Ribbon

เด็กหลุดระบบ 6 แสนคน 4 พรรค ให้คำมั่น ปฏิรูปการศึกษาทันที

เด็กหลุดระบบ 6 แสนคน 4 พรรค ให้คำมั่น ปฏิรูปการศึกษาทันที

วันที่ 30 มกราคม 2569 สภาผู้บริโภคจัดเวที “ป้ายยา ‘การศึกษาไทย’ : นโยบายที่ชอบ กฎหมายที่ใช่” เวทีสาธารณะที่เปิดให้พรรคการเมือง ขึ้นเวทีประกาศนโยบายการศึกษาอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่บอกแค่ว่า “อยากทำอะไร” แต่เป็นเวทีที่นักการเมืองต้องตอบว่า จะแก้ปัญหาการศึกษาไทยที่เผชิญอยู่จริง ๆ ได้อย่างไร ซึ่งมีตัวแทนจาก 4 พรรคการเมืองใหญ่ ได้แก่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ แนวทางนโยบาย ที่นำไปสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างไร หากได้เป็นรัฐบาล

ผศ.ดร.วิรัช เลิศไพฑูรย์พันธ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวนำว่าการศึกษาคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาชีวิต แต่ปัจจุบันเรายังเห็นช่องว่างขนาดใหญ่ที่ทำให้เด็กไทยจำนวนไม่น้อยหลุดออกจากระบบ จึงเห็นว่าดีเบตครั้งนี้ไม่ควรเป็นการมาพูดถึงปัญหา แต่ควรเป็นนโยบายที่แก้ปัญหาได้จริง จากการศึกษาระดับพื้นฐานไปจนถึงอุดมศึกษา

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ได้สะท้อนมุมมองในฐานะตัวแทนผู้บริโภคว่า ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาในปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในค่าครองชีพหลักที่สร้างภาระหนักให้แก่ครัวเรือนไทย แม้จะมีกฎหมายเรียนฟรี แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่าโรงเรียนจำนวนมากยังมีการเรียกเก็บเงินสมทบจากผู้ปกครองในหลากหลายรูปแบบ ทำให้การเรียนฟรีไม่มีจริงในระบบการศึกษาไทย

“เราพบว่าประกาศของกระทรวงศึกษาธิการเปิดช่องให้มีการเรียกเก็บเงินแฝง ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงการศึกษา ค่ากิจกรรม ค่าเรียนพิเศษ ไปจนถึงค่าอุปกรณ์และการเรียนออนไลน์ ซึ่งอยู่นอกเหนืองบประมาณที่รัฐจัดสรร สิ่งเหล่านี้คือภาระหนัก โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยในพื้นที่ชนบท” สารีระบุ

“ติดหนี้ค่าเทอม” จนไม่ได้ใบจบ

เลขาธิการสภาผู้บริโภค ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้ส่งผลให้เด็กจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา บางรายเรียนจนจบแต่กลับไม่ได้รับเอกสารจบการศึกษา เนื่องจากครอบครัวค้างชำระค่าธรรมเนียมที่โรงเรียนเรียกเก็บเพิ่มเติม เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อนโยบายของรัฐ

ที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่รัฐประกาศนโยบายเรียนฟรี 15 ปี และจัดสรรงบอุดหนุนรายหัวครอบคลุมค่าใช้จ่ายพื้นฐานแล้ว การเรียกเก็บเงินซ้ำซ้อนและนำมาเป็นเงื่อนไขกักใบจบ จึงสะท้อนความย้อนแย้งของนโยบายที่ผลักภาระกลับไปยังผู้ปกครอง

ข้อเสนอ 4 ประเด็นจากสภาผู้บริโภค

เพื่อให้การศึกษาเป็นบริการสาธารณะที่เท่าเทียม สภาผู้บริโภคได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อพรรคการเมือง ดังต่อไปนี้:

1. เรียนฟรีต้อง “ฟรีจริง” ถึงปริญญาตรี
สภาผู้บริโภคเสนอให้ขยายการเรียนฟรีไปถึงระดับปริญญาตรีใบแรก หรือสายอาชีพในสาขาที่ตลาดแรงงานต้องการ เพื่อตัดวงจรหนี้สินของครอบครัวไทยตั้งแต่ต้นทาง พร้อมเสนอให้ปรับบทบาท กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จากระบบ “กู้ยืม” มาเป็น “กองทุนเพื่อการศึกษา” สนับสนุนการเรียนฟรีอย่างแท้จริง เปิดโอกาสให้เด็กเลือกเส้นทางการเรียนรู้ได้ตามความถนัด ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ โดยไม่ต้องเริ่มชีวิตด้วยภาระหนี้

2. โรงเรียนใกล้บ้าน ต้องมีคุณภาพไม่แพ้โรงเรียนดัง
ความเท่าเทียมทางการศึกษาไม่ควรขึ้นอยู่กับที่อยู่หรือฐานะ โรงเรียนใกล้บ้านควรมีคุณภาพการเรียนการสอนไม่ต่างจากโรงเรียนในเมือง จึงจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรมและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนในชนบทหรือพื้นที่ห่างไกล เพื่อไม่ให้สถานศึกษาต้องผลักภาระค่าใช้จ่ายไปยังผู้ปกครองผ่านค่าใช้จ่ายแฝง

3. เด็กต้องปลอดภัย ทั้งในโรงเรียนและระหว่างทาง
สภาผู้บริโภคเน้นย้ำความสำคัญของระบบรถรับส่งนักเรียนที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และเข้าถึงได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้รถรับจ้างที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงป้องกันอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางหรือการทัศนศึกษา ขณะเดียวกัน สถานศึกษาต้องเป็น พื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ทั้งทางกายและทางใจ ปราศจากความรุนแรง การล่วงละเมิดทางเพศ และวัฒนธรรมอำนาจนิยมที่บั่นทอนการเรียนรู้

4. กฎหมายการศึกษาต้องทันสมัย และเปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีเสียง
ข้อเสนอสำคัญคือการปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน โดยรับรอง “สิทธิทางการศึกษา” เป็นสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภค ไม่ใช่เพียงการจัดบริการของรัฐ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ นักเรียน ผู้ปกครอง ครู และชุมชน มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการการศึกษา เพื่อให้ระบบการศึกษาตอบโจทย์ผู้เรียนอย่างแท้จริง

สารี ย้ำว่า พรรคการเมืองมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้กำหนดนโยบายและผู้รับผิดชอบหลักในการขับเคลื่อน การศึกษาไทย นโยบายแบบไหนที่ผู้บริโภคควรได้ และกฎหมายแบบไหนที่ควรเกิดขึ้นจริง เพื่อผลักดันให้การปฏิรูปการศึกษา ไม่ใช่แค่คำสวย ๆ บนเวทีการเมือง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่กระทบชีวิตผู้เรียนอย่างแท้จริง

“หวังว่าทุกพรรคตะเห็นด้วยกับนโยบายที่สภาผู้บริโภคเสนอ โดยเฉพาะการแก้ไข พ.ร.บการศึกษา และจะเดินหน้าปฏิรูปการศึกษาร่วมกัน” สารี กล่าว

สังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย ชี้เด็กไทยทุกคนคือกำลังหลักของประเท

ด้าน ผศ.ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้เปิดเผยว่า สถานการณ์ทุนมนุษย์ของประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายอย่างรุนแรง โดยแรงงานไทยในปัจจุบันสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 20,000–25,000 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างมาก เมื่อเทียบกับสิงคโปร์และฮ่องกงที่แรงงานมีศักยภาพสร้างรายได้สูงกว่าหลายเท่า ขณะเดียวกัน ผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนตามมาตรฐานสากล (PISA) ของไทยยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD สะท้อนว่าระบบการศึกษายังไม่สามารถยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้สอดรับกับเศรษฐกิจฐานความรู้ได้

“ปัญหาดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านคนต่อปี ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงเหลือเพียงราว 400,000 คนต่อปี ทำให้เด็กแต่ละคนมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เด็กไทยจึงเปรียบเสมือน “มนุษย์ทองคำ” ที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ เพราะจะเป็นกำลังหลักในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ของประเทศในอนาคต หากปล่อยให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา จะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” ผศ.ดร.สหวรัชญ์ กล่าว

จากข้อมูลของ กสศ. พบว่า ในจำนวนนักเรียนประมาณ 8.4 ล้านคนทั่วประเทศ มีเด็กยากจนและยากจนพิเศษมากกว่า 3 ล้านคน และยังมีเด็กและเยาวชนอายุ 3–14 ปี ที่อยู่นอกระบบการศึกษามากกว่า 600,000 คน สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำ โดยแม้รัฐจะรับรองสิทธิการศึกษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่ในทางปฏิบัติ ครอบครัวยากจนยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าเดินทาง ค่าเครื่องแบบ ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าอาหาร ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 9,000–10,000 บาทต่อคนต่อปี โดยเฉพาะในช่วงรอยต่อทางการศึกษา ทำให้เด็กจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องหลุดออกจากระบบก่อนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน

กสศ. เสนอเพิ่มงบ 13,000 ล้านบาทต่อปี

ผศ.ดร.สหวรัชญ์ กล่าวด้วยว่า เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กสศ. เสนอให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณช่วยเหลือเด็กยากจนพิเศษเพิ่มเติมประมาณ 13,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อดูแลเด็กกลุ่มเปราะบางราว 1.9 ล้านคนให้สามารถเรียนต่อได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา จากระบบการหารเท่าต่อหัว ไปสู่การจัดสรรตามระดับความจำเป็นและบริบทของผู้เรียน หรือแนวคิด “ความเท่าเทียมแนวตั้ง” (Vertical Equity) รวมถึงการจัดสรรงบประมาณแบบ “เงินก้อน” (Block Grant) ให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการดูแลเด็กด้อยโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม

เสียงจากผู้บริโภคการศึกษา ถึงพรรคการเมือง

ในช่วงสนทนาสร้างสรรค์ “ป้ายยา “การศึกษาไทย” : นโยบายที่ชอบ กฎหมายที่ใช่” ได้เชิญเครือข่ายผู้ปกครอง และเครือข่ายครูขอสอน สะท้อนปัญหาของระบบการศึกษาไทย พร้อมให้ตัวแทน 4 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคไทยก้าวใหม่ และพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมเสนอแนวทางในการแก้ปัญหา และยืนยันว่าหากได้เป็นรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาการศึกษาไทยได้ทันที

เรียนฟรีที่ “ฟรีจริง”

ในประเด็นการทำให้การศึกษาเป็นสิทธิที่ไม่สร้างภาระให้ครอบครัว พรรคการเมืองต่างเสนอแนวทางที่หลากหลาย พรรคประชาชนมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยระยะสั้นเสนอเพิ่มเงินรายหัวและปรับระบบงบประมาณให้โรงเรียนใช้ได้ยืดหยุ่นมากขึ้น ขณะที่ระยะยาวต้องการบรรจุสิทธิเรียนฟรีที่มีคุณภาพไว้ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ด้านพรรคประชาธิปัตย์เน้นการเพิ่มงบแบบจำเพาะพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย พร้อมแก้กติกาให้โรงเรียนโยกงบข้ามหมวดได้ ส่วนพรรคไทยก้าวใหม่ชูแนวคิด “ไม่ต้องรอกฎหมาย” ใช้อำนาจฝ่ายบริหารโอนเงินสนับสนุนตรงถึงผู้ปกครอง และยกเลิกสูตรจัดสรรงบแบบเดิม ขณะที่พรรคเพื่อไทยเสนอการันตีรายได้ให้ครอบครัวผู้เรียน ควบคู่กับการคำนวณงบประมาณโรงเรียนจากหลายปัจจัย เพื่อให้สะท้อนต้นทุนจริงของแต่ละพื้นที่

เรียนอย่างเสมอภาค เท่าทัน และมีคุณภาพ

ประเด็นคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ภาระงานครู และการปรับหลักสูตรสู่ยุค AI เป็นอีกโจทย์ใหญ่ พรรคไทยก้าวใหม่เน้น “ปลดล็อกครู” ผ่านนโยบาย 3 เลิก 3 ให้ ลดงานธุรการและงานประเมินที่ไม่จำเป็น พร้อมผลักดันให้เด็กเรียน AI ตั้งแต่ระดับต้น พรรคเพื่อไทยเสนอแนวคิดซีโร่โปรเจ็ค (Zero Project) ส่งครูกลับห้องเรียน เพื่อตัดโครงการซ้ำซ้อน  โดยใช้ระบบ “รัฐบาลดิจิทัล” (Digital Government) เพื่อลดงานเอกสาร และปรับหลักสูตรทั้งระบบให้สอดคล้องกับการประเมินและการเข้ามหาวิทยาลัย พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ ให้โรงเรียนตัดสินใจเอง ใช้เอไอช่วยงานบริหาร และมองบทบาทเอไอเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพมนุษย์ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอใช้ศึกษาธิการจังหวัดเป็นกลไกเชื่อมทรัพยากร ดึงเอกชนร่วมจัดการศึกษา และพัฒนาหลักสูตรให้สอดรับกับเทรนด์โลกผ่านระบบธนาคารหน่วยกิต

