Ribbon

ยื่น กมธ.สส.สาธารณสุข ค้านแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง หวั่นเปิดช่องร่วมจ่าย ณ จุดบริการ

Getting your Trinity Audio player ready...
ยื่น กมธ.สส.สาธารณสุข ค้านแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง หวั่นเปิดช่องร่วมจ่าย ณ จุดบริการ

วันที่ 22 ตุลาคม 2569 สภาผู้บริโภคและเครือข่ายกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร แสดงจุดยืนคัดค้านการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง โดยกังวลว่าการแก้ไขกฎหมายอาจเปิดช่องให้เกิดการร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล ณ จุดรับบริการ กระทบความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยเรื้อรังและกลุ่มเปราะบาง พร้อมเสนอให้แก้ปัญหางบประมาณและภาระทางการเงินของโรงพยาบาลผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและจัดสรรทรัพยากร แทนการผลักภาระให้ประชาชน

ยื่น กมธ.สส.สาธารณสุข ค้านแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง หวั่นเปิดช่องร่วมจ่าย ณ จุดบริการ

นิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในสัดส่วนภาคประชาชน ระบุว่า การเข้าชี้แจงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อแสดงเจตจำนง ค้านแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง หรือคัดค้านการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เนื่องจากกังวลว่าการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์บางประการอาจกระทบหลักการสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งมุ่งให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นโดยไม่ต้องเผชิญภาระค่าใช้จ่ายจนเกินกำลัง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เมื่อโรคร้ายพัดพา“ความมั่นคง” พังทลาย เสียงสะท้อนจากครอบครัวชนชั้นกลาง ทำไมเราจึงต้องปกป้อง “บัตรทอง”

ถกแก้บัตรทอง ประชาธิปัตย์ ย้ำจุดยืนไม่เอาร่วมจ่าย ณ จุดบริการ

ไลฟ์ : เดินหน้าสื่อสารทุกภาคส่วน คัดค้านการแก้กฎหมายบัตรทอง

นิมิตร์กล่าวเพิ่มเติมว่า การกำหนดให้ประชาชนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล ณ จุดบริการ โดยเฉพาะกรณีการรักษาด้วยเทคโนโลยีใหม่ อาจทำให้ผู้ที่มีกำลังทรัพย์สามารถเข้าถึงบริการได้มากกว่าผู้มีรายได้น้อย และสร้างความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพ นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลต่อการปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดสิทธิประโยชน์และระบบการจ่ายเงิน ซึ่งอาจกระทบกลไกการถ่วงดุลในการบริหารกองทุน

ทั้งนี้ เห็นว่ากฎหมายฉบับปัจจุบันมีเครื่องมือเพียงพอสำหรับการบริหารจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายทั้งฉบับ พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียึดมั่นในคำมั่นว่าจะไม่แก้ไขกฎหมายเพื่อนำไปสู่การร่วมจ่าย และขอให้ไม่ลงนามรับรองร่างกฎหมายดังกล่าว หากมีการเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณา

ยื่น กมธ.สส.สาธารณสุข ค้านแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง หวั่นเปิดช่องร่วมจ่าย ณ จุดบริการ

รศ.ภญ.ดร.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การพิจารณาสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีกระบวนการกลั่นกรองอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเจรจาต่อรองของคณะกรรมการยังมีส่วนช่วยลดต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่ายของระบบได้ จึงควรพิจารณาข้อมูลและกลไกที่มีอยู่ให้ครบถ้วนก่อนเสนอแก้ไขกฎหมาย

รศ.ภญ.ดร.ยุพดี ยังชี้แจงว่า บริการนวัตกรรมในชุมชนมีความสำคัญต่อประชาชนที่ไม่สะดวกเดินทางไปใช้บริการในสถานพยาบาลตามระบบปกติ เพราะช่วยลดทั้งภาระค่าเดินทาง เวลา และค่าใช้จ่ายแฝง การพิจารณาความคุ้มค่าของบริการจึงไม่ควรมองเฉพาะต้นทุนทางการแพทย์ แต่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนได้รับและความสามารถในการเข้าถึงบริการด้วย

สำหรับประเด็นการร่วมจ่าย สภาผู้บริโภคและเครือข่ายยืนยันว่า ข้อคัดค้านมุ่งไปที่การร่วมจ่าย ณ จุดรับบริการ ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการรักษาพยาบาลของประชาชนที่มีข้อจำกัดด้านรายได้ หากต้องการเพิ่มแหล่งเงินทุนให้ระบบสุขภาพ ควรพิจารณากลไกที่กระจายภาระอย่างเป็นธรรม เช่น การนำรายได้จากภาษีบาปหรือภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมาใช้สนับสนุนระบบสุขภาพ แทนการเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยเมื่อเข้ารับบริการ

อีกทั้งยังเสนอให้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระหว่าง 3 กองทุนสุขภาพ โดยเฉพาะการจัดซื้อยาร่วมกันเพื่อลดต้นทุนและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า พร้อมระบุว่ากฎหมายปัจจุบันมีบทเฉพาะกาล มาตรา 66 รองรับกลไกการบริหารร่วมกันบางประการอยู่แล้ว จึงควรพิจารณาใช้กลไกที่มีอยู่ให้เกิดผลก่อน โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขพระราชบัญญัติ

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีตัวแทนภาคประชาชนตั้งข้อสังเกตว่า การพิจารณาร่างกฎหมายควรอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่รอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นต้นทุนของโรงพยาบาลและการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ราคาแพง ซึ่งควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นถูกนำมาใช้กับผู้ป่วยบัตรทองมากน้อยเพียงใด และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเกิดจากบริการส่วนใด เพื่อให้การแก้ปัญหาทางการเงินของโรงพยาบาลตรงกับสาเหตุ และไม่กระทบสิทธิการรักษาของประชาชน

หากมีการจำกัดสิทธิหรือกำหนดให้ประชาชนร่วมจ่าย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อนอาจเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น ผู้ป่วยโรคไต มะเร็ง และเอชไอวี รวมถึงผู้สูงอายุที่ติดบ้านหรือติดเตียง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและอาจไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน การกำหนดขอบเขตของ “สิทธิพื้นฐาน” โดยไม่ชัดเจน อาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาสภาผู้บริโภคและเครือข่ายกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพจึงเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายอย่างรอบคอบ เปิดรับข้อมูลจากทุกฝ่าย และไม่เร่งรัดการแก้ไขโดยปราศจากการประเมินผลกระทบที่เพียงพอ พร้อมเชิญชวนเครือข่ายผู้ป่วยและผู้บริโภคทั่วประเทศเข้าร่วมสะท้อนข้อกังวลต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองในพื้นที่ เพื่อร่วมปกป้องระบบหลักประกันสุขภาพที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นได้อย่างเป็นธรรม