Ribbon

ชี้ผลกระทบ UPOV 1991 จำกัด “สิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์” ต้นทุนพุ่ง ผู้บริโภคจ่ายแพง

ชี้ผลกระทบ UPOV 1991 จำกัด "สิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์" ต้นทุนพุ่ง ผู้บริโภคจ่ายแพง

เมื่อพูดถึง UPOV 1991 หรือ “อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ค.ศ.1991” หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องของเกษตรกรและบริษัทเมล็ดพันธุ์เท่านั้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง กฎหมายนี้กำลังพูดถึงสิ่งที่อยู่ต้นทางของอาหารแทบทุกจาน นั่นคือ “สิทธิในพันธุ์พืช” ส่งผลกระทบต่อต้นทุน และอาหารที่ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงขึ้น

ผศ.ดร.สมชาย รัตนชื่อสกุล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ยืนยันว่า กฎหมายที่คุ้มครองพันธุ์พืชไม่ควรถูกวัดเพียงว่าคุ้มครองเจ้าของพันธุ์ได้เข้มงวดแค่ไหน แต่ต้องดูด้วยว่าการคุ้มครองนั้นกระทบเกษตรกร ความหลากหลายของพันธุ์พืช และผู้บริโภคอย่างไร โดยเฉพาะต้นทุนและภาระที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงกติกาในเรื่องการจัดเก็บ และสิทธิในเมล็ดพันธุ์พืช

เปลี่ยน “สิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์” กระทบถึงจานอาหาร

ประเด็นเรื่อง UPOV 1991 กำลังถูกจับตา หลังการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย – สหภาพยุโรปรอบที่ 10 ซึ่งมีข้อเสนอให้ไทยแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้สอดคล้องกับมาตรฐาน UPOV 1991 โดยไม่ได้หมายความว่าไทยต้องเข้าเป็นสมาชิก UPOV แต่เป็นการปรับกฎหมายภายในให้มีมาตรฐานการคุ้มครองในระดับดังกล่าว

ผศ.ดร.สมชายอธิบายว่า ทรัพย์สินทางปัญญามีลักษณะสำคัญคือการสร้างสิทธิผูกขาดตามกฎหมาย เมื่อสิ่งที่ได้รับการคุ้มครองคือ “พันธุ์พืช” ผลของการผูกขาดจึงมีความเฉพาะตัว เพราะพันธุ์พืชเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเกษตรและอาหาร

ดังนั้น คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่าใครเป็นเจ้าของพันธุ์พืช แต่ต้องมองต่อว่า ใครมีสิทธิใช้ ใครมีสิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์ ใครต้องขออนุญาต และใครต้องรับภาระหากเกิดข้อพิพาท

ในมุมผู้บริโภค ผลกระทบจึงอาจไม่ได้เกิดขึ้นที่หน้าร้านอาหารเท่านั้น แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงกติกาตลอดห่วงโซ่ของการผลิตอาหาร ตั้งแต่การเพาะปลูก การเข้าถึงพันธุ์พืช ไปจนถึงความหลากหลายของวัตถุดิบที่เข้าสู่ตลาด ต้นทุนที่สูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคปลายทาง

กฎหมายเดิม สร้างสมดุล ทรัพยากรในประเทศ

ผศ.ดร.สมชายระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยใช้ พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นระบบกฎหมายเฉพาะ ภายใต้กรอบขององค์การการค้าโลก (WTO) และความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า หรือ TRIPS (Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights) ที่เปิดทางให้แต่ละประเทศเลือกออกแบบระบบคุ้มครองพันธุ์พืชให้เหมาะกับบริบทของตนเอง

ทั้งนี้ กฎหมายไทยนำหลักเกณฑ์บางส่วนของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ค.ศ. 1978 หรือ UPOV 1978 มาใช้กับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ แต่ยังออกแบบกลไกอื่นเพิ่มเติมเพื่อคุ้มครองทรัพยากรพันธุกรรมของประเทศ พันธุ์พืชพื้นเมือง และพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น

ขณะเดียวกัน กฎหมายไทยยังเชื่อมโยงกับหลักการของ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ทั้งเรื่องการเข้าถึงทรัพยากร การขออนุญาต การตกลงเงื่อนไข และการแบ่งปันผลประโยชน์ รวมถึงการเปิดเผยแหล่งที่มาของพันธุ์พืช

