| Getting your Trinity Audio player ready... |

22 กันยายน วันปลอดรถ (Car Free Day) สภาผู้บริโภคชวนมองไกลกว่าการ ‘งดใช้รถ 1 วัน’ เพราะตราบใดที่คนกรุงเทพฯ ยังต้องจ่ายค่าเดินทางแพง ขณะที่คนต่างจังหวัดต้องเผชิญปัญหา ‘รถน้อย คอยนาน’ การลดใช้รถยนต์ส่วนตัวก็อาจยังเป็นทางเลือกที่หลายคนเลือกไม่ได้
ทุกการเดินทางมีราคาที่ต้องจ่าย
บางคนจ่ายด้วย ‘เงิน’ เพราะต้องใช้ขนส่งที่ราคาแพง หรือต้องต่อรถหลายทอด
บางคนจ่ายด้วย ‘เวลา’ เพราะต้องรอรถเป็นชั่วโมง
และบางคนอาจต้องจ่ายด้วย ‘โอกาส’
เพราะไม่มีรถสาธารณะพาไปถึงโรงเรียน ที่ทำงาน หรือโรงพยาบาล
วันที่ 22 กันยายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันปลอดรถ” หรือ คาร์ฟรีเดย์ (World Car Free Day) ซึ่งทั่วโลกรณรงค์ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เพื่อชวนผู้คนทดลองเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง หันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ จักรยาน หรือการเดินมากขึ้น พร้อมกับตั้งคำถามต่อการออกแบบเมืองที่พึ่งพารถยนต์เป็นหลัก
สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “วันนี้คุณพร้อมจอดรถไว้ที่บ้านหรือยัง?” แต่อาจต้องถามก่อนว่า “ถ้าจอดรถไว้ที่บ้าน แล้วเรามีทางเลือกอื่นให้เดินทางหรือยัง?”
กรุงเทพฯ มีรถให้ขึ้น แต่ราคาอาจทำให้ขึ้นทุกวันไม่ได้
นายคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค ระบุว่า ปัญหาระบบขนส่งสาธารณะของไทยมีหน้าตาแตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประชาชนมีทางเลือกค่อนข้างหลากหลาย ทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ เรือ หรือรถรับจ้าง แต่ปัญหาสำคัญคือ “ราคา” โดยเฉพาะการเดินทางที่ต้องเชื่อมต่อรถไฟฟ้าหลายสาย หรือเดินทางต่อด้วยระบบขนส่งประเภทอื่น ทำให้ค่าใช้จ่ายสะสมจนกลายเป็นภาระในชีวิตประจำวัน
นี่คือเหตุผลที่สภาผู้บริโภคผลักดันแนวคิด “ขนส่งสาธารณะทุกคนขึ้นได้ทุกวัน” มาอย่างต่อเนื่อง โดยเสนอว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะไม่ควรสูงจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต และเคลื่อนไหวสนับสนุนการกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่ประชาชนเข้าถึงได้ เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีรถไฟฟ้าครอบคลุมเมืองมากขึ้น แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถ “ขึ้นได้จริง และขึ้นได้ทุกวัน”
เพราะหากค่าเดินทางไป – กลับกลายเป็นสัดส่วนสูงของรายได้ การขอให้ประชาชนเปลี่ยนจากรถยนต์ส่วนตัวมาใช้ขนส่งสาธารณะเพื่อลดรถติดหรือมลพิษ ก็อาจยังไม่ใช่ทางเลือกที่เกิดขึ้นได้จริงสำหรับทุกคน
ต่างจังหวัด อีกโจทย์หนึ่งคือ ‘รถน้อย คอยนาน หรือไม่มีรถให้ขึ้น’
