Ribbon

ก่อสร้าง พระรามสอง ไร้ประกันภัย ประชาชนเสี่ยงซ้ำ?

Getting your Trinity Audio player ready...
ก่อสร้าง พระรามสอง ไร้ประกันภัย ประชาชนเสี่ยงซ้ำ?

เหตุการณ์เครนถล่มเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 บนถนน พระรามสอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ มอเตอร์เวย์ M82 (ถนนยกระดับสายบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว) ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 5 คน และมีผู้เสียชีวิต 2 ราย อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาผ่านมาร่วม 1 เดือน แต่ผู้เสียหายกลับยังไม่ได้รับการชดเชยเยียวยา หรือแม้แต่ได้รับการติดต่อจากบริษัทประกันภัย สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือโครงการก่อสร้างดังกล่าว ที่มีมูลค่าสูงถึง 1,868 ล้านบาท กลับไม่มีการประกันภัยรองรับความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะว่า ยังไม่พบข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยของโครงการดังกล่าวในระบบ ทำให้เกิดความสั่นคลอนในความเชื่อมั่นของสังคมต่อกลไกการคุ้มครองความเสี่ยงในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่

สภาผู้บริโภคได้พูดคุยกับ อดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการด้านกฎหมายและการตรวจสอบ คปภ. เพื่อไขข้อสงสัย ทั้งกรณีพระรามสอง และภาพรวมของระบบประกันภัยที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในประเทศไทย

โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ควรมีประกันภัยภาคบังคับ?

อดิศร ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน “การประกันภัยสำหรับโครงการก่อสร้างไม่ได้เป็นภาคบังคับตามกฎหมาย” จะมีหรือไม่มี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในสัญญาระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับเหมาเป็นหลัก

สำหรับกรณีเครนถล่มบนถนนพระรามสอง เมื่อวันที่ 15 มกราคม อดิศร ยอมรับว่า ปัจจุบัน คปภ. ยังไม่พบข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยของโครงการดังกล่าว อย่างไรก็ตามการที่ “ไม่พบข้อมูลในระบบ” ยังไม่อาจสรุปได้ว่าโครงการนั้น “ไม่มีประกันภัย” เสมอไป เนื่องจากชื่อโครงการ ผู้เอาประกัน หรือคู่สัญญาอาจไม่ตรงกับข้อมูลในฐานข้อมูลกลาง

ขณะที่ความเป็นไปได้ในการทำประกันภัยภาคบังคับ สำหรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ อดิศรอธิบายว่า เรื่องประกันภัยภาคบังคับ ไม่ใช่เพียงเรื่องเชิงเทคนิค แต่เป็นประเด็นเชิงนโยบาย เพราะการจะกำหนดให้กิจกรรมใดต้องมีประกันภัยภาคบังคับ จำเป็นต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ และต้องผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นจากประชาชน รวมถึงการ “ชั่งน้ำหนัก” ระหว่างประโยชน์สาธารณะกับภาระที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับด้วย

ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ที่บังคับให้รถทุกคันต้องทำประกัน เป็นเพราะรถยนต์มีศักยภาพก่อความเสียหายต่อผู้อื่นโดยตรงในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อขยับมาที่ภาคการก่อสร้าง แม้จะมีความเสี่ยงสูงต่อสาธารณะในบางพื้นที่และบางช่วงเวลา แต่ะการกำหนดเพดานความคุ้มครองหรือการเพิ่มวงเงินประกัน ก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อ “เบี้ยประกัน” ที่ผู้เอาประกันต้องจ่าย หากดันเพดานความคุ้มครองสูงขึ้น เบี้ยย่อมสูงขึ้นตาม และสุดท้ายภาระก็ย้อนกลับมาสู่ผู้ประกอบการ และอาจถูกผลักต้นทุนไปยังผู้บริโภคหรือผู้เสียภาษีในทางอ้อม

“คปภ. ในฐานะผู้กำกับดูแลจึงต้องรักษาสมดุลระหว่าง “สิทธิของผู้เสียหาย” กับ “ภาระของผู้ประกอบกิจการ” ซึ่งไม่ใช่สมการที่แก้ได้ด้วยคำสั่งฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยฉันทามติจากสังคมในระดับหนึ่ง” อดิศรระบุ

ก่อสร้าง พระรามสอง ไม่มีประกันภัย ใครต้องรับผิด?

อดิศร อธิบายเพิ่มเติมว่า กรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หรือเกิดความสูญเสียขึ้นระหว่างการก่อสร้าง หากมีประกันภัย วงเงินคุ้มครองจะถูกนำมาใช้เยียวยาผู้เสียหายก่อน อย่างไรก็ตามหากวงเงินไม่เพียงพอและบริษัทดังกล่าวไม่ได้ทำประกันภัย ความรับผิดจะย้อนกลับไปยังผู้ก่อความเสียหายโดยตรง ซึ่งตามหลักกฎหมายทั่วไปคือ “ผู้กระทำละเมิดต้องรับผิด” นั่นแปลว่า ผู้รับเหมาหรือผู้รับจ้างช่วง (Subcontractor) ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานก่อสร้างย่อมเป็นผู้รับผิดชอบหลัก และผู้ว่าจ้างอาจต้องรับผิดร่วม หากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำกับสั่งการที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งหมายถึงภาระทางแพ่งที่อาจลากยาวและบั่นทอนทั้งผู้เสียหายและผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ คปภ.มีบทบาทเป็น “คนกลาง” ในการตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ ประสานบริษัทประกัน และเร่งรัดการจ่ายค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่พบว่ามีความคุ้มครองอยู่จริง โดยเฉพาะในภัยขนาดใหญ่ คปภ.จะใช้ฐานข้อมูลประชาชนและข้อมูลผู้เสียชีวิตเพื่อค้นหาว่ามีผู้ใดอยู่ในระบบประกันหรือไม่ และประสานให้บริษัทประกันดำเนินการโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม หากไม่มีกรมธรรม์รองรับ บทบาทของรัฐก็จำกัดอยู่ที่การอำนวยความสะดวกและประสานงาน การเยียวยาสุดท้ายยังคงผูกอยู่กับความรับผิดของผู้ก่อเหตุและกระบวนการยุติธรรม


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

คปภ.แจงไม่พบการทำประกันภัยช่วงก่อสร้างเคลนถล่มพระราม2

ติง “สมุดพกผู้รับเหมา” ก่อสร้าง พระราม 2 หลุดเกณฑ์ปลอดภัย

1 เดือน ‘เครนถล่ม’ สีคิ้ว ผู้บาดเจ็บยังไร้ชดเชย จี้ผู้เกี่ยวข้องเร่งเยียวยา