Ribbon

จับตา UPOV 1991 หวั่นเอื้อทุนใหญ่ เสี่ยงเพิ่มต้นทุนอาหาร

จับตา UPOV 1991 หวั่นเอื้อทุนใหญ่ เสี่ยงเพิ่มต้นทุนอาหาร

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 สภาผู้บริโภค ร่วมกับมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) และกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) จัดเสวนาออนไลน์ “เท่าทัน UPOV 1991: ปกป้องสิทธิเกษตรกรและอธิปไตยทางอาหารของผู้บริโภค” เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบจากการปรับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชตามแนวทาง อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หรือ UPOV 1991 ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (FTA ไทย–EU) โดยเฉพาะสิทธิของเกษตรกร การแข่งขันทางการค้า และความมั่นคงทางอาหารที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภคโดยตรง

ผลกระทบ UPOV 1991 อาจทำตลาดเมล็ดพันธุ์กระจุกตัวอยู่กับทุนใหญ่

ในการเสวนาประเด็น “กฎหมายและการแข่งขันทางการค้า” นายกนกนัย ถาวรพานิช อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวถึงข้อกังวลด้านกฎหมายการแข่งขันทางการค้าว่า ตลาดเมล็ดพันธุ์และอุตสาหกรรมเกษตรระดับโลกมีการกระจุกตัวอยู่ในมือบริษัทข้ามชาติรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย โดยการควบรวมกิจการขนาดใหญ่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บริษัทเหล่านี้มีอำนาจในตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนามีข้อจำกัดในการกำกับดูแลและตรวจสอบการแข่งขันทางการค้า

สำหรับประเทศไทย ตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดไร่เป็นตัวอย่างของการกระจุกตัวดังกล่าว โดยข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า บริษัท 5 รายใหญ่ครองส่วนแบ่งตลาดหรือพื้นที่เพาะปลูกรวมกันประมาณ 75 – 80% สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับรายย่อย ซึ่งอาจทำให้รายย่อยมีข้อจำกัดในการแข่งขัน

นายกนกนัยตั้งข้อสังเกตว่า หากประเทศไทยปรับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชตามแนวทาง UPOV 1991 โดยไม่ได้ประเมินโครงสร้างตลาดและผลกระทบอย่างรอบด้าน อาจเพิ่มความได้เปรียบให้บริษัทที่มีเงินทุนและเทคโนโลยีสูงอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องพิจารณาว่ากฎหมายดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมนวัตกรรมและการแข่งขันอย่างเป็นธรรมได้จริงหรือไม่ หรือจะยิ่งทำให้ตลาดกระจุกตัวมากขึ้น

เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ เรื่องใกล้ตัวที่อาจได้รับผลกระทบ

อีกประเด็นสำคัญคือสิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ แลกเปลี่ยน และนำไปปรับปรุงพันธุ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีการผลิตอาหารของเกษตรกรมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่พัฒนาพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และความต้องการของชุมชน

UPOV 1991 ให้ความคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืช ขณะที่การใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตสิทธิและข้อยกเว้นตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงมีข้อกังวลว่า หากประเทศไทยกำหนดข้อยกเว้นสำหรับเกษตรกรไม่ชัดเจนหรือไม่ครอบคลุมเพียงพอ อาจทำให้เกษตรกรมีข้อจำกัดในการเก็บ ใช้ หรือขยายพันธุ์พืช และต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์จากบริษัทมากขึ้น

บทเรียนจากอินโดนีเซียและเวียดนาม ไทยต้องศึกษาให้รอบด้าน

ทั้งนี้ นายกนกนัย ได้ยกกรณีศึกษาจากต่างประเทศเพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับแนวทาง UPOV 1991 ซึ่งกรณีศึกษาจากอินโดนีเซีย แม้ประเทศจะไม่ได้เข้าเป็นภาคี UPOV อย่างเป็นทางการ แต่การปรับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้มีเนื้อหาใกล้เคียงกับแนวทางดังกล่าว ยังถูกตั้งข้อกังวลว่ากระทบต่อเสรีภาพของเกษตรกร โดยมีรายงานจากเครือข่ายภาคประชาสังคมถึงกรณีเกษตรกรถูกฟ้องร้อง 15 คดี และอีกกว่า 30 กรณีที่ถูกข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีจากการเก็บหรือปรับปรุงพันธุ์พืช

ขณะที่ในเวียดนาม แม้กฎหมายจะมีข้อยกเว้นเพื่อคุ้มครองเกษตรกร แต่หากข้อยกเว้นมีความคลุมเครือ ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะสามารถคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรได้จริงในทางปฏิบัติ

ผลกระทบที่ต้องจับตาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคเกษตร หากเกษตรกรมีทางเลือกในการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ลดลงหรือมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ก็อาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรและราคาผู้บริโภคได้ อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าอาหารยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นด้วย จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาผลกระทบอย่างเป็นระบบก่อนสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงกฎหมายจะส่งผลต่อราคาอาหารมากน้อยเพียงใด

หากเมล็ดพันธุ์แพงขึ้น ผู้บริโภคอาจได้รับผลกระทบ

นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล อนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค ร่วมตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงระหว่าง UPOV 1991 การกระจุกตัวของตลาดเมล็ดพันธุ์ และแรงกดดันจากการเจรจา FTA ไทย–EU พร้อมสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาพันธุ์พืชไม่ได้เกิดขึ้นจากบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น แต่เกษตรกรไทยยังมีบทบาทสำคัญในการคัดเลือกและพัฒนาพันธุ์พืชท้องถิ่น ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ควรได้รับการคุ้มครองเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงแนวทางจากคู่มือของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ซึ่งให้ความสำคัญกับการรักษาสิทธิของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ โดยยกกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทย พ.ศ. 2542 รวมถึงกฎหมายของอินเดียและมาเลเซีย เป็นตัวอย่างที่ควรศึกษา

ทั้งนี้ ได้อ้างอิงงานวิจัยระดับปริญญาเอกของ ดร. มรินาลินี โคชูพิไล (Dr. Mrinalini Kochupillai)  นักวิชาการชาวอินเดีย ที่ชี้ว่า UPOV 1991 ไม่ใช่ระบบเดียวที่สามารถส่งเสริมนวัตกรรมและการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าระบบดังกล่าวให้น้ำหนักกับการคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์ในภาคธุรกิจมากเกินไป จนอาจละเลยบทบาทและสิทธิของเกษตรกรที่พัฒนาพันธุ์พืชในท้องถิ่น งานวิจัยจึงเสนอให้พัฒนาระบบคุ้มครองพันธุ์พืชทางเลือกที่เปิดโอกาสให้ทั้งเกษตรกรและบริษัทมีสิทธิและมีส่วนร่วมในการพัฒนาพันธุ์พืชอย่างเป็นธรรม โดยไม่จำเป็นต้องยึด UPOV 1991 เป็นแนวทางเพียงรูปแบบเดียว

เพราะฉะนั้น รัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมวิชาการเกษตร ควรเปิดเผยร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ประชาชนรับทราบ พร้อมศึกษาผลกระทบทั้งด้านการแข่งขันทางการค้า สิทธิของเกษตรกร ต้นทุนการผลิต และความมั่นคงทางอาหาร โดยนำข้อมูลจากงานวิชาการและประสบการณ์จริงของต่างประเทศมาประกอบการพิจารณา ไม่ควรอาศัยข้อมูลจากฝ่ายที่สนับสนุน UPOV 1991 เพียงด้านเดียว

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง