Ribbon

“บ้านพัง” ศาลสั่งชดใช้ 24 ล้าน ชัยชนะของผู้บริโภค

Getting your Trinity Audio player ready...

บ้าน คือวิมานในฝันสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับลูกบ้านในหมู่บ้านจัดสรรที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กลับกลายเป็นระเบิดเวลาหลังเข้าอยู่เพียงไม่กี่เดือน นี่คือมหากาพย์การร้องเรียนของผู้บริโภค 14 ราย ที่ต้องเผชิญหน้ากับนายทุนเลี่ยงกฎหมาย จนนำมาสู่ชัยชนะและการเยียวยากว่า 24 ล้านบาท โดยความช่วยเหลือของสภาองค์กรของผู้บริโภค จากหน่วยงานประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

  • โครงสร้างที่ไร้มาตรฐานวิศวกรรม พบรอยแตกร้าวขนาดใหญ่ลามไปทั่วผนัง ฝ้า และเสาบ้าน จากการตรวจสอบเชิงลึกพบว่า ไม่มีการเทเสาเอ็นและทับหลังตามมุมหน้าต่างและประตู การวางตอม่อและเหล็กเสริมที่ไม่เป็นไปตามระบบ ทำให้พื้นดินทรุดตัวจนโครงสร้างบ้านขยับ และน้ำฝนไหลย้อนเข้าท่วมบ้านทุกครั้งที่ฝนตก
  • ระบบสาธารณูปโภคที่หมกเม็ด ระบบระบายน้ำไม่ได้มาตรฐาน ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนอย่างรุนแรง และมีการปล่อยน้ำเสียลงสู่คลองสาธารณะโดยตรง ขณะที่ระบบไฟฟ้าไม่มีการร้อยสายเข้าท่อเชื่อมต่อให้เป็นระเบียบ เสี่ยงต่ออันตรายถึงชีวิต
  • กับดักทางกฎหมาย โครงการนี้ใช้เอกสารสิทธิ์เป็น น.ส.3 ก. และมีพฤติการณ์เลี่ยงจัดสรรที่ดิน โดยการแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยในชื่อบุคคล 7 ราย เพื่อหลีกเลี่ยงการขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามกฎหมาย ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องถูกตรวจสอบมาตรฐานสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกจากภาครัฐอย่างที่ควรจะเป็น
  • โฆษณาไม่ตรงปก ของแถมและเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้จูงใจในการขาย กลับได้รับไม่ครบถ้วนตามที่ระบุในสื่อโฆษณา

สภาองค์กรของผู้บริโภค หน่วยงานประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้การนำของ นางสาวธนพร บางบัวงาม หัวหน้าหน่วยฯ  ได้เปิดปฏิบัติการสืบสวนเชิงรุก  โดยประสานความร่วมมือกับ 4 หน่วยงาน ดังนี้

  1. อบต.ทับใต้ และสำนักงานโยธาธิการและการผังเมือง ให้ข้อมูลสนับสนุนด้านระเบียบการก่อสร้างอาคารติดคลองสาธารณะ และลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายทางวิศวกรรมถึง 6 ครั้ง จนพบว่าอาคารและกำแพงกันดินไม่ได้มาตรฐาน
  2. สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 8 เก็บตัวอย่างน้ำและพิสูจน์กลิ่นเหม็นจากการปล่อยน้ำเสียลงคลอง
  3. สำนักงานที่ดินจังหวัดฯ ตรวจสอบเส้นทางเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ก. เพื่อเปิดโปงขบวนการแบ่งแยกที่ดินเพื่อเลี่ยงกฎหมายจัดสรร
  4. ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ประสานงานติดตามความคืบหน้าในภาพรวม
  • ธันวาคม 2564  ลูกบ้านรวมตัวร้องเรียนที่หน่วยงานประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สภาองค์กรของผู้บริโภค
  • มกราคม-เมษายน 2565  หน่วยงานฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบ 6 ครั้ง และจัดเวทีไกล่เกลี่ยที่ อบต.ทับใต้ 
  • 11 เมษายน 2566 หน่วยงานฯ ยื่นฟ้องคดีผู้บริโภคต่อศาลจังหวัดหัวหิน
  • 30 มกราคม 2567 จุดพลิกผัน ศาลชั้นต้นพิพากษา ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องว่าหน่วยงานประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไม่มีอำนาจฟ้องแทนผู้บริโภคในความเสียหายส่วนบุคคล
  • มีนาคม 2567 หน่วยงานฯ ดำเนินการยื่นอุทธรณ์ ยืนยันสิทธิในการปกป้องผู้บริโภคตามกฎหมาย
  • 27 พฤศจิกายน 2567 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คดีหมายเลขแดงที่ 3852/2567 กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้ง 7 ร่วมกันรับผิดชอบความเสียหาย ถือเป็นชัยชนะเชิงประวัติศาสตร์ของลูกบ้าน

หลังจากผ่านกระบวนการพิสูจน์ความจริง ในที่สุดศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้ง 7 ราย ร่วมกันรับผิดชอบเยียวยาผู้เสียหาย โดยมีรายละเอียดการเยียวยา ดังนี้

  • ในส่วนของการคืนเงินค่าซื้อที่ดินและบ้าน กำหนดให้จำเลยต้องรับคืนบ้านและที่ดินทั้ง 12 แปลง พร้อมทั้งชำระคืนเงินต้นให้กับลูกบ้านทั้งหมด
  • ซึ่งมียอดรวมเงินต้นคืนค่าซื้อ คิดเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 23,080,000 บาท
  • นอกจากนี้ ยังมีค่าเสียหายส่วนแรก โดยศาลสั่งชดเชยให้จำนวน 80,000 บาทต่อแปลง (รวมเป็นเงิน 960,000 บาท)
  • ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีค่าเสียหายเชิงลงโทษ เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการประกอบธุรกิจ อีกจำนวน 20,000 บาทต่อแปลง (รวมเป็นเงิน 240,000 บาท)
  • ท้ายที่สุด คือค่าป่วยการดำเนินคดี จำนวน 100,000 บาท ซึ่งต้องชำระให้แก่โจทก์ที่เข้ามาช่วยเหลือในคดีนี้

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ได้วัดกันที่ตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่คือความหวังและศักดิ์ศรีที่ถูกกู้คืนกลับมา ทั้งนี้เรามาฟังความในใจของตัวแทนลูกบ้าน 2 ท่าน ที่ขอถ่ายทอดประสบการณ์ เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ผู้บริโภคคนอื่น ๆ

คุณเอ (นามสมมติ) ตัวแทนลูกบ้านผู้เสียหาย “จากตอนแรกรู้สึกมืดแปดด้านจนเกือบจะถอดใจ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการได้รู้ว่ายังมีที่พึ่งอย่างหน่วยงานประจำจังหวัดประจวบฯ จึงตัดสินใจเดินเข้ามาขอความช่วยเหลือ และสิ่งที่ได้รับคือความมั่นใจ เนื่องจากทีมงานทุกคนดูแลเราเหมือนคนในครอบครัว มีการลงพื้นที่เคียงข้างเราทุกครั้งพร้อมทีมทนายที่เก่งจริง ด้วยเหตุผลนี้ความกังวลที่เคยมี จึงกลายเป็นความหวังที่จับต้องได้ ดิฉันจึงอยากบอกทุกคนว่าขอให้กล้าลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตัวเองค่ะ”

ในขณะเดียวกัน คุณบี (นามสมมติ) ลูกบ้านที่เคยถูกโครงการฟ้อง ได้กล่าวเสริมว่า “ดิฉันเคยถูกโครงการฟ้องเรียกเงิน 3 แสนเพียงเพราะโพสต์ภาพความเสียหายลงโซเชียล แต่ต่อมาหลังจากศาลยกฟ้อง ดิฉันจึงตระหนักว่าเราต้องสู้คืนเพื่อความยุติธรรม มีรุ่นพี่ที่สนิทแนะนำให้มาร้องเรียนกับสภาองค์กรของผู้บริโภค เมื่อได้มาร้องเรียนที่หน่วยงานประจำจังหวัดประจวบฯ ก็ได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ที่สำคัญคือ เจ้าหน้าที่ติดตามเรื่องให้ยาวนานหลายปีตั้งแต่ดิฉันท้องจนตอนนี้ลูก 2 ขวบ อยากบอกใครที่กำลังลังเลหรือถูกขู่ฟ้อง ไม่ต้องกลัวนะคะ เพราะหน่วยงานนี้ไม่ทิ้งเราแน่นอนค่ะ”

กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยไม่ควรพิจารณาเพียงภาพลักษณ์ภายนอกหรือบ้านตัวอย่างเท่านั้น แต่การตรวจสอบประวัติผู้ประกอบการและความโปร่งใสในการดำเนินโครงการตามกฎหมายจัดสรรที่ดินเป็นสิ่งสำคัญ ชัยชนะในครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า การรวมกลุ่มของผู้บริโภคที่มีความเข้มแข็ง เมื่อผนึกกำลังกับคำแนะนำและการสนับสนุนจาก สภาองค์กรของผู้บริโภค หน่วยงานประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สามารถสร้างอำนาจต่อรองที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมได้จริง

หากคุณเป็นผู้บริโภคในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่ได้รับความเสียหายหรือถูกละเมิดสิทธิ ไม่ว่าจะเป็นกรณีบ้านจัดสรรหรือบริการอื่นๆ การเลือกที่จะไม่นิ่งเฉยและลุกขึ้นมาร้องเรียน คือก้าวสำคัญที่จะทำให้สิทธิของคุณได้รับการปกป้องและเยียวยาอย่างยุติธรรม

ติดต่อร้องเรียนหรือขอคำปรึกษา หน่วยงานประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สภาองค์กรของผู้บริโภค

ที่ตั้ง เลขที่ 1/42-1/43 หมู่บ้านเตชินี 5 ถนนมหาราช ตำบลประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 77000

โทรศัพท์ 032-908-288 หรือ 061-436-5554

Line OA TCC032

Facebook หน่วยประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สภาองค์กรของผู้บริโภค

ข่าวอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง : อัลติจูดคราฟ บางนา แจงแก้ไขพื้นที่ส่วนกลาง เยียวยาผู้บริโภค