| Getting your Trinity Audio player ready... |

ถอดบทเรียน “ปากีสถาน” ประเทศที่ยากจนกว่าไทย แต่สามารถพึ่งพาตัวเองด้านพลังงานด้วย โซลาร์ภาคประชาชน ที่ไม่รอรัฐสนับสนุน แต่ขอแค่อย่าขวาง
ท่ามกลางสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในบิลค่าไฟ แต่กำลังสะท้อน “ความเปราะบาง” ของโครงสร้างพลังงานในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก แต่กับปากีสถาน ประเทศที่ยากจนกว่าไทย แต่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ไม่ต้องรอรัฐสนับสนุน สภาผู้บริโภคเสนอไทย เร่งเดินหน้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ลดผลกระทบวิกฤตพลังงาน
“ไทยมีการนำเข้าพลังงานสูงถึงปีละ 1 – 2 ล้านล้านบาท และในช่วงวิกฤตสงคราม ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้นกว่า 15% และเราใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าถึง 65% และต้องนำเข้าผ่านเส้นทางสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ผลกระทบครั้งนี้ จึงรุนแรงมากกว่าครั้งสงครามรัสเซีย” ผศ.ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวถึงสถานการณ์พลังงานของไทย
ปากีสถานยากจนแต่พึ่งตัวเองด้วยโซลาร์
วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าไทยมีปัญหาในการพึ่งพาตัวเองด้านพลังงาน ต่างจากปากีสถาน ที่อยู่ใน 10 อันดับประเทศยากจนที่สุดในเอเชีย แต่กลับสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ด้วยแผงโซลาร์ที่ติดบนหลังคาบ้าน ปัจจุบัน ปากีสถานติดตั้งโซลาร์ในระดับครัวเรือน ติดอันดับ 12 ของโลก สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศในยุโรป โดยมีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 25% ของระบบไฟฟ้าทั้งประเทศในบางช่วงเวลา
แม้จะเผชิญปัญหาไฟฟ้าดับบ่อย ระบบโครงสร้างพื้นฐานยังไม่สมบูรณ์ และไม่มีระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือสมาร์ตกริด (Smart Grid) รองรับ แต่สิ่งที่ทำให้ประเทศนี้ก้าวข้ามข้อจำกัด คือ “การเปิดทางให้ประชาชนลุกขึ้นผลิตพลังงานใช้เอง”
หัวใจสำคัญของความสำเร็จ ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี แต่คือ “บทบาทของรัฐที่ไม่ขัดขวาง” ทำให้ประชาชนสามารถรวมกลุ่มกันนำเข้าแผงโซลาร์และติดตั้งใช้งานได้เอง เกิดการขยายตัวจากฐานรากของประเทศ นอกจากนี้ โครงการโซลาร์ภาคประชาชนของปากีสถานยังทำให้เกิดการจ้างงานถึง 400,000 ตำแหน่งในช่วงพลังงานแพง
ตัวอย่างที่สะท้อนได้ชัดเจนถึงความต้องการของประชาชนชาวปากีสถานที่ต้องการพึ่งพาตัวเองได้ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ คือบางรายยอมขายทรัพย์สิน เช่น วัวควาย เพื่อนำเงินมาติดตั้งโซลาร์ เพราะมองเห็นความคุ้มค่าในระยะยาว ทั้งด้านค่าใช้จ่ายและความมั่นคงทางพลังงานของครอบครัว
ประเทศไทยเจอรัฐขัดขวาง
ไทยและปากีสถาน เริ่มต้นโครงการโซลาร์ภาคประชาชนในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และอีกหลายประเทศทั่วโลก ที่เห็นถึงความสำคัญของพลังงานแสงอาทิตย์ ภายใต้แนวคิด “One Stop Shop ด้านพลังงานหมุนเวียน” ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกกว่า 113 แห่ง เพื่อช่วยลดอุปสรรคสำคัญของผู้บริโภค ด้วยการรวมบริการด้านข้อมูล เทคโนโลยี การเงิน และการติดตั้งไว้ในจุดเดียว ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น และยังสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนสูงถึง 20 – 30% ซึ่งมากกว่าการฝากเงินในระบบธนาคาร
ในทางกลับกัน ประเทศไทยแม้จะมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์สูง แต่การขยายตัวกลับจำกัด ปัจจุบันการติดตั้งโซลาร์ภาคครัวเรือนยังมีเพียงประมาณ 100 เมกะวัตต์เท่านั้น (คิดเป็นกี่%) ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ประชาชนขาดความสนใจ แต่เป็นข้อจำกัดเชิงนโยบายและระบบที่ยังไม่เอื้อต่อการเข้าถึง
จากผลการศึกษาของโครงการ “One Stop Shop ด้านพลังงานหมุนเวียน” ในประเทศไทย หนึ่งในอุปสรรคสำคัญ คือการไม่มีนโยบาย “รับซื้อไฟฟ้าคืน” ในรูปแบบของเน็ต มิเตอร์ริ่ง / เน็ต บิลลิ่ง (Net Metering/Net Billing) อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถสร้างรายได้จากพลังงานส่วนเกิน นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขั้นตอนการกู้ยืมที่ซับซ้อน และภาระดอกเบี้ยที่สูง ส่งผลให้การตัดสินใจติดตั้งโซลาร์กลายเป็นเรื่องยากสำหรับประชาชนทั่วไป
แม้รัฐบาลเพิ่งมีมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์ แต่กลับเอื้อประโยชน์เฉพาะผู้มีรายได้สูง ขณะที่กลุ่มรายได้น้อยและผู้เกษียณอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความจำเป็นในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน กลับไม่สามารถเข้าถึงมาตรการดังกล่าวได้
บทเรียนจากปากีสถานจึงชี้ให้เห็นว่า “การพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับรายได้ของประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับการออกแบบนโยบายที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มล่าสุดในปี 2025 พบว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าในไทย “ลดลงครั้งแรก” สะท้อนสัญญาณของ Solar Decoupling หรือการที่ครัวเรือนเริ่มผลิตไฟใช้เองมากขึ้น
“นี่คือสัญญาณว่าพลังงานแสงอาทิตย์กำลังเปลี่ยนโครงสร้างระบบไฟฟ้า” ผศ.ประสาทระบุ
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคมีข้อเสนอต่อภาครัฐ โดยเร่งขับเคลื่อนพลังงานแสงอาทิตย์ภาคประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยการปลดล็อกนโยบายเน็ต มิเตอร์ริ่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถขายไฟคืนเข้าสู่ระบบได้ การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่เข้าถึงได้ง่าย การพัฒนาแพลตฟอร์ม One Stop Service ด้านพลังงาน รวมถึงการส่งเสริมโครงการติดตั้งโซลาร์แบบรวมกลุ่ม เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มอำนาจต่อรองของผู้บริโภค
ในระยะยาว การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ไม่เพียงช่วยลดค่าไฟในครัวเรือน แต่ยังช่วยสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และลดการไหลออกของเงินตราจากการนำเข้าพลังงาน ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 2.7 ล้านล้านบาทต่อปี
วิกฤตพลังงานในวันนี้ จึงอาจไม่ใช่เพียง “ปัญหา” แต่เป็น “โอกาส” ที่ประเทศไทยจะปรับโครงสร้างพลังงานครั้งสำคัญ โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพราะในโลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น “พลังงานที่มั่นคงที่สุด อาจไม่ใช่พลังงานที่รัฐผลิตได้มากที่สุด แต่คือพลังงานที่ประชาชนผลิตใช้เองได้”



