Ribbon

ชง แพ็กเกจเน็ต99บาท รับนโยบายทำงานที่บ้าน ช่วยผู้มีรายได้น้อย

ชง แพ็กเกจเน็ต99บาท รับนโยบายทำงานที่บ้าน ช่วยผู้มีรายได้น้อย

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกปรับเพิ่มขึ้น รัฐบาลเริ่มทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมัน และขอความร่วมมือให้ประชาชนลดการเดินทาง โดยมีนโยบายให้ข้าราชการทำงานที่บ้าน ซึ่งแทนที่จะช่วยลดค่าครองชีพ กลับเพิ่มต้นทุน เพราะบางบ้านไม่มีอินเทอร์เน็ต หรือมีแต่ไม่เพียงพอสำหรับใช้เรียน และทำงาน สภาผู้บริโภคแนะรัฐบาลเร่งออก แพ็กเกจเน็ต99บาท เพื่อช่วยลดภาระคนมีรายได้น้อย

สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น หลายครัวเรือนจำเป็นต้องปรับลดค่าใช้จ่ายบางด้าน แต่การใช้อินเทอร์เน็ตยังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เนื่องจากยังต้องใช้เพื่อการทำงาน การเรียน และการสื่อสาร โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่มีรัฐบาลออกมาตรการให้หน่วยงานราชการ – รัฐวิสาหกิจต้องทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) หรือหลาย ๆ สถานศึกษาให้นักเรียน นักศึกษาเรียนจากที่บ้านมากขึ้น

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้เสนอแนวคิดเรื่องการกำหนดแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตพื้นฐานราคาประหยัดสำหรับผู้มีรายได้น้อย “แพ็กเกจเน็ตราคา 99 บาท” ซึ่งมีความจำเป็นมากขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวและประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยเห็นว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำแนวคิดดังกล่าวกลับมาหารืออีกครั้งว่าควรกำหนดราคาและรูปแบบอย่างไร เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตพื้นฐานที่จำเป็นได้ในราคาที่เหมาะสม

“ตอนที่เราพูดเรื่องแพ็กเกจเน็ตราคาประหยัด เราคิดจากฐานว่าเศรษฐกิจก็ถดถอยอยู่แล้ว แต่พอมีภาวะสงครามเข้ามา ภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เรื่องนี้เลยยิ่งมีเหตุผลมากขึ้นที่จะกลับมาคุยกันว่า อินเทอร์เน็ตพื้นฐานสำหรับผู้มีรายได้น้อยควรอยู่ที่ราคาเท่าไร เพื่อให้ทุกคนยังทำงาน เรียน และสื่อสารได้” สุภิญญา กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการใช้บริการหรือแอปพลิเคชันบางประเภทที่ต้องใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากมิจฉาชีพที่อาจอาศัยสถานการณ์ความทุกข์และหวาดกลัวของประชาชน เช่น การส่ง SMS หรือโทรศัพท์แอบอ้างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อหลอกลวงประชาชน

สุภิญญา กล่าวอีกว่า รัฐต้องพิจารณามาตรการด้านความปลอดภัยควบคู่ไปด้วย ได้แก่ การกรองเบอร์โทร อย่างระบบที่เรียกว่าคอลเลอร์ไอดี (Caller ID) กรองเอสเอ็มเอส (SMS) และเว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัย เพื่อช่วยลดความเสี่ยงให้กับผู้บริโภค พร้อมทั้งหามาตรการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการหรือเครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างสะดวกและไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ อนุกรรมการด้านการสื่อสารฯ จะนำประเด็นดังกล่าวไปหารือเพิ่มเติมในการประชุมภายในสัปดาห์นี้ เพื่อพิจารณาแนวทางเชิงนโยบายคุ้มครองผู้บริโภคและเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง