Ribbon

สิ้นสุดการรอคอย EV Bus กาญจนบุรี มาแล้ว หลังรถเมล์ท้องถิ่นหยุดไปนาน

Getting your Trinity Audio player ready...
สิ้นสุดการรอคอย EV Bus กาญจนบุรี มาแล้ว หลังรถเมล์ท้องถิ่นหยุดไปนาน

รถโดยสารไฟฟ้า (EV Bus) เส้นทาง ลาดหญ้า – ท่าม่วง ของจังหวัดกาญจนบุรี ระยะทาง 35 กิโลเมตร เชื่อมต่อชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด สถานีรถไฟ และศูนย์ราชการสำคัญ ไม่ได้เป็นเพียงรถเมล์ไฟฟ้าสายแรกของจังหวัด แต่โครงการนี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในท้องถิ่น เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ลุกขึ้นมาพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ประชาน

สำหรับคนกาญจนบุรี การมีระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวก ปลอดภัย ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรมนั้น ยังนำไปสู่โอกาสการเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยายาล การประกอบอาชีพ และบริการสาธารณะต่างๆ ดังนั้นหากระบบขนส่งสาธารณะไม่เพียงพอ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง คุณภาพชีวิตของประชาชนก็ได้รับผลกระทบทันที

จากปัญหาการเดินทาง สู่ EV Bus กาญจนบุรี เส้นทางแรก!

นพ.ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า การพัฒนารถ EV Bus มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งปัญหารถโดยสารไม่เพียงพอ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง และการเชื่อมต่อกับสถานที่สำคัญในชีวิตประจำวัน

“งานบริการสาธารณะสามารถขาดทุนได้ เพราะเป้าหมายไม่ใช่การทำกำไร แต่คือการสร้างประโยชน์ให้ประชาชน แม้การให้บริการ EV Bus ของกาญจนบุรีจะต้องใช้งบประมาณสนับสนุน แต่สิ่งที่ประชาชนได้รับคือภาระค่าเดินทางที่ลดลง มีเงินเหลือใช้มากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นพ.ประวัติ กล่าว

ปัจจุบัน EV Bus เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยรถบัสชานต่ำ 12 คัน ค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย และอัตราพิเศษ 10 บาทสำหรับนักเรียน นักศึกษา เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และพระภิกษุ – สามเณร ให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00 – 18.30 น. เดินรถทุก 10 – 30 นาที รวม 50 – 60 เที่ยวต่อวัน มีผู้ใช้บริการเฉลี่ยวันละประมาณ 3,000 คน ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดมลพิษ และส่งเสริมการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ อบจ.กาญจนบุรียังเตรียมขยายบริการอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2569 จะเพิ่มรถอีก 6 คัน รวมเป็น 18 คัน และในปี 2570 เตรียมเปิดอีก 2 เส้นทาง โดยในอนาคตมีแผนเพิ่มเส้นทางให้ครอบคลุมทุกอำเภอ

เมื่อท้องถิ่นกลายเป็น “คานงัด” การพัฒนาขนส่งสาธารณะ

ความสำเร็จของกาญจนบุรีเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่บทบาทของ อปท. กำลังเปลี่ยนแปลงจากพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะหลังการออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2567) เปิดทางให้ อปท. สามารถออกแบบบริการขนส่งที่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งบริหารจัดการระบบขนส่งสาธารณะ กำหนดเส้นทางเดินรถ และจัดเก็บค่าโดยสารได้เอง

สารี อ่องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การพัฒนาขนส่งสาธารณะไม่ใช่เพียงเรื่องการเดินทาง แต่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพราะปัจจุบันบริการขนส่งสาธารณะมีแนวโน้มลดลง ทั้งที่ประเทศไทยตั้งเป้าให้ประชาชนหันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น ส่งผลให้คนยังต้องพึ่งรถยนต์ส่วนบุคคลและเป็นปัจจัยหนึ่งของอุบัติเหตุบนท้องถนน

