| Getting your Trinity Audio player ready... |

รถเมล์เขียวสาย 317 ชลบุรี – ปลวกแดง ปิดฉาก 54 ปี ประชาชนวอนรัฐ – ท้องถิ่นเร่งพัฒนาขนส่งสาธารณะ หลังรถเมล์หลายเส้นทางทยอยหยุดให้บริการ ด้านสภาผู้บริโภคแนะรัฐจัดบริการทดแทนและวางระบบป้องกันเส้นทางหยุดวิ่ง
วันที่ 22 สิงหาคม 2569 รถเมล์เขียวสาย 317 เส้นทางชลบุรี – ปลวกแดง รอบเวลา 19.00 น. ออกให้บริการเป็นเที่ยวสุดท้าย ก่อนหยุดวิ่งหลังอยู่คู่กับการเดินทางของผู้คนในพื้นที่มายาวนาน ข่าวรถเมล์เขียวเที่ยวสุดท้ายทำให้ผู้โดยสารหลายคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพรถเมล์คันที่คุ้นเคย พร้อมบอกเล่าเรื่องราวและความทรงจำผ่านโซเชียลมีเดีย โดยหลายคนผูกพันกับรถสายนี้มาตั้งแต่เป็นนักเรียน เติบโตเข้าสู่วัยทำงาน มีครอบครัว และยังคงใช้บริการในชีวิตประจำวัน ขณะที่บางคนเคยพึ่งพารถเมล์สายนี้เพื่อเดินทางไปทำงานและหาเลี้ยงครอบครัว
คำบอกเล่าจากประชาชนผู้ใช้บริการในเที่ยวสุดท้าย มีผู้โดยสารรายหนึ่งเหมาจ่ายค่าโดยสารทั้งหมด เพื่อให้ผู้โดยสารที่ร่วมเดินทางสามารถนั่งรถได้ฟรี เสมือนเป็นการส่งท้ายรถเมล์สาย 317 ที่ผู้คนผูกพัน ก่อนที่เช้าวันรุ่งขึ้น รถเมล์เขียวที่เคยวิ่งผ่านเส้นทางนี้ทุกวันจะหายไปจากการเดินทางของผู้คน เหลือไว้เพียงความทรงจำ และคำถามถึงอนาคตของผู้โดยสารว่า เมื่อไม่มีรถสายเดิมให้พึ่งพา พวกเขาจะเดินทางต่อไปอย่างไร

ขอบคุณภาพจาก เพจ ที่นี่ชลบุรี
จรัญ คชชา เจ้าของและคนขับรถเมล์เขียวสาย 317 ชลบุรี – ปลวกแดง เปิดเผยว่า ตนขับรถเมล์สายนี้ตั้งแต่เริ่มเปิดบริการในปี 2515 ก่อนที่บริษัท บ้านบึงสามัคคีขนส่ง จำกัด จะยื่นขอใบอนุญาตเดินรถในเส้นทางนี้ในปี 2518 โดยมีรถเมล์วิ่งให้บริการ 40 คัน ค่าโดยสาร 50 สตางค์ มีผู้โดยสารจำนวนมากทั้งนักเรียน คนทำงาน และแรงงาน โดยบางช่วงรถเต็มตั้งแต่ออกจากต้นทาง ต่อมาค่าโดยสารได้ปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน กระทั่งช่วงวิกฤตโควิด-19 เป็นต้นมา ผู้โดยสารน้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้เจ้าของรถบางคันแบกรับต้นทุนไม่ไหว ต้องทยอยเลิกวิ่งและขายรถ จนช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมาเหลือรถให้บริการเพียง 5 – 6 คัน ค่าโดยสาร 15 – 30 บาท ก่อนที่ บริษัท บ้านบึงสามัคคีขนส่ง จำกัด จะไม่ยื่นขอต่ออายุใบอนุญาต ทำให้รถเมล์เขียวต้องยุติการให้บริการบนเส้นทางนี้
“ที่น่าเป็นห่วงคือนักเรียน คนงานโรงงาน และคนทำงานในเมือง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยและต้องพึ่งพารถเมล์สายนี้ เมื่อไม่มีรถบริการก็ต้องไปรอรถสายนอก เสียค่าเดินทางเพิ่มขึ้นหรือต้องเหมารถ จึงอยากให้รัฐบาลหรือท้องถิ่นเข้ามาพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในชลบุรี เพราะหลายเส้นทางก็ทยอยหยุดวิ่งกันแล้ว เห็นข่าวหลายจังหวัด เช่น กาญจนบุรี ลำพูน มีรถเมล์ไฟฟ้าก็น่าสนใจ เพระาช่วยลดต้นทุนค่าน้ำมัน และค่าโดยสารจะถูกลง ทำให้ประชาชนเดินทางสะดวกขึ้น และจะทำให้คนกลับมาใช้รถเมล์มากขึ้นด้วย” จรัญ กล่าว



ขอบคุณภาพจากเพจ ชลบุรี วันนี้ และเพจรถเมล์ไทย
ด้าน สมบัติ มนตรี นักวิชาการขนส่งชำนาญการ สำนักงานขนส่งจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า รถเมล์เขียวสาย 317 ชลบุรี – ปลวกแดง เป็นรถโดยสารประจำทางหมวด 3 หรือรถโดยสารระหว่างจังหวัด โดยใบอนุญาตประกอบการขนส่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ผู้ประกอบการไม่ได้ยื่นขอต่อใบอนุญาตภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งต้องยื่นก่อนใบอนุญาตหมดอายุไม่น้อยกว่า 120 วัน รวมทั้งการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ารถหลายคันมีสภาพเก่าและมีอายุโครงคัสซีเกินเกณฑ์ ทำให้ไม่สามารถอนุญาตให้เดินรถได้
อย่างไรก็ตาม ต้องรอกรมการขนส่งทางบกประกาศเปิดให้ผู้ประกอบการที่สนใจยื่นขออนุญาตเดินรถในเส้นทางนี้ ขณะที่สำนักงานขนส่งจังหวัดชลบุรีเตรียมนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัด เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือประชาชน โดยเบื้องต้นอาจพิจารณาขยายเส้นทางรถโดยสารที่ให้บริการอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อรองรับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากการยุติบริการของรถเมล์สาย 317

ขณะที่ คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค ชี้ถึงผลกระทบต่อสิทธิผู้บริโภค กรณีการยุติให้บริการรถโดยสารประจำทางสาย 317 ชลบุรี – ปลวกแดง สะท้อนข้อจำกัดของระบบขนส่งสาธารณะที่ยังพึ่งพาผู้ประกอบการเป็นหลัก โดยข้อเท็จจริงกรมการขนส่งทางบกและสำนักงานขนส่งจังหวัดชลบุรีรับทราบล่วงหน้าว่าผู้ประกอบการเดิมจะไม่ต่ออายุใบอนุญาต แต่เมื่อใบอนุญาตสิ้นสุดลงกลับยังไม่มีบริการทดแทน ส่งผลให้ประชาชน โดยเฉพาะนักเรียน คนทำงาน และแรงงานที่มีรายได้น้อย ต้องเผชิญกับการขาดทางเลือกในการเดินทางและมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
สภาผู้บริโภคเห็นว่า การยุติบริการของผู้ประกอบการไม่ควรนำไปสู่การยุติสิทธิในการเข้าถึงขนส่งสาธารณะของประชาชน จึงมีข้อเสนอให้กรมการขนส่งทางบกพัฒนากลไกในการรองรับและป้องกันปัญหาเส้นทางขนส่งสาธารณะหยุดให้บริการ ดังนี้
1) ขอให้กรมการขนส่งทางบกเร่งจัดให้มีบริการทดแทนรถโดยสารสาย 317 ชลบุรี – ปลวกแดง โดยประเมินความจำเป็นและผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายอื่นหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาดำเนินการตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด เพื่อไม่ให้ประชาชน โดยเฉพาะนักเรียน คนทำงาน และแรงงานที่มีรายได้น้อย ต้องแบกรับภาระค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้นหรือขาดทางเลือกในการเดินทาง
2) ขอให้กรมการขนส่งทางบกจัดทำระบบติดตามและประเมินเส้นทางรถโดยสารที่มีความเสี่ยงต่อการหยุดให้บริการ โดยพิจารณาจากข้อมูลจำนวนรถ อายุรถ จำนวนเที่ยววิ่ง จำนวนผู้โดยสาร และสถานะใบอนุญาต พร้อมเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อสาธารณะ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินผลกระทบและเตรียมบริการทดแทนได้ก่อนที่ประชาชนจะได้รับผลกระทบ
3) ขอให้กรมการขนส่งทางบกสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาจัดบริการขนส่งสาธารณะในเส้นทางที่มีความจำเป็นต่อประชาชน แต่ไม่สามารถพึ่งพาผู้ประกอบการเอกชนได้ โดยพัฒนากลไกการประสานงานและสนับสนุนด้านใบอนุญาต ข้อมูล และมาตรฐานการให้บริการ เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดบริการได้อย่างต่อเนื่อง ปลอดภัย และมีค่าโดยสารที่ประชาชนเข้าถึงได้
4) ขอให้กรมการขนส่งทางบกควรพิจารณาจัดให้มีกลไกสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินรถชั่วคราว ในกรณีที่เส้นทางมีความจำเป็นต่อประชาชน แต่ยังไม่สามารถจัดหาผู้ประกอบการรายใหม่ได้ เพื่อให้สามารถจัดบริการทดแทนได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยพิจารณาใช้แหล่งงบประมาณหรือกองทุนที่มีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแนวทางการสนับสนุนระบบรถโดยสารสาธารณะที่หน่วยงานเคยดำเนินการมาแล้ว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ปัตตานีเร่งเครื่อง ทดลอง เดินรถสาธารณะ แก้ “รถน้อย คอยนาน”
ชูบทบาท อบจ. ดัน EV Bus ต่างจังหวัด พัฒนาขนส่งสาธารณะไร้รอยต่อ