“ระบบที่ไทยใช้อยู่พยายามวางสมดุลระหว่าง นักปรับปรุงพันธุ์ เกษตรกร และประโยชน์ของประเทศ มากกว่าการให้น้ำหนักกับสิทธิของเจ้าของพันธุ์เพียงด้านเดียว” ผศ.ดร.สมชาย ระบุ

“สิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์” ไม่ได้อยู่ในฐานะเดิม

หนึ่งในประเด็นที่ ผศ.ดร.สมชายให้ความสำคัญ คือสิทธิของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ต่อ ภายใต้กฎหมายไทยปัจจุบัน เกษตรกรยังสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองได้ ขณะที่การแลกเปลี่ยนหรือแบ่งปันเมล็ดพันธุ์ในวิถีเกษตรก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชที่มีอยู่

แต่หากไทยปรับกฎหมายตาม UPOV 1991 สิทธิของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์อาจถูกจำกัดมากขึ้น เพราะจะกลายเป็น “ข้อยกเว้น” ที่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย เช่น ใช้ได้กับใคร ปริมาณเท่าใด หรือใช้ในสถานการณ์ใดได้บ้าง แทนที่จะเป็นสิทธิที่เกษตรกรใช้ได้เหมือนเดิม ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงว่าเกษตรกรจะยังเก็บเมล็ดพันธุ์ได้หรือไม่ แต่ต้องดูว่า สิทธิในการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน และแบ่งปันเมล็ดพันธุ์จะถูกจำกัดมากน้อยเพียงใด

ผศ.ดร.สมชาย กล่าวว่า อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณีที่พันธุ์พืชจากแปลงหนึ่งไปปรากฏในอีกแปลงหนึ่งโดยไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ เช่น เมล็ดพันธุ์ปลิวไปตามธรรมชาติ หรือเกิดการผสมข้ามแปลง หากสิทธิของเจ้าของพันธุ์มีขอบเขตกว้างขึ้น อาจเกิดคำถามตามมาว่า ต้นพืชที่ปรากฏในแปลงของเกษตรกรอีกรายอยู่ภายใต้สิทธิของเจ้าของพันธุ์พืชหรือไม่ และใครต้องพิสูจน์ว่าเมล็ดพันธุ์นั้นมาถึงแปลงโดยไม่ได้ตั้งใจ

เนื่องจากการพิสูจน์อาจต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ ห้องปฏิบัติการ หรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยันที่มาของพันธุ์พืช สำหรับเกษตรกรรายย่อย ต้นทุนเหล่านี้อาจกลายเป็นภาระที่สูงเกินกว่าจะต่อสู้คดีได้ และอาจทำให้เลือกซื้อเมล็ดพันธุ์จากผู้ถือสิทธิโดยตรงเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

ในมุมนี้ UPOV 1991 จึงไม่ได้เปลี่ยนเพียง “สิทธิในเมล็ดพันธุ์” แต่ยังอาจเปลี่ยน ต้นทุนและความเสี่ยงที่แต่ละฝ่ายต้องรับเมื่อเกิดข้อพิพาท

ไม่ใช่แค่เมล็ดพันธุ์ สิทธิอาจเดินทางไปถึงผลผลิต

ผศ.ดร.สมชายอธิบายอีกว่า ภายใต้ UPOV 1991 สิทธิของเจ้าของพันธุ์ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเมล็ดพันธุ์หรือส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์เท่านั้น แต่ในบางกรณีอาจขยายไปถึงผลผลิตที่ได้จากพันธุ์พืชนั้นด้วย โดยเฉพาะกรณีที่ส่วนขยายพันธุ์ถูกนำมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ ขอบเขตว่าจะครอบคลุมถึงผลผลิตมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการนำหลักการดังกล่าวไปเขียนไว้ในกฎหมายของแต่ละประเทศ

“ลองนึกภาพว่า เกษตรกรซื้อหรือได้เมล็ดพันธุ์ของพืชที่มีผู้ถือสิทธิอยู่ แล้วนำไปปลูกจนได้ผลผลิต หากการได้มาหรือการใช้เมล็ดพันธุ์นั้นไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย สิทธิของเจ้าของพันธุ์อาจไม่ได้จบลงทันทีที่เมล็ดถูกนำไปปลูก แต่อาจเกี่ยวข้องกับผลผลิตที่เกิดขึ้นตามมาด้วย” ผศ.ดร.สมชายกล่าว

