
คณะกรรมาธิการฯ ถกร่างกฎหมาย “เลมอน ลอว์” นัดสอง หน่วยงานรัฐ 7 แห่งร่วมให้ความเห็น หนุนหลักการ “สินค้าใหม่พัง ผู้ขายต้องพิสูจน์” ความชำรุดบกพร่องแทน ปลดล็อกภาระผู้บริโภคที่เคยต้องพิสูจน์เอง พร้อมข้อเสนอเสริม ทั้งกองทุนเยียวยา ไกล่เกลี่ยถึงระดับจังหวัด และแจ้งประวัติซ่อมรถก่อนขายต่อ
การผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเดินหน้าอีกก้าวสำคัญ เมื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า หรือ “เลมอน ลอว์” ประชุมนัดที่ 2 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เปิดรับฟังความเห็นจากหน่วยงานรัฐก่อนลงลึกพิจารณาเป็นรายมาตรา หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรรับหลักการร่างกฎหมายทั้ง 6 ฉบับไปเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 และล่าสุดเมื่อครบกำหนดเวลาแปรญัตติ ไม่มีผู้ยื่นขอแปรญัตติ ทำให้การพิจารณาเดินหน้าได้ต่อไปได้
หลักการสำคัญของร่างกฎหมายที่หลายหน่วยงานระบุตรงกันว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค คือ ภาระการพิสูจน์ความชำรุดบกพร่อง ซึ่งเดิมกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้บริโภค ทำให้เกิดข้อจำกัดในการเรียกร้องสิทธิ เนื่องจากสินค้าในปัจจุบันมีเทคโนโลยีและระบบซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อน ตัวอย่างเช่น กรณีรถยนต์ไฟฟ้าที่ผู้ซื้อพบว่าระบบภายในเสีย แต่ผู้ขายยืนยันว่ายังใช้งานได้ ส่งผลให้ผู้บริโภคมักตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเมื่อเกิดข้อโต้แย้ง ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงกำหนดให้เมื่อ “สินค้าใหม่พัง ผู้ขายต้องพิสูจน์” ความชำรุดบกพร่องแทน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในกลไกการคุ้มครองผู้บริโภค
“ตั้งกองทุนเยียวยา ของพังหยุดผ่อนได้ บอกเลิกสัญญาออนไลน์”
ในการประชุมครั้งนี้มีหน่วยงานเข้าให้ข้อมูล 7 แห่ง โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอมาตรการหลายข้อ ได้แก่ ตั้งกองทุนเยียวยาผู้บริโภคในเบื้องต้น ตั้งคณะกรรมการไกล่เกลี่ยประจำจังหวัดเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น การกำหนดให้ผู้ผลิตร่วมรับผิดกับผู้ขายเพื่อไม่ให้ผู้ขายรายย่อยต้องรับภาระตามลำพัง และบังคับให้แจ้งประวัติการซ่อมรถยนต์แก่ผู้บริโภคก่อนซื้อ เพื่อป้องกันการนำรถที่ผ่านการซ่อมกลับมาขายใหม่โดยผู้ซื้อไม่ทราบ นอกจากนี้ยังขอให้จำแนกความชำรุดบกพร่องในสาระสำคัญออกจากความบกพร่องเล็กน้อยให้ชัดเจน เพื่อลดข้อโต้แย้งระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย
ประเด็นเช่าซื้อเป็นอีกเรื่องที่ประชุมให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกรณีผู้บริโภคได้รับสินค้าที่ใช้การไม่ได้แต่ยังต้องผ่อนชำระต่อ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอให้กำหนดอย่างชัดเจนว่าการเลื่อนชำระค่างวดในกรณีเช่นนี้ไม่ถือเป็นการผิดนัดชำระ เพื่อไม่ให้กระทบต่อประวัติเครดิตของผู้บริโภค ขณะที่กรรมาธิการฯ ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อผู้ให้เช่าซื้อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในตัวสินค้า ย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องและไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ จึงควรกำหนดนิยามและขอบเขตความรับผิดของผู้ให้เช่าซื้อและผู้ให้สินเชื่อให้ชัดเจน
สำนักงานศาลยุติธรรมเห็นว่าการกำหนดให้บอกเลิกสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรมีความเหมาะสมแล้ว แต่ขอให้เพิ่มความชัดเจนเรื่องช่องทางการบอกเลิกตามที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกัน เพื่อรองรับการซื้อขายออนไลน์ ด้านสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ระบุว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พร้อมเสนอให้การคุ้มครองครอบคลุมถึงกลุ่มซอฟต์แวร์ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสินค้ายุคใหม่
ด้านสำนักงานอัยการสูงสุดและกรมการค้าภายในเห็นชอบในหลักการของร่างกฎหมาย โดยสำนักงานอัยการสูงสุดระบุว่าจะมีความเห็นเพิ่มเติมในชั้นการพิจารณารายมาตรา ขณะที่กรมการค้าภายในเห็นว่าร่างกฎหมายช่วยสร้างความชัดเจนในทางปฏิบัติและคุ้มครองผู้ซื้อในฐานะผู้บริโภคได้สอดคล้องกับสภาพการค้าปัจจุบัน ส่วนสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เสนอให้เพิ่มข้อยกเว้นในมาตรา 4 สำหรับสินค้าเกษตรกลุ่มพืช ประมง และปศุสัตว์ ที่ต้องนำไปแปรรูป โดยให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยที่อยู่ในฐานะผู้ขาย
ขณะเดียวกัน กรรมาธิการยังตั้งข้อสังเกตถึงความพร้อมของหน่วยงานระดับปฏิบัติเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ เนื่องจากเรื่องร้องเรียนจะกระจายไปยังหน่วยงานท้องถิ่นทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด จึงเสนอให้เตรียมกำลังคนและกลไกรองรับไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ การประชุมนัดต่อไปกำหนดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 น. โดยคณะกรรมาธิการจะเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ธุรกิจเช่าซื้อและลิสซิ่ง ผู้ค้าปลีก และกลุ่มซอฟต์แวร์ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาเนื้อหาเป็นรายมาตรา โดยสภาผู้บริโภคจะติดตามและรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องผ่านเว็บไซต์ tcc.or.th
ข่าวที่เกี่ยวข้อง



