
มีนโยบาย ‘เรียนฟรี’ แต่ผู้ปกครองยังจ่ายหนัก สภาผู้บริโภคยื่น 5 ข้อเสนอถึง ศธ. ชี้เด็กจำนวนมากติด หลุดออกจากระบบการศึกษา จากค่าใช้จ่ายแฝงในโรงเรียน
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 คณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ยื่นข้อเสนอนโยบายและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เรียกร้องให้เร่งทบทวนและปรับปรุงประกาศกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับการเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา หลังพบปัญหาการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในโรงเรียนที่ยังสร้างภาระหนักแก่ผู้ปกครอง และกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงการศึกษาของเด็กจำนวนมาก

ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า จากข้อมูลและข้อเท็จจริงในเวทีเสวนาและเครือข่ายสภาผู้บริโภค สะท้อนว่า แม้ภาครัฐจะมีนโยบาย เรียนฟรี 15 ปี แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ปกครองยังต้องเผชิญค่าใช้จ่ายแฝงและเงินบำรุงการศึกษาหลายรายการ ขณะที่ บางโรงเรียนยังมีการเชื่อมโยงการชำระเงินเข้ากับการให้บริการทางการศึกษา จนนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะกับครอบครัวยากจนและกลุ่มเปราะบาง
หนึ่งในปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ กรณีโรงเรียนกักเอกสารทางการศึกษา เช่น ใบแสดงผลการเรียนหรือเอกสารจบการศึกษา เพราะผู้ปกครองค้างชำระเงินบำรุงการศึกษา ส่งผลให้เด็กบางคนไม่สามารถสมัครเรียนต่อหรือสมัครงานได้ ต้องเข้าสู่แรงงานนอกระบบหรือรับงานที่มีรายได้ต่ำกว่าศักยภาพของตนเอง
นอกจากนี้ ยังพบว่ากระบวนการทวงถามค่าใช้จ่ายในบางโรงเรียน เช่น การประกาศกลางห้องเรียนหรือเรียกผู้ปกครองมาตักเตือนก่อนมอบเอกสารสำคัญ ได้สร้างความอับอาย ความเครียด และกระทบต่อศักดิ์ศรีของเด็กและครอบครัวโดยตรง
ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษาระบุว่า ภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษากำลังซ้ำเติมปัญหาความยากจน เพราะผู้ปกครองจำนวนหนึ่งจำเป็นต้องกู้หนี้นอกระบบเพื่อนำเงินมาชำระค่าใช้จ่ายให้บุตรหลานได้รับวุฒิการศึกษา ขณะที่ระบบช่วยเหลือเด็กกลุ่มเปราะบางยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ ทำให้เด็กบางส่วนเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะปัญหาเศรษฐกิจ
จากปัญหาดังกล่าว คณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ได้เสนอ 5 มาตรการสำคัญต่อกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่
- ปรับปรุงประกาศกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2554 โดยแยก “สิทธิทางการศึกษา” ออกจาก “ภาระหนี้สิน” เพื่อห้ามสถานศึกษากักหน่วงวุฒิการศึกษาหรือเอกสารสำคัญในทุกกรณี โดยต้องแยกส่วนสิทธิพื้นฐานของผู้เรียนออกจากภาระหนี้สิน เพื่อป้องกันการใช้วุฒิการศึกษาเป็นตัวประกันในการบังคับชำระเงินและคุ้มครองโอกาสในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพของเยาวชน
- กำหนดแนวปฏิบัติให้ชัดเจนว่าเด็กทุกคนต้องได้เรียนจนจบโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ พร้อมสนับสนุนให้เขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนทำงานเชิงรุก เพื่อเข้าไปช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหา และขจัดอุปสรรคที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา
- ปรับปรุงระบบการจัดสรรและบริหารจัดการงบประมาณใหม่ให้เป็นโครงสร้างที่ยืดหยุ่น โดยมุ่งเน้นการ จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมตามเกณฑ์ความจำเป็น ให้แก่สถานศึกษาที่มีสัดส่วนนักเรียนยากจนสูงและสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกลผ่านการจัดตั้งกองทุนระดับจังหวัด เพื่อลดการพึ่งพาเงินบำรุงการศึกษาจากผู้ปกครอง พร้อมทั้งกำหนดเพดานอัตราขั้นสูง ในการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมให้ชัดเจนตามความจำเป็นจริง เพื่อป้องกันการเหลื่อมล้ำ โดยต้องควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างการใช้จ่ายให้มีความยืดหยุ่น ที่อนุญาตให้สถานศึกษาสามารถบริหารจัดการหรือโยกงบประมาณในหมวดที่ใกล้เคียงกันได้ เพื่อให้การใช้ทรัพยากรตอบโจทย์บริบทความจำเป็นของเด็กนักเรียนและพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
- ให้โรงเรียนคัดกรองนักเรียนกลุ่มเสี่ยง (ยากจน/มีปัญหาครอบครัว) ตั้งแต่ต้นปี และทำฐานข้อมูลเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอก เพื่อส่งความช่วยเหลือให้ถึงตัวเด็กอย่างรวดเร็วก่อนที่เด็กจะลาออกหรือหายไปจากระบบ
- ส่งเสริมให้การสนับสนุนทรัพยากรแก่สถานศึกษาเป็นไปบนพื้นฐานของความสมัครใจและความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยไม่กระทบต่อสิทธิและโอกาสทางการศึกษาของเด็ก พร้อมทั้งสนับสนุนให้สถานศึกษาเปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายและการบริหารทรัพยากรอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ทุกภาคการศึกษา รวมถึงจัดให้มีช่องทางรับฟังข้อเสนอแนะหรือข้อร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลอย่างเหมาะสม
ผศ.อรรถพลย้ำว่า หลักสำคัญของข้อเสนอครั้งนี้คือ “ต้องไม่มีเด็กคนใดหลุดจากระบบการศึกษาเพราะปัญหาทางการเงิน พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการผลักดันมาตรการดังกล่าวสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างระบบการศึกษาที่ลดความเหลื่อมล้ำและคุ้มครองศักดิ์ศรีของเด็กอย่างแท้จริง”
สำหรับผู้บริโภคที่พบปัญหาประเด็นการศึกษา สามารถปรึกษาหรือร้องเรียนได้ที่
(1) สายด่วนการศึกษา 1579 เป็นช่องทางบริการจากศูนย์บริการประชาชน กระทรวงศึกษาธิการ ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสอบถามข้อมูล ร้องเรียน หรือร้องทุกข์เกี่ยวกับปัญหาการศึกษา โดยสามารถติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ 1579 หรือผ่าน https://1579follow.moe.go.th/home
(2) สายด่วนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โทร 1377 ให้บริการในเวลาราชการ เพื่อแจ้งเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชน ร้องเรียน
(3) สามารถร้องเรียนผ่านช่องทางของสภาผู้บริโภค ที่เว็บไซต์ https://complaint.tcc.or.th/
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