เรียนอย่างปลอดภัย

เรื่องความปลอดภัยในโรงเรียน พรรคเพื่อไทยเสนอจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ์และเสรีภาพของนักเรียนในทุกจังหวัด พร้อมใช้ระบบข้อมูลเปิดเพื่อความโปร่งใส พรรคประชาชนผลักดันกฎหมายห้ามใช้ความรุนแรงต่อเด็ก และใช้เทคโนโลยีตรวจสอบความผิดปกติของโครงการงบประมาณ พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับสิทธิเด็กในชีวิตประจำวัน และการพัฒนาครูแนะแนวด้านจิตวิทยา ขณะที่พรรคไทยก้าวใหม่มุ่งเน้นความปลอดภัยทางกายภาพของโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก และการคัดเลือกผู้บริหารที่มีธรรมาภิบาล

เรียนจบต้องมีงานทำ

ในมิติการเชื่อมการศึกษากับตลาดแรงงาน พรรคเพื่อไทยเสนอแนวคิด “เรียนได้งบ จบได้งาน” โดยนำโมเดลต่างประเทศมาปรับใช้เพื่อการพัฒนาทักษะใหม่ และยกระดับทักษะให้ตรงกับความต้องการอุตสาหกรรม พรรคไทยก้าวใหม่เสนอปรับโครงสร้างปริญญาตรีให้สั้นลงในบางสาขา เพื่อให้เข้าสู่ตลาดแรงงานเร็วและกลับมาเรียนรู้ซ้ำได้ พรรคประชาชนสนับสนุนการเรียนรู้แบบรอบด้าน และใช้ระบบคูปองเชื่อมการพัฒนาทักษะกับฐานข้อมูลแรงงาน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ภาคเอกชนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน มีบทบาทร่วมพัฒนาคน ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างห้องแล็บร่วมกับสถานศึกษา

การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ ทุกพรรคสัญญา “ทำทันที”

ในประเด็นการบริหารกระทรวงศึกษาธิการและการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ หากได้เป็นรัฐบาล ตัวแทนจากทุกพรรคการเมืองต่างให้คำมั่นว่า จะเร่งเดินหน้าการปฏิรูปการศึกษาโดยไม่ปล่อยให้กระบวนการล่าช้า พรรคเพื่อไทยระบุถึงความพร้อมในการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย และสามารถยื่นร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ต่อรัฐสภาได้ทันที ขณะที่พรรคประชาชนเสนอกรอบเวลาที่ชัดเจน โดยตั้งเป้าผลักดันกฎหมายให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี

ด้านพรรคประชาธิปัตย์ย้ำจุดยืนความเป็นนักปฏิบัติ โดยพร้อมเข้าบริหารและขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาทันที โดยไม่ต้องเริ่มต้นกระบวนการใหม่ ขณะที่พรรคไทยก้าวใหม่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างการบริหารระดับชาติ เสนอให้จัดตั้งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายพัฒนาทุนมนุษย์ โดยมองว่าคนคือฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ละพรรคจะมีแนวทางบริหารแตกต่างกัน แต่ล้วนให้สัญญาร่วมกันว่า การปฏิรูปการศึกษาและการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะเป็นวาระเร่งด่วน หากได้เป็นรัฐบาล

เวทีครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสัญญา ระหว่างพรรคการเมืองและผู้บริโภค โดยสภาผู้บริโภคยืนยันว่าจะติดตามการขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าการปฏิรูปการศึกษาไทยจะไม่เป็นเพียงคำมั่นสัญญาในช่วงหาเสียง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จะคืนโอกาสให้กับเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน