| Getting your Trinity Audio player ready... |

สินค้าไม่มีมาตรฐานถูกนำออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์แล้วกว่า 80% หลังหน่วยงานรัฐ แพลตฟอร์มออนไลน์ และสภาผู้บริโภคร่วมเดินหน้ากวาดล้างสินค้าไร้ มอก. บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่
หลังการผนึกกำลัง 5 หน่วยงานภาคี ได้แก่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และ สภาผู้บริโภค พร้อมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ประกอบด้วย Shopee Lazada TikTok Shop และ Line Shopping ปฏิบัติการนำสินค้าไม่มีมาตรฐาน มอก. ออกจากระบบ (Take Down) ล่าสุด นำสินค้าไม่ได้มาตรฐานออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์แล้วกว่า 80% พร้อมเร่งขยายการตรวจสอบแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง ป้องกันนำสินค้ามาขายวนซ้ำ
วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 การประชุมติดตามความคืบหน้าการจัดการสินค้าไม่ได้มาตรฐานและสินค้าผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ 4 แพลตฟอร์ม โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นประธานการประชุมร่วมกับหน่วยงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคและแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเดินหน้ายกระดับมาตรการกำกับดูแลสินค้ามาตรฐาน มอก. และเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มดิจิทัล
ผลการประเมินผลการสุ่มตรวจสินค้ากลุ่มเสี่ยง เช่น พาวเวอร์แบงก์ ปลั๊กไฟ ไดร์เป่าผม และหมวกกันน็อก ที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่ โดยภาพรวมพบว่า แพลตฟอร์มต่าง ๆ ให้ความร่วมมือในการนำสินค้าไม่มีเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ออกจากระบบมากถึง 80 % จากการรายงานการสุ่มตรวจ
แต่ทั้งนี้ แม้สินค้าหลายรายการจะถูกเอาออกจากระบบแล้ว ยังพบว่าสินค้าบางส่วนมีปัญหาเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับ ทั้งกรณีสแกนคิวอาร์โค้ดไม่ได้ ไม่มีการแสดงข้อมูลผู้ผลิตอย่างชัดเจน หรือใช้ที่อยู่จากต่างประเทศ ทำให้ยังเป็นช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของผู้บริโภค
ล่าสุด ผลการหารือร่วมกันได้เร่งผลักดันมาตรการสำคัญ คือ การเชื่อม API ระหว่างแพลตฟอร์มออนไลน์กับฐานข้อมูลของ สมอ. เพื่อให้ตรวจสอบเครื่องหมายมอก. ควบคู่คิวอาร์โค้ด และใบอนุญาตสินค้าได้แบบ 24 ชั่วโมง เพื่อลดปัญหาการปลอมแปลงเครื่องหมาย มอก. และช่วยสกัดสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานก่อนขายถึงมือผู้บริโภค โดยตั้งเป้าให้ทุกแพลตฟอร์มเชื่อมระบบแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2569
อีกประเด็นที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือ สินค้าจากต่างประเทศ หรือ Cross-border ที่หลายร้านค้าใช้ข้อมูลผู้ขายไม่ชัดเจน บางแห่งระบุเพียงชื่อโกดัง หรือใช้ที่อยู่เป็นภาษาจีน ทำให้เมื่อเกิดปัญหา ผู้บริโภคไม่สามารถติดตามผู้รับผิดชอบได้ง่าย
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีข้อสรุปร่วมกันในการยกระดับมาตรการจัดการสินค้าอันตรายบนแพลตฟอร์มออนไลน์หลายด้าน ทั้งการเร่งเชื่อม API ตรวจสอบมาตรฐานสินค้าแบบเรียลไทม์ การผลักดันให้ผู้ขายและผู้ผลิตจากต่างประเทศต้องสามารถตรวจสอบตัวตนและติดตามได้จริง รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดในการยืนยันตัวตนผู้ขาย (KYC) เพื่อป้องกันการกลับมาขายซ้ำของร้านค้าที่ทำผิด
นอกจากนี้ ยังเตรียมยกระดับการบังคับใช้กฎหมายกับสินค้าผิดกฎหมายและสินค้าควบคุมพิเศษ เช่น บุหรี่ไฟฟ้า พร้อมเพิ่มความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการสืบสวน และตรวจสอบคลังสินค้า เพื่อจัดการตั้งแต่ต้นทาง ขณะเดียวกันยังมีแนวคิดกำหนดมาตรการลงโทษร้านค้าที่ทำผิดซ้ำแบบขั้นบันได ตั้งแต่การนำสินค้าออกจากระบบ การเฝ้าระวังการกลับมาจำหน่ายซ้ำ ไปจนถึงการปิดร้านถาวรในกรณีฝ่าฝืนซ้ำหลายครั้ง พร้อมเตรียมขยายการสุ่มตรวจสินค้าไม่มีมาตรฐานให้ครอบคลุม 21 แพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทตลาดสินค้า
อีกด้านหนึ่ง ที่ประชุมยังเห็นตรงกันว่า แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องมีบทบาทรับผิดชอบมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มาของสินค้า หรือข้อมูลผู้ขายได้อย่างชัดเจน เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว
ทั้งนี้ หลายฝ่ายมองตรงกันว่า ปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐานบนออนไลน์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะหลายชิ้นเป็นของที่ผู้บริโภคใช้ในชีวิตประจำวัน หากระบบตรวจสอบยังไม่เข้มพอ ความเสี่ยงก็อาจตกอยู่กับคนซื้อโดยไม่รู้ตัว ทั้งในเรื่องความเสียหายต่อทรัพย์สินและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง



