Ribbon

เมื่อสิทธิต้องแลกด้วยชีวิต บำนาญถ้วนหน้า คือคำตอบของสังคมสูงวัย

เมื่อสิทธิต้องแลกด้วยชีวิต บำนาญถ้วนหน้า คือคำตอบของสังคมสูงวัย

กรณีหญิงวัย 69 ปี ที่ต้องลงจากดอยเพื่อยื่นอุทธรณ์สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก่อนเสียชีวิตหลังรอคิวนาน เช่นเดียวกับคุณยายวัย 86 ปี ที่ต้องดิ้นรนเดินเท้ากว่าหนึ่งกิโลเมตร เพื่อยื่นอุทธรณ์สิทธิแทนสามีวัย 90 ปี ภาพเหล่านี้ไม่ใช่โศกนาฏกรรมของคนเพียงสองครอบครัว แต่สะท้อนคำถามสำคัญว่า เหตุใดผู้สูงอายุไทยจึงยังต้องต่อสู้ หรือแลกด้วยชีวิตเพื่อพิสูจน์ความจน ทั้งที่ควรได้รับหลักประกันในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

“คนจนไม่ควรต้องพิสูจน์ว่าตัวเองจน” ประโยคนี้อาจเป็นคำอธิบายที่สั้นที่สุดของปัญหาระบบสวัสดิการไทยในปัจจุบัน เหตุการณ์หญิงวัย 69 ปี ชาวบ้านบนดอยสกาด จังหวัดน่าน ที่เดินทางลงจากภูเขาเพื่อยื่นอุทธรณ์สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก่อนหมดสติและเสียชีวิตหลังรอคิว เป็นภาพสะเทือนใจที่สังคมไทยไม่ควรมองว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ

ก่อนหน้านั้นไม่นาน สังคมยังได้เห็นภาพคุณยายวัย 86 ปี เดินเท้ากว่า 1 กิโลเมตร เพื่อยื่นอุทธรณ์สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้สามีวัย 90 ปี เพราะเกรงว่าจะหมดเขตการยื่นคำร้อง

ทั้งสองเหตุการณ์อาจแตกต่างกันในรายละเอียด แต่มีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือผู้สูงอายุยังต้อง “ดิ้นรน” เพื่อเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรเป็นหลักประกันของชีวิต คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า เหตุใดคนเหล่านี้จึงไม่ได้รับสิทธิ แต่คำถาม คือเหตุใดสิทธิขั้นพื้นฐานจึงยังต้องแลกด้วยการเดินทาง ความเหนื่อยล้า หรือแม้กระทั่งชีวิต

ระบบสงเคราะห์ ไม่ใช่หลักประกัน

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อปี 2568 พบว่า ประเทศไทยมีผู้สูงอายุวัย 60 ปีขึ้นไป กว่า 13.6 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งประเทศ ทำให้เราต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการดูแลผู้สูงวัย ซึ่งระบบสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุในปัจจุบันยังคงยึดโยงกับแนวคิด “การสงเคราะห์” มากกว่าการรับรองสิทธิ

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในปัจจุบันอยู่ที่ 600 – 1,000 บาทต่อเดือน ขณะที่การเข้าถึงสวัสดิการอื่น ๆ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังคงต้องผ่านกระบวนการคัดกรองและพิสูจน์คุณสมบัติ ส่งผลให้ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยต้องเดินทางหลายรอบ ยื่นเอกสารซ้ำ หรืออุทธรณ์สิทธิ ทั้งที่บางคนมีข้อจำกัดด้านสุขภาพและการเดินทาง

การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในปี 2569 ล่าสุด ยังคงมีภาพของผู้สูงอายุที่ต้องต่อแถวเพื่อพิสูจน์ว่าตนเอง “จนพอ” จึงไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมที่กำลังเข้าสู่ยุคผู้สูงวัย

ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดเฉพาะกับผู้สูงอายุ ข่าวการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการ หรือการยอมกู้หนี้ ขายที่ดิน เพื่อแลกกับการได้เป็นข้าราชการ ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนความจริงที่ว่า คนไทยจำนวนมากไม่ได้ต้องการเพียง “อาชีพ” แต่ต้องการ หลักประกันของชีวิต เพราะการมีเงินเดือนประจำ มีบำนาญ มีหลักประกันสุขภาพ และมีความมั่นคงหลังเกษียณ กลายเป็นสิ่งที่แรงงานส่วนใหญ่ในระบบเศรษฐกิจทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ เมื่อระบบสวัสดิการไม่ครอบคลุม คนจึงแข่งขันเพื่อเข้าไปอยู่ในระบบที่มีหลักประกันแทน

บำนาญถ้วนหน้า ไม่ใช่ภาระ แต่คือการลงทุน

สภาผู้บริโภคเสนอมาโดยตลอดว่า ประเทศไทยควรเปลี่ยนจากแนวคิด “เบี้ยยังชีพ” ไปสู่ บำนาญประชาชนถ้วนหน้า โดยมีหลักการสำคัญคือ ผู้สูงอายุทุกคนควรได้รับรายได้พื้นฐานเพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่ต้องพิสูจน์ความยากจน ไม่ต้องผ่านการคัดกรองซ้ำซ้อน และไม่ต้องเสี่ยงหลุดจากระบบเพราะข้อจำกัดด้านเอกสารหรือการเดินทาง

ข้อเสนอเรื่องบำนาญถ้วนหน้าไม่ใช่เพียงแนวคิดด้านสิทธิมนุษยชน แต่มีหลักฐานทางเศรษฐศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน งานวิจัยที่จัดทำโดยสภาผู้บริโภคร่วมกับเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ เครือข่าย We Fair และคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า หากประเทศไทยจัดสรรบำนาญประชาชนถ้วนหน้า จะก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 700,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี และทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้น 4.17%

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือเงินบำนาญไม่ได้หายไปกับการใช้จ่าย แต่กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านการซื้ออาหาร ยา ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายในชุมชน และสร้างการหมุนเวียนของรายได้ในระดับท้องถิ่น นี่จึงเป็นนโยบายที่ไม่เพียงลดความยากจน แต่ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน

ถึงเวลาเลิกเกณฑ์ “คัดกรองคนจน”

กรณีหญิงวัย 69 ปี และคุณยายวัย 86 ปี ไม่ใช่ความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน หากแต่สะท้อนข้อจำกัดของระบบที่ยังผูกสิทธิไว้กับการพิสูจน์คุณสมบัติ ยิ่งสังคมไทยมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น กระบวนการลักษณะนี้จะยิ่งสร้างภาระทั้งต่อประชาชนและภาครัฐ

ถึงเวลาที่รัฐบาลควรทบทวนการออกแบบสวัสดิการผู้สูงอายุ โดยลดการพึ่งพาระบบคัดกรองที่ซับซ้อน และเดินหน้าออกกฎหมาย บำนาญประชาชนถ้วนหน้า ซึ่งรับรองสิทธิของผู้สูงอายุทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยกำหนดเงินบำนาญที่ 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราไม่ต่ำกว่าเกณฑ์เส้นความยากจนตามความหมายของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้กับผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน

หากรัฐบาลยังคงยึดติดกับแนวคิดว่าผู้สูงอายุต้องพิสูจน์ว่าตนเอง “จนพอ” จึงจะได้รับความช่วยเหลือ เหตุการณ์เช่นนี้อาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เพราะในท้ายที่สุด สิทธิที่ประชาชนควรได้รับโดยกำเนิด ไม่ควรต้องแลกด้วยการเดินทางอันยากลำบาก ความเจ็บป่วย หรือแม้แต่ชีวิตของใครคนหนึ่ง

และหากประเทศไทยต้องการสร้างสังคมที่ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี เศรษฐกิจเติบโตอย่างทั่วถึง และประชาชนทุกคนมีหลักประกันในบั้นปลายชีวิต คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มเงื่อนไขของสวัสดิการ แต่คือการสร้าง “บำนาญประชาชนถ้วนหน้า” ให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคน


ยายอายุ 69 ปี เหมารถลงจากดอยยื่นอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก่อนวูบเสียชีวิต

ยายวัย 86 ไม่ยอมแพ้ เดินเท้ากว่า 1 กิโลเมตร มารับเจ้าหน้าที่ไปช่วยยื่นอุทธรณ์ให้สามีวัย 90 ปี หลังถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และข้อมูลขึ้นมีรถครอบครองถึง 2 คัน

ระเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ชนิดรวดเร็ว