ดังนั้น การกำหนดสิทธิในพันธุ์พืชอาจส่งผลตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ เมล็ดพันธุ์ การเพาะปลูก ผลผลิต ไปจนถึงการนำผลผลิตไปใช้ประโยชน์ ซึ่งหากต้นทุนหรือเงื่อนไขในการใช้พันธุ์พืชเพิ่มขึ้น ต้นทุนเหล่านั้นอาจจะถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้าและอาหาร และกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคในที่สุด

ข้อมูลเรื่อง “แหล่งที่มา” ยังจำเป็น

อีกประเด็นที่ ผศ.ดร.สมชายเห็นว่าควรรักษาไว้ คือ การเปิดเผยว่าพันธุ์พืชหรือทรัพยากรพันธุกรรมที่นำไปพัฒนานั้นมาจากที่ใด และการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการนำทรัพยากรนั้นไปใช้

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น หากนักปรับปรุงพันธุ์นำทรัพยากรพันธุกรรมจากพืชพื้นเมืองของไทย หรือทรัพยากรที่ชุมชนเป็นผู้อนุรักษ์และใช้ประโยชน์ มาใช้เป็นวัตถุดิบในการพัฒนาพันธุ์ใหม่ สิ่งที่ต้องถามต่อคือ ชุมชนหรือประเทศต้นทางได้รับการยอมรับและได้รับประโยชน์จากการนำทรัพยากรนั้นไปใช้หรือไม่

หลักการเรื่องการเปิดเผยแหล่งที่มาและการแบ่งปันผลประโยชน์จึงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้การนำทรัพยากรพันธุกรรมไปใช้ไม่ได้จบลงเพียงการที่ผู้พัฒนาพันธุ์ได้รับสิทธิ แต่ยังต้องคำนึงถึง ผู้ที่เป็นเจ้าของหรือผู้ดูแลทรัพยากรต้นทางด้วย

“กลไกเหล่านี้ไม่ควรถูกลดทอนเพียงเพื่อให้กฎหมายไทยสอดคล้องกับ UPOV 1991 เพราะเป็น คนละเรื่องกัน UPOV 1991 เน้นการคุ้มครองสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์ ขณะที่การเปิดเผยแหล่งที่มาและการแบ่งปันผลประโยชน์เป็นกลไกที่ช่วยคุ้มครองทรัพยากรพันธุกรรมและประโยชน์ของประเทศหรือชุมชนต้นทาง” ผศ.ดร.สมชายระบุ

UPOV 1991 กระทบสิทธิผู้บริโภคในระยะยาว

หากระบบกฎหมายทำให้เกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ได้ยากขึ้น มีข้อจำกัดในการเก็บหรือแลกเปลี่ยนพันธุ์พืชมากขึ้น หรือมีต้นทุนในการพิสูจน์สิทธิสูงขึ้น อาจนำไปสู่การพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากตลาดมากขึ้น ในขณะเดียวกัน หากพันธุ์พืชพื้นบ้านและพันธุ์ที่เกษตรกรพัฒนาหรือรักษาไว้ถูกใช้ลดลง ความหลากหลายของพันธุ์พืชก็อาจลดลงตามไปด้วย

เป็นที่มาของคำถามสำคัญว่า ในอีกหลายปีข้างหน้า ผู้บริโภคจะยังมีวัตถุดิบและอาหารที่หลากหลายเพียงใด และระบบอาหารไทยจะมีทางเลือกมากน้อยเพียงใด นี่เป็นอีกมิติที่ควรถูกนำมาพิจารณาควบคู่กับการส่งเสริมอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

ผศ.ดร.สมชาย กล่าวย้ำว่า พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายเฉพาะของไทยที่พยายามรักษาสมดุลระหว่างสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ เกษตรกร และประโยชน์สาธารณะ หากพบว่ามีข้อจำกัดหรือจุดที่ไม่เหมาะสม ก็ควรแก้ไขเฉพาะประเด็นนั้น มากกว่าการนำ UPOV 1991 มาเป็นฐานเพื่อปรับโครงสร้างกฎหมายทั้งหมด

“ตรงไหนที่จุกจิก ตรงไหนที่ไม่สะดวก เอามาแก้ตรงนั้นดีกว่า อย่าเอา UPOV 1991 เป็นฐาน” ผศ.ดร.สมชายกล่าว

ท้ายที่สุด การถกเถียงเรื่อง UPOV 1991 จึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงคำถามว่า ไทยจะเข้าร่วมหรือไม่ แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า หากไทยปรับกฎหมายตามมาตรฐานดังกล่าว สิทธิอะไรจะเปลี่ยน ใครจะรับภาระ และผู้บริโภคจะเสียหรือได้อะไรจากการเปลี่ยนแปลงนั้น