Ribbon

กะเพราซีพีแรม จุดประเด็น ‘สิทธิพันธุ์พืช’ ใครได้ประโยชน์ คิดก่อนเดินหน้า UPOV 1991

Getting your Trinity Audio player ready...

“กะเพราซีพีแรม” จุดคำถามเรื่องทรัพยากรสาธารณะและการแบ่งปันผลประโยชน์ ขณะที่วิฑูรย์ชี้ กฎหมายไทยปัจจุบันยังคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ได้ พร้อมจับตาผลกระทบหากไทยเดินหน้าสู่ UPOV 1991

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา “กะเพรา” กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง หลังบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ยื่นขอรับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่กะเพรา 4 สายพันธุ์ ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยปัจจุบันพันธุ์แก้วจุรี 01– 04 ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองแล้ว คำถามที่เกิดขึ้นในสังคมไม่ได้หยุดอยู่ที่ว่า “บริษัทมีสิทธิในพันธุ์กะเพราหรือไม่” แต่ขยายไปถึงคำถามสำคัญว่า ทรัพยากรพันธุกรรมมาจากไหน งานวิจัยใช้ทรัพยากรของใคร และประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาพันธุ์ถูกแบ่งกลับไปยังสังคมอย่างไร

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบขึ้นมาพูดคุยในเฟซบุ๊กไลฟ์ “เท่าทัน UPOV 1991” EP.4 หัวข้อ “บรรษัทขนาดใหญ่กับการครอบครองระบบอาหารโลก” โดย นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) ยืนยันว่า กฎหมายไทยปัจจุบันยังคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ได้ ไม่จำเป็นต้องเร่งปรับตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ค.ศ. 1991 (UPOV 1991) พร้อมเรียกร้องเปิดข้อมูลการแบ่งปันผลประโยชน์และกระบวนการตรวจสอบพันธุ์ กรณีกะเพรา ของซีพีแรม ให้สังคมตรวจสอบได้

จาก กะเพราซีพีแรม 4 สายพันธุ์ สู่คำถามว่า “ใครได้ประโยชน์จากงานวิจัย”

นายวิฑูรย์อธิบายว่า เหตุผลที่มูลนิธิชีววิถีนำกรณีกะเพราซีพีแรม มาเปิดเผย ไม่ใช่เพียงต้องการตั้งคำถามกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่ต้องการใช้กรณีที่จับต้องได้เพื่อให้ประชาชนเห็นว่า การคุ้มครองพันธุ์พืชมีผลอย่างไร และจะยิ่งมีผลมากเพียงใดหากกฎหมายไทยขยับไปตาม UPOV 1991

แต่สิ่งที่ทำให้กรณีนี้กลายเป็นคำถามต่อสาธารณะ คือโครงการพัฒนาพันธุ์กะเพรามีความเชื่อมโยงกับการสนับสนุนการวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ

นายวิฑูรย์จึงตั้งคำถามว่า หากงานวิจัยใช้บุคลากร แปลงทดลอง และทรัพยากรพันธุกรรมของมหาวิทยาลัยที่เป็นทรัพยากรสาธารณะ สิทธิประโยชน์ที่เกิดขึ้นควรถูกจัดสรรอย่างไร และมหาวิทยาลัยได้รับประโยชน์กลับคืนมาในสัดส่วนที่เหมาะสมหรือไม่

“โดยทั่วไปการวิจัยของมหาวิทยาลัยของรัฐที่ร่วมมือกับเอกชน และใช้ทรัพยากรของมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นทรัพย์สาธารณะ มันจะต้องมีเงื่อนไข” นายวิฑูรย์กล่าว พร้อมตั้งคำถามว่าการวิจัยดังกล่าวมีข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างนักวิจัย มหาวิทยาลัย และเอกชนอย่างไร

“มีสัญญาแบ่งปันผลประโยชน์” แต่ประชาชนยังไม่เห็นรายละเอียด

อีกประเด็นที่นายวิฑูรย์เรียกร้องให้เปิดเผย คือ ข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ (Benefit Sharing) ซึ่งเป็นกลไกที่เกี่ยวข้องกับการนำทรัพยากรพันธุกรรมไปใช้ประโยชน์ตามหลักการของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ

นายวิฑูรย์ระบุว่า ในกรณีการขอรับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หากมีการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมจากแหล่งที่เกี่ยวข้องกับชุมชนหรือทรัพยากรของประเทศ ย่อมต้องมีคำถามว่า ใครเป็นผู้ให้ทรัพยากร และสังคมได้รับการแบ่งปันผลประโยชน์กลับมาอย่างไร

แม้หน่วยงานรัฐจะชี้แจงว่ามีข้อตกลงดังกล่าวและมีการนำเงินเข้าสู่กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช แต่สิ่งที่ประชาชนควรได้รับรู้ต่อไปคือรายละเอียดของข้อตกลง ทั้งจำนวนเงิน เงื่อนไข และหลักเกณฑ์ในการแบ่งปันผลประโยชน์

“มีแล้วไม่บอกเราว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร ก็น่าสงสัยต่อว่าที่มีเนี่ย มีจริงไหม แล้วเขียนไว้อย่างไร นอกจากนี้ เมื่อซีพีแรม เปิดเผยข้อมูลการใช้ใบกะเพราในเมนูอาหารจำนวนมากถึงวันละ 5.6 ล้านจาน การแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นควรมีสัดส่วนเหมาะสมกับการใช้ประโยชน์และสิทธิผูกขาดที่ได้รับหรือไม่” นายวิฑูรย์ตั้งข้อสังเกต

“กะเพราใหม่” แตกต่างจากพันธุ์เดิมแค่ไหน

นอกจากเรื่องที่มาและการแบ่งปันผลประโยชน์แล้ว ยังมีคำถามด้านกระบวนการตรวจสอบพันธุ์พืช โดยเฉพาะหลักเกณฑ์สากลตามสมาพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (หลักเกณฑ์ DUS) ซึ่งใช้พิจารณาความแตกต่าง ความสม่ำเสมอ และความคงตัวของพันธุ์พืช

นายวิฑูรย์ยกตัวอย่างการเปรียบเทียบลักษณะของกะเพราแก้วจุรี 03 กับกะเพราพันธุ์ KU034 C824 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยระบุว่า ความสูงต้นและความยาวใบมีค่าที่ใกล้เคียงกันมาก จนเกิดคำถามว่า กระบวนการตรวจสอบสามารถแยกความแตกต่างระหว่างพันธุ์ได้ชัดเจนเพียงใด

ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าพันธุ์ทั้งสองเป็นพันธุ์เดียวกัน แต่สะท้อนคำถามที่ควรได้รับคำตอบจากกระบวนการตรวจสอบว่า มีการตรวจสอบความแตกต่างจากพันธุ์ที่มีอยู่เดิมอย่างไร และรายงาน DUS สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้หรือไม่

เพราะหากพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองมีลักษณะใกล้เคียงกับพันธุ์ที่เกษตรกรใช้อยู่เดิม เกษตรกรจะสามารถรู้ได้อย่างไรว่า พันธุ์ที่ตนเองปลูกอยู่เป็นพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองหรือไม่ และจะมีความเสี่ยงทางกฎหมายหรือไม่หากเกิดความคลาดเคลื่อน

ระบบกฎหมายไทยในปัจจุบันไม่ได้ปิดกั้นการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่

จากกรณีกะเพรา นายวิฑูรย์มองต่อไปถึงความพยายามปรับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 โดยเห็นว่า การอ้างว่ากฎหมายปัจจุบันไม่สามารถคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์ได้เพียงพอ อาจต้องทบทวน เพราะ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มีระบบให้ผู้ปรับปรุงพันธุ์สามารถยื่นขอรับการคุ้มครองอยู่แล้ว

ข้อมูลของกรมวิชาการเกษตรพบว่า ปัจจุบันมีพันธุ์พืชใหม่ได้รับการคุ้มครองจำนวนมาก และในจำนวนดังกล่าวมีทั้งพันธุ์ที่พัฒนาโดยบริษัทเอกชนและสถาบันการศึกษา สะท้อนว่า ระบบกฎหมายไทยในปัจจุบันไม่ได้ปิดกั้นการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่

“กฎหมายไทยคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์อยู่แล้ว และกฎหมายแบบนี้มีใน 110 กว่าประเทศ หากประเทศไทยต้องการส่งเสริมการปรับปรุงพันธุ์พืช ควรพิจารณาว่าจะสนับสนุนงานวิจัยและนักปรับปรุงพันธุ์อย่างไร มากกว่าการขยายสิทธิผูกขาดเพียงอย่างเดียว” นายวิฑูรย์กล่าว

ทั้งนี้ ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดของ UPOV 1991 คือการขยายขอบเขตสิทธิของผู้ถือสิทธิในพันธุ์พืช ซึ่งอาจทำให้พื้นที่ในการใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชของเกษตรกรแคบลง โดยเฉพาะการเก็บพันธุ์ไว้ปลูกต่อ

นายวิฑูรย์ ยก “กะเพรา” เป็นตัวอย่างว่า ภายใต้กฎหมายไทยปัจจุบัน เกษตรกรที่ซื้อพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองยังมีสิทธิบางประการในการนำผลผลิตไปใช้ประโยชน์ต่อ ขณะที่ภายใต้ UPOV 1991 การเก็บพันธุ์ไว้ปลูกต่อจะขึ้นอยู่กับข้อยกเว้นและเงื่อนไขที่ประเทศกำหนดภายใต้กรอบของอนุสัญญา

หากสิทธิของผู้ถือพันธุ์พืชขยายตัวมากขึ้น ต้นทุนการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรอาจเพิ่มขึ้น และผลกระทบอาจส่งต่อมาตลอดห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ต้นทุนการผลิตไปจนถึงราคาสินค้าอาหาร

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับข้อกังวลที่สภาผู้บริโภคได้เสนอไว้ก่อนหน้านี้ว่า การปรับกติกาตาม UPOV 1991 ควรประเมินผลกระทบต่อทั้งสิทธิเกษตรกร การแข่งขัน ต้นทุนการผลิต และความมั่นคงทางอาหาร ไม่ควรพิจารณาเฉพาะประโยชน์ด้านการคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์เท่านั้น

จับตา 3 เรื่อง ก่อนเดินหน้า UPOV 1991

ทั้งนี้ นายวิฑูรย์ได้เสนอให้สังคมติดตามอย่างน้อย 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. เปิดเผยข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ ทั้งรายละเอียดการใช้ทรัพยากรพันธุกรรม แหล่งที่มา เงื่อนไขการแบ่งปันผลประโยชน์ และจำนวนเงินที่นำส่งกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้

2. เปิดเผยข้อตกลงระหว่างมหาวิทยาลัยกับเอกชน โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิจัย และบริษัทได้รับจากการร่วมวิจัยและพัฒนาพันธุ์กะเพรา เพื่อให้เห็นว่าทรัพยากรสาธารณะถูกนำไปใช้และจัดสรรประโยชน์อย่างไร

3. เปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบ DUS เพื่อสร้างความมั่นใจว่าพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองมีความแตกต่างจากพันธุ์ที่มีอยู่เดิมอย่างชัดเจน และลดความเสี่ยงที่เกษตรกรจะถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิจากการปลูกพันธุ์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน

นายวิฑูรย์ย้ำว่า หากรัฐต้องการสร้างความเชื่อมั่นต่อการปรับกฎหมาย สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่การเร่งผลักดัน UPOV 1991 แต่คือการ เปิดข้อมูลที่ประชาชนกำลังตั้งคำถามอยู่ในปัจจุบัน

“ถ้าต้องการรับรองสิทธิเกษตรกร ก็ไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายตาม UPOV 1991 เพราะ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ปี 2542 ของไทยเป็นแม่แบบกฎหมายที่ดีของโลกอยู่แล้ว”นายวิฑูรย์ระบุ

กรณี “กะเพราซีพีแรม” จึงอาจไม่ได้จบเพียงคำถามว่าใครมีสิทธิในกะเพรา 4 สายพันธุ์ แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญว่า ประเทศไทยจะออกแบบระบบคุ้มครองพันธุ์พืชอย่างไร ให้ส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม โดยไม่ทำให้ทรัพยากรพันธุกรรมและสิทธิของเกษตรกรถูกลดทอนลง และผู้บริโภคต้องเป็นฝ่ายแบกรับต้นทุนในท้ายที่สุด