Ribbon

คลองถมเซ็นเตอร์ไฟไหม้ สะท้อนปมทุจริต ระบบอนุญาต – ตรวจสอบ?

Getting your Trinity Audio player ready...
คลองถมเซ็นเตอร์ไฟไหม้ สะท้อนปมทุจริต ระบบอนุญาต – ตรวจสอบ?

จากกรณีเหตุเพลิงไหม้ คลองถมเซ็นเตอร์ ซึ่งมีพื้นที่ใหญ่โตมากกว่า 10,000 ตารางเมตร จัดเป็นอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ที่มีร้านค้าจำนวนมากจัดวางกันอย่างแออัดอยู่ภายใน และเกิดเพลิงไหม้ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง สภาผู้บริโภคตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหามาตรฐานความปลอดภัยของอาคารเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่คำถามถึง ช่องโหว่ในกระบวนการอนุญาตและตรวจสอบอาคารที่อาจเชื่อมโยงกับการทุจริต โดยเฉพาะการอนุญาตให้ก่อสร้างและการเปิดใช้อาคาร การตรวจสอบโครงสร้างเหล็ก ระบบป้องกันอัคคีภัย ตลอดจนการใช้จริงในพื้นที่ว่าเป็นไปตามกฎหมายควบคุมอาคาร และแบบที่ได้รับอนุญาตหรือไม่

คลองถมเซ็นเตอร์ไฟไหม้ สะท้อนปมทุจริต ระบบอนุญาต – ตรวจสอบ?

นายก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบจากกรณี คลองถมเซ็นเตอร์ไฟไหม้ คือ อาคารดังกล่าวได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างและเปิดใช้งานเป็นอาคารประเภทใด และสภาพการใช้งานจริงตรงตามแบบที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เนื่องจากลักษณะอาคารเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ถูกจัดแบ่งพื้นที่เป็นร้านค้าจำนวนมาก มีสินค้าหลากหลายประเภท รวมถึงวัสดุที่อาจเป็นเชื้อเพลิง ทำให้เกิดความหนาแน่นของผู้คนและสิ่งของภายในอาคาร

“เราต้องตั้งคำถามว่า อาคารแห่งนี้ได้รับการอนุญาต และผ่านการตรวจสอบสร้างมาได้อย่างไร จึงมีความแออัดหนาแน่นขนาดนี้ ที่ว่างหรือระยะร่นมีเพียงพอหรือไม่ มีการเตรียมการในเรื่องความปลอดภัยยามเกิดเหตุอัคคีภัยไว้อย่างไร และมีการก่อสร้างจัดการพื้นที่ใช้งานจริงเป็นไปตามที่ขออนุญาตไว้หรือเปล่า” นายก้องศักดิ์กล่าว

คลองถมเซ็นเตอร์ไฟไหม้ เปิดประเด็น “โครงสร้างเหล็ก” กับความปลอดภัย

นายก้องศักดิ์กล่าวต่อว่า อาคารที่ใช้โครงสร้างเหล็กมีข้อจำกัดด้านความทนไฟ เพราะเมื่อเหล็กได้รับความร้อนเป็นเวลานานจะสูญเสียกำลังและสามารถยุบตัวได้ ดังนั้น ตามหลักการออกแบบอาคารจึงต้องมีระบบป้องกันไฟสำหรับโครงสร้างเหล็ก โดยการทา เคลือบ หรือพ่นวัสดุป้องกันไฟบนโครงสร้างเหล็ก เพื่อช่วยหน่วงเวลาไม่ให้โครงสร้างสูญเสียความสามารถในการรับน้ำหนักอย่างรวดเร็ว

สำหรับวัสดุป้องกันไฟโครงสร้างเหล็กโดยทั่วไปมีทั้ง ชนิดสีสำหรับทา ซึ่งสามารถป้องกันไฟได้ประมาณ 1 – 3 ชั่วโมง และ ชนิดซีเมนต์กันไฟสำหรับพ่นหรือฉาบ ซึ่งสามารถป้องกันไฟได้ประมาณ 1 – 4 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับชนิด ความหนา คุณภาพของวัสดุ และมาตรฐานการติดตั้ง โดยวัสดุประเภทซีเมนต์กันไฟอาจใช้เวอร์มิคูไลต์ (Vermiculite) เป็นส่วนผสมเพื่อช่วยเพิ่มคุณสมบัติในการทนไฟ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลผลการตรวจสอบที่ออกข่าวในขณะนี้ ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการทา เคลือบ หรือพ่นสารป้องกันไฟบนโครงสร้างเหล็กของอาคารดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบต่อว่าอาคารได้รับการออกแบบ ก่อสร้าง ตรวจรับเปิดใช้อาคาร และมีการตรวจสอบตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