หากปัญหาของกรุงเทพฯ คือมีระบบขนส่งแต่ค่าโดยสารยังเป็นอุปสรรค โจทย์ของหลายจังหวัดกลับอยู่ที่ “มีรถให้ใช้หรือไม่” เพราะรถโดยสารมีน้อย รอนาน เส้นทางไม่ครอบคลุม หรือบางพื้นที่แทบไม่มีระบบขนส่งสาธารณะ ทำให้ประชาชนต้องพึ่งรถจักรยานยนต์และรถยนต์ส่วนตัว แม้จะมีต้นทุนสูง
สำหรับคนต่างจังหวัด รถส่วนตัวจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความสะดวก แต่ในหลายพื้นที่คือ ความจำเป็นเพราะยังไม่มีทางเลือกอื่น
สภาผู้บริโภคจึงทำงานร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สสส. และเครือข่ายผู้บริโภค เพื่อผลักดันให้ขนส่งสาธารณะเป็นบริการพื้นฐานของพื้นที่ ทั้งการพัฒนาเส้นทางรถโดยสาร การนำรถเมล์ไฟฟ้ามาใช้ การจัดบริการในเส้นทางที่จำเป็น และแนวคิด “กองทุนขนส่งสาธารณะระดับจังหวัด” เพื่อสร้างระบบที่มีความต่อเนื่อง
นายคงศักดิ์อธิบายว่า แต่ละจังหวัดไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบเดียวกัน เพราะโครงสร้างเมือง จำนวนประชากร และพฤติกรรมการเดินทางแตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือให้ท้องถิ่นและประชาชนร่วมกันออกแบบระบบที่ตอบโจทย์พื้นที่จริง
ปัจจุบัน การทำงานได้ขยายจากพื้นที่นำร่อง 12 จังหวัด ไปยังพื้นที่ขยายผลอีก 10 จังหวัด โดยมีตัวอย่างการขับเคลื่อนในหลายพื้นที่ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ สงขลา และกาญจนบุรี ตั้งแต่การปรับเส้นทางให้เชื่อมต่อกัน ไปจนถึงการผลักดันรถโดยสารไฟฟ้า เช่น กาญจนบุรีที่สภาผู้บริโภค สสส. และ อบจ. ร่วมกันผลักดัน EV Bus เพื่อเชื่อมชุมชน โรงเรียน และโรงพยาบาล
นอกจากนี้ วันคาร์ฟรีเดย์ปี 2569 องค์กรสมาชิกสภาผู้บริโภคในหลายจังหวัด เช่น กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต นครปฐม สงขลา น่าน ลำปาง ประจวบคีรีขันธ์ สุรินทร์ ปัตตานี และเชียงใหม่ ยังร่วมขับเคลื่อนเรื่องขนส่งสาธารณะยังจัดกิจกรรมรณรงค์พร้อมกัน
การเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำให้คาร์ฟรีเดย์ ไม่ได้หยุดอยู่ที่การชวนประชาชน “งดใช้รถ 1 วัน” แต่เป็นโอกาสตั้งคำถามกลับไปยังรัฐบาลและท้องถิ่นว่า หากประชาชนไม่ใช้รถส่วนตัว วันนี้มีระบบขนส่งที่พาไปทำงาน ไปโรงเรียน ไปโรงพยาบาล และใช้ชีวิตประจำวันได้จริงแล้วหรือยัง
รถรับส่งต้องปลอดภัย หมวกกันน็อกต้องได้มาตรฐาน
อีกด้านหนึ่งที่สภาผู้บริโภคพยายามผลักดันควบคู่กับระบบขนส่งสำหรับประชาชนทั่วไป คือ “การเดินทางที่ปลอดภัยของเด็กนักเรียน” เพราะสำหรับเด็ก การเดินทางไม่ได้มีเพียงคำถามว่ามีรถหรือไม่มีรถ แต่ยังมีคำถามสำคัญว่า รถที่นั่งไปโรงเรียนปลอดภัยแค่ไหน
สภาผู้บริโภคผลักดันมาตรฐานรถรับส่งนักเรียนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดระบบภายในโรงเรียน การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบและศูนย์เรียนรู้รถรับส่งนักเรียนปลอดภัย ตลอดจนการพัฒนา “เกณฑ์ประเมินการเดินทางเด็กนักเรียนที่ปลอดภัย” ร่วมกับภาคี เพื่อเปลี่ยนการจัดการจากการรอให้อุบัติเหตุเกิดขึ้นแล้วจึงแก้ไข ไปสู่ระบบป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า
ขณะเดียวกัน สภาผู้บริโภคยังผลักดันมาตรฐานความปลอดภัยของ รถทัศนศึกษา หลังประเทศไทยเคยเผชิญอุบัติเหตุร้ายแรงจากรถโดยสารที่ใช้รับส่งนักเรียน รวมถึงทำงานในประเด็นความปลอดภัยของการเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ และการยกระดับคุณภาพหมวกกันน็อก โดยร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) เสนอแนวคิด “ฉลากดาวหมวกกันน็อก” เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบระดับความปลอดภัยจากผลการทดสอบได้ง่ายขึ้น
จาก ‘Car Free Day’ สู่ขนส่งที่ใช้ได้ ‘Car Free Everyday’
สิ่งที่คาร์ฟรีเดย์กำลังบอกเราอาจไม่ใช่ว่า ทุกคนต้องเลิกใช้รถยนต์ส่วนตัวตั้งแต่วันนี้ แต่คือการชวนกลับมามองว่า เหตุใดในหลายเมืองของประเทศไทย รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์จึงกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
หากประชาชนมีรถสาธารณะที่เดินถึงได้ในระยะใกล้ รอไม่นาน เชื่อมต่อกันได้ ค่าโดยสารไม่กินรายได้จำนวนมาก เด็กเดินทางไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย ผู้สูงอายุ คนพิการ และคนที่ไม่มีรถส่วนตัวก็ยังออกจากบ้านได้การลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลย่อมไม่ใช่เรื่องที่ต้องใช้เพียงคำรณรงค์
ในมุมของสภาผู้บริโภค ศักยภาพในการสร้างระบบเช่นนี้มีอยู่แล้ว ทั้งอำนาจของรัฐบาล กลไกของท้องถิ่น งบประมาณ และตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในหลายจังหวัด โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การให้ความสำคัญกับขนส่งสาธารณะในฐานะ “บริการพื้นฐาน” ไม่ใช่มองเพียงว่าต้องทำอย่างไรให้ระบบเดินรถอยู่รอดในเชิงธุรกิจ
เพราะผลของระบบขนส่งไม่ได้หยุดอยู่ที่จำนวนผู้โดยสารหรือรายได้จากค่าโดยสาร แต่เชื่อมโยงกับการเข้าถึงงาน โรงเรียน โรงพยาบาล เศรษฐกิจของเมือง คุณภาพอากาศ ไปจนถึงโอกาสในชีวิตของประชาชน และนี่คือพื้นที่ที่ผู้บริโภคทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ ตั้งแต่สะท้อนปัญหาและความต้องการเดินทางของพื้นที่ตัวเอง ตั้งคำถามต่อ อบจ. เทศบาล กรุงเทพมหานคร และรัฐบาล ว่าระบบขนส่งที่มีอยู่ตอบโจทย์ประชาชนจริงหรือไม่ ไปจนถึงร่วมติดตามและผลักดันนโยบายให้บริการขนส่งสาธารณะถูกออกแบบโดยมีผู้ใช้บริการอยู่ตรงกลาง
หากประเทศไทยต้องการให้วันที่ 22 กันยายนมีความหมายมากกว่าการรณรงค์ปีละครั้ง สิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นคือ ระบบขนส่งสาธารณะครอบคลุม มีคุณภาพ สะดวก และช่วยลดภาระของประชาชน จนทำให้ทุกคนเลือกใช้ และรู้สึกว่า “ไม่ต้องมีรถส่วนตัวก็เดินทางได้” สภาผู้บริโภคชวนร่วมผลักดันเรื่องนี้ไปด้วยกัน เพื่อคุณภาพชีวิตของเราทุกคน