สารี กล่าวต่อว่า สภาผู้บริโภค และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีเป้าหมายร่วมกันในการผลักดันให้ท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ภายใต้ “โครงการสานพลังความร่วมมือท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาขนส่งสาธารณะไร้รอยต่อที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทุกคนขึ้นได้” ในพื้นที่เป้าหมาย 12 จังหวัด โดยจังหวัดกาญจนบุรีเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม จนกลายเป็นต้นแบบให้หลาย อปท. จากทั่วประเทศเดินทางมาศึกษาดูงาน และนำประสบการณ์ไปต่อยอดในพื้นที่ตนเอง

“วันนี้ข้อกฎหมายไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป สิ่งสำคัญคือวิสัยทัศน์ของท้องถิ่นว่าจะออกแบบระบบขนส่งให้ตอบโจทย์ประชาชนอย่างไร” เลขาธิการสภาผู้บริโภค กล่าว

เลขาธิการสภาผู้บริโภค ยังเห็นว่า การลงทุนด้านขนส่งสาธารณะไม่ควรวัดผลเฉพาะรายได้หรือกำไร เพราะผลตอบแทนที่แท้จริงคือคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งการลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มเวลาให้ครอบครัว และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและการรักษาพยาบาล ซึ่งสภาผู้บริโภคมีแผนทำการศึกษาเรื่องผลตอบแทนทางของการลงทุนด้าน EV Bus ในระดับท้องถิ่น เพื่อให้เป็นข้อมูลสนับสนุนให้แก่ท้องถิ่นทั่วประเทศ

ปฏิรูประบบก่อนรถโดยสารจะหายไปจากต่างจังหวัด

บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า แม้กฎหมายจะเปิดทางให้ท้องถิ่น แต่การพัฒนาขนส่งสาธารณะยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน โดยปัจจุบันระบบรถโดยสารประจำทางในต่างจังหวัดกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย ผู้ประกอบการจำนวนมากเลิกกิจการเพราะขาดทุน ทำให้หลายพื้นที่เหลือรถให้บริการน้อยลง หรือมีสัมปทานแต่ไม่มีรถวิ่งจริง

“เมื่อรถออกห่างขึ้น คนก็เลิกใช้ แต่เมื่อคนเลิกใช้ ผู้ประกอบการก็ยิ่งอยู่ไม่ได้ กลายเป็นวงจรที่ทำให้ระบบขนส่งสาธารณะค่อย ๆ ล่มสลาย” บุญยืน กล่าว

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ประกอบการ แต่ตกอยู่กับประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และนักเรียนในต่างจังหวัดที่ต้องเสียค่าเดินทางสูงขึ้น บางรายต้องเหมารถไปโรงพยาบาลครั้งละหลายร้อยถึงหลักพันบาท

บุญยืน ระบุว่า สภาผู้บริโภคจึงผลักดันให้เกิดการกระจายอำนาจด้านการจัดบริการขนส่งสาธารณะสู่ท้องถิ่น พร้อมประสานงานกับกรมการขนส่งทางบกและกระทรวงมหาดไทย จนเกิดการปรับกฎหมายและระเบียบที่เปิดทางให้ อบจ. สามารถจัดบริการขนส่งสาธารณะได้

“หากท้องถิ่นไม่ลุกขึ้นมาทำในวันนี้ อีกไม่ถึงสิบปี หลายจังหวัดอาจไม่เหลือรถโดยสารสาธารณะให้ประชาชนใช้อีกเลย” ประธานสภาผู้บริโภค กล่าว

จากกาญจนบุรี สู่อนาคตของขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ

กรณีของจังหวัดกาญจนบุรีจึงเป็นมากกว่าการเปิดเดินรถ EV Bus แต่เป็นตัวอย่างของการใช้อำนาจท้องถิ่นแก้ปัญหาที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง ที่เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของสภาผู้บริโภค สสส. อบจ. ภาควิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างระบบขนส่งสาธารณะตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

บทเรียนจากกาญจนบุรีจึงอาจกลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะท้องถิ่น ที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อท้องถิ่นมีอำนาจ มีงบประมาณ มีการรับฟังความเห็นประชาชน และได้รับการสนับสนุนด้านนโยบาย ทำให้ระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัย เข้าถึงได้ และเป็นธรรม สามารถเกิดขึ้นได้จริง ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดใดของประเทศ