
ศาลอุทธรณ์พลิกคำสั่ง ไฟเขียวดำเนินคดีกลุ่ม “ทิพยประกันภัย” เหตุเบี้ยวจ่ายเคลมโควิด โดยผู้ซื้อประกันโควิดกับทิพยฯ ได้ลุ้นรับเงินคืนทุกคน
ข่าวดีของผู้บริโภคที่ซื้อประกันโควิด – 19 กับบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) แล้วไม่สามารถเคลมเงินชดเชยได้ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้น ให้รับฟ้องคดีดังกล่าวเป็นคดีผู้บริโภคแบบกลุ่ม (Class Action) ตามที่สภาผู้บริโภค และตัวแทนผู้บริโภค 5 ราย ยื่นฟ้องเรียกค่าชดเชยจากบริษัทฯ เปิดทางให้ผู้บริโภคที่เคยถูกปฏิเสธการเคลม มีโอกาสได้รับเงินชดเชยตามกรมธรรม์ โดยศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดไกล่เกลี่ยและกำหนดแนวทางคดี ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น.
ผู้ที่จะได้รับการคุ้มครอง คือคนที่ซื้อประกันโควิดกับทิพยประกันภัย แล้วติดเชื้อและเข้ารักษาตัวก่อนวันที่ 20 มีนาคม 2566 ทุกคนถือเป็นสมาชิกกลุ่มโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปลงชื่อใหม่ ไม่ต้องฟ้องเอง หากศาลตัดสินให้ฝ่ายผู้บริโภคชนะ จะได้รับเงินชดเชยตามเกณฑ์ที่ศาลกำหนด ตัวอย่างเงินที่จะได้ เช่น หากกรมธรรม์ระบุค่าชดเชยวันละ 5,000 บาท และเข้ารักษาตัว 10 วัน จะได้รับ 50,000 บาท
ทั้งนี้ สำหรับใครที่ต้องการฟ้องร้องเอง ไม่ต้องการให้คำตัดสินคดีนี้มีผลต่อคดีที่ดำเนินการอยู่ ต้องทำหนังสือยื่นต่อศาลภายใน 60 วัน นับจากวันประกาศลงหนังสือพิมพ์วันสุดท้าย แต่เมื่อออกจากกลุ่มไปแล้วจะกลับเข้ามาร่วมในคดีนี้อีกไม่ได้
ด้าน ว่าที่ร้อยตรีสมชาย อามีน ทนายความผู้รับผิดชอบคดี เปิดเผยว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชัดเจน 2 ประเด็นสำคัญที่รับเป็นคดีกลุ่ม ประเด็นแรก คือสภาผู้บริโภคเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย มีหน้าที่เป็นตัวแทนผู้บริโภค และมีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคได้ ประเด็นที่สอง คือผู้บริโภคทั้ง 5 รายที่ร่วมฟ้องเป็นผู้ซื้อประกันโดยตรง เป็นผู้เสียหายโดยสุจริต เข้าเกณฑ์การฟ้องคดีแบบกลุ่ม ส่วนเรื่องความเสียหายของแต่ละคนที่ต่างกัน สามารถแยกพิจารณาทีหลังได้
ว่าที่ร้อยตรีสมชาย ระบุว่า การที่ศาลอุทธรณ์ยอมรับให้สภาผู้บริโภคเป็นโจทก์ที่ 1 ทั้งที่ไม่ใช่ผู้ซื้อประกันเอง ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคไทย เช่นเดียวกับคดีฟ้องกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าเนต้า (NETA) เพราะตามหลักเดิม คนที่จะฟ้องคดีแบบกลุ่มได้ต้องเป็นผู้เสียหายเหมือนกับสมาชิกกลุ่มเท่านั้น แต่ครั้งนี้ศาลตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่า สภาผู้บริโภคมีหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค จึงสามารถเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนได้ โดยการที่ศาลให้สภาผู้บริโภคเป็นโจทก์ที่ 1 ช่วยป้องกันโจทก์หรือผู้เสียหายทยอยถอนฟ้อง ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายคดีสาธารณะ เพราะอย่างน้อยยังเหลือสภาผู้บริโภคเป็นโจทก์ คดีก็ยังเดินหน้าต่อไปได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ สมาชิกกลุ่มยังมีสิทธิหลายอย่าง เช่น เข้าฟังการพิจารณาคดี ขอตรวจหรือคัดสำเนาเอกสารในสำนวน คัดค้านได้หากโจทก์จะถอนฟ้องหรือประนีประนอมยอมความ ตรวจและโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ รวมถึงสามารถแต่งตั้งทนายความส่วนตัวมาช่วยดูแลผลประโยชน์ของตัวเองได้
สุดท้ายนี้ ว่าที่ร้อยตรีสมชาย ฝากถึงผู้ที่เคยซื้อประกันโควิดกับบริษัททิพยประกันภัย และติดเชื้อโควิด-19 รักษาตัวก่อนวันที่ 20 มีนาคม 2566 ให้รีบเก็บรวบรวมหลักฐานสำคัญไว้ให้ครบถ้วน เช่น สัญญากรมธรรม์ หลักฐานการโอนเงินค่าเบี้ยประกัน ใบรับรองแพทย์ ผลตรวจการติดเชื้อโควิด – 19 และเอกสารการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล สถานพยาบาล หรือโฮสพิเทล (Hospitel) เพื่อใช้ยื่นรับเงินชดเชยเมื่อศาลมีคำพิพากษา ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคจะแจ้งความคืบหน้าของคดีให้ผู้บริโภคทราบเป็นระยะ ผ่านช่องทางการสื่อสารของสภาผู้บริโภค
สำหรับที่มาของคดี เมื่อปี 2562 – 2563 ช่วงที่มีการระบาดของเชื้อโควิด – 19 มีผู้บริโภคจำนวนมากซื้อกรมธรรม์ประกันโควิดกับบริษัทดังกล่าว ซึ่งระบุชัดเจนว่าหากติดเชื้อและเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล สถานพยาบาล หรือโฮสพิเทล จะได้รับเงินชดเชยรายวัน แต่เมื่อถึงเวลายื่นเคลม บริษัทกลับปฏิเสธจ่าย โดยอ้างว่าต้องตรวจสอบจากแพทย์ของบริษัทเองอีกครั้ง และยังแบ่งกลุ่มอาการเป็นสีเขียว สีเหลือง สีแดง ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลงในกรมธรรม์ ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคพยายามเชิญบริษัทฯ มาเจรจาแต่ไม่ได้ข้อยุติ จึงรวบรวมตัวแทนผู้เสียหาย 5 ราย ยื่นฟ้องเป็นคดีแบบกลุ่มต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 โดยเรียกค่าชดเชยรวม 159,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปี และขอให้บริษัทจ่ายค่าเสียหายเพิ่มอีก 5 เท่าเพื่อลงโทษ
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม โดยให้เหตุผลว่าความเสียหายของแต่ละคนต่างกัน ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี สภาผู้บริโภคจึงยื่นอุทธรณ์ จนนำมาสู่คำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่กลับคำสั่งศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 และศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้อ่านคำสั่งเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง



