Ribbon

เตรียมถก กรมรางฯ – กทม. แก้ปัญหาเชิงระบบ เหตุ ‘รถไฟชนรถเมล์’

Getting your Trinity Audio player ready...
เตรียมถก กรมรางฯ - กทม. แก้ปัญหาเชิงระบบ เหตุ รถไฟชนรถเมล์

จากกรณีอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสันกับถนนอโศก – ดินแดง  เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บอย่างน้อย 32 ราย สภาผู้บริโภคเสนอให้กรุงเทพมหานคร กรมการขนส่งทางราง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทบทวนการออกแบบระบบจราจรและการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะความปลอดภัยของคนเดินเท้า ซึ่งยังคงเป็น “กลุ่มเปราะบาง” ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงในการเดินทางทุกวัน ย้ำต้องเยียวยาผู้เสียหายรายละ 8 ล้านบาท

ชงปรับจุดตัดรถไฟ – ทางม้าลาย ลดอุบัติเหตุซ้ำ

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคเตรียมหารือกับ กรมการขนส่งทางราง (ขร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการออกแบบพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งสาธารณะใหม่ ทั้งการเพิ่มทางม้าลายให้มีความต่อเนื่องในทุกมุมแยก การปรับตำแหน่งจุดตัดทางรถไฟให้มีระยะปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงการเชื่อมระบบสัญญาณรถไฟกับสัญญาณไฟจราจร เพื่อลดความเสี่ยงจากรถติดค้างบนราง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของอุบัติเหตุครั้งนี้

นอกจากนี้ สารียังเสนอให้กรุงเทพมหานครผลักดัน “วัฒนธรรมความปลอดภัย” ให้เป็นวาระสำคัญของเมือง ผ่านการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการเคารพทางม้าลาย การลดพฤติกรรมเสี่ยงบนท้องถนน และการออกแบบเมืองที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของคนเดินเท้าเป็นอันดับแรก ไม่ใช่มุ่งเน้นเพียงการระบายรถยนต์

“วันนี้คนกรุงเทพฯ ต้องพึ่งตัวเองในการเดินทางมากเกินไป คนมีเงินก็ซื้อรถยนต์ คนมีรายได้น้อยก็ใช้รถจักรยานยนต์ เพราะระบบขนส่งสาธารณะยังไม่ครอบคลุมและเชื่อมต่อกันไม่ดีพอ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่แค่รอแผนในอนาคต แต่ต้องเร่งทำให้ประชาชนเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัย ใช้งานง่าย และเชื่อมต่อกับการเดินเท้าได้จริง” สารี กล่าว

จี้รัฐเยียวยาเหตุ รถไฟชนรถเมล์ 8 ล้าน

คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคยืนยันว่า การเยียวยาผู้เสียหายจากอุบัติเหตุครั้งนี้ในวงเงินสูงสุด 1.5 ล้านบาท ตามที่มีการประกาศก่อนหน้านี้ ยังไม่เพียงพอ และไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้หน่วยงานต่าง ๆ ลงทุนกับมาตรการป้องกันอุบัติเหตุได้อย่างจริงจัง โดยเสนอให้กำหนดหลักการเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละประมาณ 8 ล้านบาท เพื่อให้สะท้อนความสูญเสียที่แท้จริง และเป็นแรงผลักดันให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากขึ้น

“ที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก เพราะต้นทุนของความสูญเสียยังต่ำกว่าการลงทุนป้องกัน หากการเยียวยายังอยู่ในระดับต่ำ ระบบก็จะไม่ถูกพัฒนา ทั้งเรื่องสัญญาณเตือน การออกแบบจุดตัด หรือการฝึกอบรมผู้ขับขี่ เราจึงเสนอให้การเยียวยาต้องมากพอที่จะทำให้ทุกฝ่ายเห็นว่าการลงทุนด้านความปลอดภัยคุ้มค่ากว่าการปล่อยให้เกิดความสูญเสีย เรื่องความปลอดภัย รัฐไม่ควรประหยัดและไม่ควรงก เพราะทุกความสูญเสียคือชีวิตของประชาชน” คงศักดิ์ กล่าว

สำหรับฐานคิดของจำนวนเงินชดเชย อ้างอิงจากมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 24 ธันวาคม 2568 เรื่อง หลักเกณฑ์เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะไทย – กัมพูชา และอยู่บนหลักการ “คืนสิทธิและศักยภาพในการดำรงชีวิต” โดยใช้ฐานรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชาชนในการคำนวณความเสียหาย

กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพควรคำนวณรายได้ในอนาคตต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 30 ปี ซึ่งจากข้อมูลรายได้เฉลี่ยประมาณ 269,000 บาทต่อปี จะคิดเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 8,070,000 บาทต่อราย ยังไม่รวมค่าความเสียหายทางจิตใจและค่าจัดการศพ ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บต้องได้รับการชดเชยค่ารักษาพยาบาลและค่าขาดรายได้ตามจริง รวมถึงกรณีทุพพลภาพต้องมีเงินเลี้ยงชีพรายเดือนตลอดชีวิต

ชงใช้กองทุนรัฐ ยกระดับขนส่งสาธารณะปลอดภัย

ด้าน อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนนโยบาย สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งงบประมาณหลายส่วนที่สามารถนำมาใช้ยกระดับความปลอดภัยทางถนนและระบบขนส่งสาธารณะได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน หรือกองทุนเลขสวย ที่สามารถนำมาใช้ปรับปรุงจุดเสี่ยง เพิ่มสัญญาณไฟ ทางม้าลาย และระบบไฟส่องสว่างในพื้นที่อันตราย รวมถึงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้มีความปลอดภัยมากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถใช้กลไกงบประมาณจาก พ.ร.ก. เงินกู้ เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านรถโดยสารสาธารณะรุ่นเก่าที่มีอายุการใช้งานสูง ให้เป็นรถโดยสารรุ่นใหม่ที่มีมาตรฐานความปลอดภัย สามารถติดตามตำแหน่งผ่าน GPS และเชื่อมโยงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะ

สภาผู้บริโภคยังเสนอให้เร่งผลักดันนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 40 บาทตลอดสาย เพื่อจูงใจให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์ หันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดทั้งปัญหาการจราจร อุบัติเหตุ และมลพิษในระยะยาว

“หากเราออกแบบเมืองโดยยึดคนเดินเท้าเป็นศูนย์กลาง จะพบว่าหลายจุดในกรุงเทพฯ ยังขาดทางม้าลายที่ปลอดภัย ไม่มีไฟส่องสว่างเพียงพอ และยังปล่อยให้มีเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดโดยไม่คำนึงถึงคนเดินเท้า เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะจุด แต่เป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานท้องถิ่นสามารถเร่งดำเนินการได้ทันที เพื่อให้การเดินทางของประชาชนปลอดภัยมากขึ้น” อดิศักดิ์ กล่าว


คืบรถไฟชนรถเมล์ ปภ.เผยตัวเลขเสียชีวิต 8 คน บาดเจ็บ 30 รวมคนขับรถเมล์