| Getting your Trinity Audio player ready... |

สภาผู้บริโภคร่วมกับกรมกิจการเด็กและเยาวชน เดินหน้าปรับปรุงแบบ สัญญาหอพัก ยกระดับการคุ้มครองผู้เช่า หลังพบเรื่องร้องเรียนค่าไฟ ค่าน้ำแพง ไม่คืนเงินประกัน กว่า 700 เรื่อง
แม้จะมีกฎหมายควบคุม สัญญาหอพัก และห้องเช่า แต่ปัญหาการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาเกินจริง การไม่คืนเงินประกัน และการกำหนดข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ยังคงเป็นปัญหาที่ผู้เช่าหอพักจำนวนมากต้องเผชิญ โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และผู้เริ่มต้นทำงาน ซึ่งมักมีข้อจำกัดด้านรายได้และอำนาจต่อรองกับผู้ประกอบการ ส่งผลให้เกิดข้อพิพาทและเรื่องร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง สภาผู้บริโภคจับมือกรมกิจการเด็กและเยาวชน เร่งแก้ปัญหาธุรกิจหอพัก พร้อมเดินหน้าปรับปรุงมาตรฐานการคุ้มครองผู้เช่าให้รัดกุมยิ่งขึ้น
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภคร่วมกับกรมกิจการเด็กและเยาวชน จัดประชุมคณะทำงานแก้ปัญหาการเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคและข้อสัญญาของธุรกิจหอพัก เพื่อกำหนดกรอบการดำเนินงาน ทั้งการศึกษาปัญหาการเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภค การทบทวนแบบสัญญาเช่าหอพัก การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสนอต่อคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายหอพัก

พรพรหม โอกุชิ รองหัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค ระบุว่า ข้อมูลจากระบบรับเรื่องร้องเรียนของสภาผู้บริโภคสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจหอพักยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2564 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2569 มีเรื่องร้องเรียนในหมวดห้องเช่า บ้านเช่า และหอพัก รวมทั้งสิ้น 748 เรื่อง ปัญหาที่พบมากที่สุดคือการคิดค่าน้ำและค่าไฟเกินจริง จำนวน 239 เรื่อง รองลงมาคือการไม่คืนเงินประกัน 118 เรื่อง และการกำหนดข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม 117 เรื่อง นอกจากนี้ยังพบปัญหาการหักเงินประกันโดยไม่เป็นธรรม การไม่คืนเงินจอง และการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่มีการแจ้งรายละเอียดอย่างชัดเจน
พรพรหม กล่าวอีกว่าจากการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว คณะทำงานเห็นตรงกันว่าปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงช่องว่างของกฎหมายและแบบสัญญาหอพักในปัจจุบัน ซึ่งยังไม่สามารถคุ้มครองผู้พักอาศัยได้อย่างครอบคลุม โดยเฉพาะในประเด็นการเปิดเผยอัตราค่าสาธารณูปโภค การคืนเงินประกัน สิทธิของผู้เช่า และกระบวนการบอกเลิกสัญญา
นอกจากนี้ ในที่ประชุมได้เปรียบเทียบแบบสัญญาหอพักตามพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2558 กับประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568 ซึ่งพบว่าผู้เช่าหอพักยังได้รับการคุ้มครองน้อยกว่าผู้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมอัตราค่าน้ำ ค่าไฟ การกำหนดหลักเกณฑ์การคืนเงินประกัน และการคุ้มครองสิทธิในการบอกเลิกสัญญา
คณะทำงานจึงเตรียมศึกษาการปรับปรุงแบบสัญญาเช่าหอพักฉบับใหม่ โดยมีแนวคิดให้ระบุอัตราค่าสาธารณูปโภคและค่าใช้จ่ายทุกประเภทไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน กำหนดระยะเวลาคืนเงินประกัน พร้อมให้ผู้ประกอบการแจ้งรายละเอียดการหักค่าเสียหายเป็นหนังสือ รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์การเข้าตรวจห้องพัก การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และขั้นตอนการบอกเลิกสัญญาที่เป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย เพื่อลดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติและยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจหอพัก
ทั้งนี้ หลังที่ได้รูปแบบร่างสัญญาหอพักฉบับใหม่แล้ว จะมีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบ ต่อหลักการและร่างกฎหมาย จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการเสนอร่างกฎหมายต่อคณะกรรมการตามลำดับ จนไปสู่การประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
พรพรหม ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การจัดตั้งคณะทำงานฯ ดังกล่าว ถูกจัดตั้งขึ้นสืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 สภาผู้บริโภค ได้หารือร่วมกับกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เรื่องการยกระดับสัญญามาตรฐานของหอพัก เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคที่เช่าอาศัยหอพัก และในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 กรมกิจการเด็กและเยาวชนได้มีคำสั่ง แต่งตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาการเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคและข้อสัญญาของธุรกิจหอพัก
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
หนุนตั้งคณะทำงาน ปรับปรุง สัญญาหอพัก คุ้มครองผู้เช่า – แก้ค่าไฟแพง
เร่งประกาศคุม “สัญญาหอพัก” ภายใน 30 วัน แก้ไฟแพง – สัญญาไม่เป็นธรรม
นึกว่าค่าไฟโรงงาน! สาวงง อยู่หอพักรายเดือน ใช้ไฟ 774 หน่วย จ่ายค่าไฟเกือบ 7 พันบาท