ทั้งนี้ นายก้องศักดิ์อธิบายว่า แม้อาคารจะมีการติดตั้งวัสดุป้องกันไฟ แต่การป้องกันดังกล่าวย่อมมีข้อจำกัดด้านระยะเวลา ที่ไม่สามารถทนต่อการถูกเพลิงไหม้เป็นเวลานานได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยเฉพาะกรณีที่เกิดเพลิงไหม้เป็นวงกว้าง และกินเวลาต่อเนื่องหลายชั่วโมง การป้องกันไฟจึงมีหน้าที่สำคัญในการ หน่วงเวลาการสูญเสียกำลังของโครงสร้าง เพื่อให้มีเวลาอพยพและเข้าควบคุมเหตุ

รื้อระบบตรวจสอบ ตั้งแต่ก่อสร้างจนถึงเปิดใช้งาน

นายก้องศักดิ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ควรถูกมองเฉพาะเรื่องการดับเพลิง แต่ต้องย้อนกลับไปตรวจสอบตั้งแต่ขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้าง การควบคุมระหว่างก่อสร้าง การตรวจสอบก่อนเปิดใช้อาคาร และการตรวจสอบอาคารระหว่างการใช้งาน

โดยเฉพาะอาคารขนาดใหญ่ที่มีประชาชนเข้าไปใช้งานเป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องมีการตรวจสอบเป็นระยะตามรอบที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้มั่นใจว่าสภาพอาคารและระบบความปลอดภัยยังเป็นไปตามมาตรฐาน

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ระบบปัจจุบันที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่กลุ่มเดียวมีบทบาททั้งด้านการอนุมัติและตรวจสอบ จนอาจทำให้เกิดช่องโหว่ในการกำกับดูแล  จากหน่วยงานวิชาชีพ เช่น สภาวิศวกร สภาสถาปนิก รวมถึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและชุมชน เพื่อให้เกิดการตรวจสอบจากหลายฝ่ายที่มีความละเอียดรอบคอบ รัดกุม โปร่งใส เพื่อให้ความปลอดภัยในการใช้งานในอาคารทุกประเภท โดยเฉพาะอาคารที่มีประชาชนเข้าไปใช้งานกันเป็นจำนวนมาก

เสนอแยกบทบาท ผู้อนุมัติ – ตรวจสอบอาคาร

นายก้องศักดิ์ระบุว่า กรณีอาคารที่มีการใช้งานหนาแน่นหรือมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานจากเดิม จำเป็นต้องตรวจสอบว่าการใช้พื้นที่ยังอยู่ภายใต้ประเภทอาคารและเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เพราะการนำพื้นที่ขนาดใหญ่มาแบ่งเป็นร้านค้าจำนวนมาก อาจทำให้สภาพการใช้งานจริงแตกต่างจากการออกแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในเรื่องจำนวนผู้ใช้อาคาร ทางหนีไฟ ความหนาแน่นของสินค้า ระบบดับเพลิง และความปลอดภัยโดยรวม

“คำถามง่าย ๆ คือ อาคารในลักษณะที่น่าสงสัยว่า มีการสร้างขึ้นมาและใช้งานอย่างไม่ถูกต้องรูปแบบนี้ สามารถสร้างมาได้อย่างไร ทำไมไม่ถูกจัดการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงคำถามอื่นๆอีกมากมาย ที่ล้วนโยงไปถึงเรื่องความโปร่งใสในการอนุมัติ และการตรวจสอบทั้งสิ้น” นายก้องศักดิ์กล่าว

นายก้องศักดิ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาอาคารที่สร้างขึ้นมา และเปิดใช้งานกันอย่างผิดกฎหมายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอาคารประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่กำลังเกิดขึ้นในอาคารทุกประเภท ทั้งอาคารพักอาศัย อาคารพาณิชย์ สถานบริการ สถานประกอบการประเภทต่างๆ โรงงาน ฯลฯ ซึ่งล้วนมีสาเหตุมาจาก กระบวนการอนุมัติ และการตรวจสอบที่ไม่มีประสิทธิภาพ และขาดความโปร่งใส ใช่หรือไม่

ดังนั้น สิ่งที่สภาผู้บริโภคขอนำเสนอคือ ต้องแยกบทบาทการอนุมัติ และการตรวจสอบ ด้วยการพิจารณาเพิ่มกลไกการตรวจสอบเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระจากเจ้าหน้าที่กลุ่มเดิม เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ และสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติ โดยให้เพิ่มการมีส่วนร่วมของหน่วยงานวิชาชีพและภาคประชาชนแทรกเข้าไปในขั้นตอนการตรวจสอบ และ ต้องมีผู้รับผิดชอบเมื่อพบการฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายควบคุมอาคารไม่ได้หยุดอยู่เพียงการออกใบอนุญาต แต่ต้องคุ้มครองความ ปลอดภัยของประชาชนตลอดอายุการใช้งานอาคาร

“เรื่องทั้งหมดคือ การอนุมัติและตรวจสอบ ถ้าอนุมัติ และตรวจสอบการใช้งานจริงด้วยความถูกต้องตรงตามแบบที่ได้ขออนุญาตไว้จริง ๆ โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพ ความปลอดภัย ตามกฎหมายควบคุมอาคาร และกฎหมายประกอบการประกอบกิจกรรมใดๆในทุกประเภท เหตุการณ์แบบนี้จะเกิดน้อยมาก” นายก้องศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย