัดอบรมด้านการขับขี่ปลอดภัยให้กับผู้ประกอบการหรือพนักงานขับรถ เพื่อให้รถรับ-ส่งนักเรียนเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องและปลอดภัย

โรงเรียนคือจุดเชื่อมสำคัญของระบบความปลอดภัย

ชลดา บุญเกษม ประธานศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ความปลอดภัยในการเดินทางของนักเรียนต้องอาศัยการดูแลอย่างเป็นระบบและความร่วมมือจากทุกฝ่าย ตั้งแต่ บ้าน โรงเรียน ผู้ประกอบการ ไปจนถึงหน่วยงานกำกับดูแล โดยผู้ปกครองควรเลือกใช้รถรับส่งนักเรียนที่ผ่านการตรวจสอบและได้มาตรฐาน ขณะที่โรงเรียนต้องมีบทบาทสำคัญในการรวบรวมข้อมูลรถ ผู้ขับรถ และมาตรฐานความปลอดภัย ก่อนเชื่อมโยงข้อมูลกับสำนักงานขนส่งเพื่อร่วมกันกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ

ชลดา กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามการตรวจสอบเพียงครั้งเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากสภาพรถ อุปกรณ์ความปลอดภัย และรูปแบบการใช้งานอาจเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรมีการตรวจสอบและรับรองซ้ำอย่างต่อเนื่อง เช่น ทุกภาคการศึกษา เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยให้คงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ MOU ที่มุ่งให้เกิดการติดตาม ประเมินผล และนำปัญหาอุปสรรคมาปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กและเยาวชน

ปิดช่องว่าง “บ้าน-โรงเรียน-ผู้ประกอบการ” เดินหน้ายกระดับ รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย

วนิดา ด่านชัยสิทธิ์ ผู้รับผิดชอบโครงการการสนับสนุนการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเมืองมรดกโลกจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อทุกคน ภายใต้ความร่วมมือของสภาผู้บริโภค และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ปัจจุบันรถรับส่งนักเรียนมีหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งรถรับจ้างที่นำรถส่วนบุคคลมาดัดแปลงให้บริการ ซึ่งบางส่วนยังไม่เข้าสู่ระบบการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย จึงจำเป็นต้องผลักดันให้รถรับส่งนักเรียนเข้าสู่ระบบและผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานขนส่งจังหวัด เพื่อให้เป็นหลักประกันว่ารถมีความพร้อมก่อนให้บริการ ขณะที่ผู้ปกครองจำนวนมากยังไม่มีทางเลือกในการเดินทางเนื่องจากข้อจำกัดของระบบขนส่งสาธารณะที่ยังไม่ครอบคลุม ทำให้ต้องพึ่งพารถรับ-ส่งนักเรียน และความปลอดภัยจึงไม่ควรเป็นภาระของผู้ปกครองฝ่ายเดียว แต่จำเป็นที่ต้องมีระบบในการกำกับดูแลให้เกิดความปลอดภัยในการเดินทาง

วนิดา กล่าวว่า การลงนาม MOU จะมีแนวทางผลักดันให้โรงเรียนที่เข้าร่วมพัฒนาฐานข้อมูลการเดินทางของนักเรียนแต่ละโรงเรียน ทั้งข้อมูลรถรับส่ง ผู้ขับขี่ เส้นทาง จุดจอด การเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ การรับส่งโดยผู้ปกครอง สถานการณ์การเดินทางและจุดเสี่ยง ไปจนถึงการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลมาเชื่อมโยงการทำงานและวางมาตรการความปลอดภัยให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ โดยศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคฯ จะทำหน้าที่ประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พร้อมมีส่วนร่วมเฝ้าระวังและติดตามคุณภาพรถรับ-ส่งนักเรียน และรับเรื่องร้องเรียน รวมถึงร่วมเสนอแนวทางพัฒนานโยบายและมาตรฐาน เพื่อสร้างระบบความปลอดภัยในการเดินทางของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ความร่วมมือในครั้งนี้ จะมีภาคีเครือข่าย 28 หน่วยงานร่วมขับเคลื่อน เพื่อให้การดูแลความปลอดภัยของนักเรียนไม่เป็นภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน