Ribbon

เร่งศึกษากลไก “กฎหมายตั๋วร่วม – ภาษีรถยนต์” พัฒนา ขนส่งสาธารณะภูเก็ต

Getting your Trinity Audio player ready...

ค่าเดินทางแพง เดินทางไม่ต่อเนื่อง หรือจำเป็นต้องพึ่งรถยนต์ส่วนตัว ล้วนเป็นต้นทุนของคนภูเก็ต สภาผู้บริโภคและภาคีเครือข่ายจึงศึกษากลไก “ตั๋วร่วม – ภาษีรถยนต์” เพื่อหาทางหนุนระบบขนส่งสาธารณะภูเก็ตให้สะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงได้มากขึ้น

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 สภาผู้บริโภค ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายผู้บริโภคภูเก็ต และศูนย์กฎหมายศรีปทุม มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดกิจกรรมวิจัยเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การใช้ประโยชน์จากกฎหมายตั๋วร่วมและการจัดสรรรายได้จากภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์” ภายใต้โครงการสานพลังความร่วมมือท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาขนส่งสาธารณะไร้รอยต่อที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทุกคน ณ ห้องประชุมอันดามัน บริษัท ภูเก็ตพัฒนาเมือง จังหวัดภูเก็ต โดยมี เรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยตัวแทนผู้บริโภค องค์กรผู้บริโภค ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

การศึกษาครั้งนี้มุ่งศึกษาสถานการณ์และปัญหาการใช้บริการ ขนส่งสาธารณะภูเก็ต ควบคู่กับการค้นหาคำตอบว่า กฎหมายตั๋วร่วมและรายได้จากภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์จะสามารถนำมาใช้สนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างไร โดยพิจารณาทั้งการเชื่อมโยงระบบและค่าโดยสาร ตลอดจนแนวทางการนำรายได้ดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ ผ่านการศึกษาข้อกฎหมายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

เร่งศึกษากลไก “กฎหมายตั๋วร่วม – ภาษีรถยนต์” พัฒนาขนส่งสาธารณะภูเก็ต
เร่งศึกษากลไก “กฎหมายตั๋วร่วม – ภาษีรถยนต์” พัฒนาขนส่งสาธารณะภูเก็ต

คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะไม่ใช่เพียงการเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง แต่ต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่สะดวก ปลอดภัย และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม โดยจำเป็นต้องมีกลไกทางกฎหมายและการเงินที่สนับสนุนให้ท้องถิ่นสามารถเข้ามามีบทบาทในการจัดบริการได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการใช้ประโยชน์จากกฎหมายตั๋วร่วมเพื่อเชื่อมต่อการเดินทางและค่าโดยสาร และการพิจารณาแนวทางนำรายได้จากภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์มาสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะ

“เราคาดหวังว่าผลการศึกษาจะช่วยให้เกิดแนวทางสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะที่ตอบโจทย์ประชาชนได้มากขึ้น เพราะหากประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและเชื่อมต่อการเดินทางได้สะดวก ก็จะช่วยลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางถนนและลดมลพิษจากการเดินทางได้ด้วย” คงศักดิ์ กล่าว

ผศ.ดร.ช้องนาง วิพุธานุพงษ์ คณะผู้วิจัยจากศูนย์กฎหมายศรีปทุม มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า การศึกษานี้ให้ความสำคัญกับการพิจารณากฎหมายในบริบทของการนำไปใช้จริง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างข้อกฎหมาย อำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน และเงื่อนไขในการบริหารจัดการรายได้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณาว่ากลไกที่มีอยู่สามารถนำมาใช้ได้มากน้อยเพียงใด

“การวิเคราะห์จึงต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่า กฎหมายเปิดช่องให้ดำเนินการอย่างไร มีข้อจำกัดใดที่เป็นอุปสรรค และต้องอาศัยการปรับปรุงหรือกลไกเพิ่มเติมในส่วนใด เพื่อให้ข้อเสนอที่ได้มีพื้นฐานทางกฎหมายรองรับ และสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้” ผศ.ดร.ช้องนาง กล่าว

ทั้งนี้ จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผู้เข้าร่วมมีความเห็นร่วมกันถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเห็นว่าการศึกษาแนวทางใช้ประโยชน์จากกฎหมายและกลไกทางการเงินที่เกี่ยวข้อง เป็นโอกาสในการค้นหาทางเลือกเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะของจังหวัดภูเก็ตให้มีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการมากขึ้น

หลังจบกิจกรรมในจังหวัดภูเก็ต โครงการมีแผนดำเนินงานศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดน่านเป็นลำดับถัดไป เพื่อรวบรวมข้อค้นพบจากพื้นที่ที่มีบริบทและข้อจำกัดแตกต่างกัน นำมาวิเคราะห์และพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ตามศักยภาพของแต่ละจังหวัด โดยมุ่งสนับสนุนให้ท้องถิ่นและภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการ