Ribbon

สภาผู้บริโภคจี้รัฐสกัด “ผักกาดขาวฟอร์มาลีน” หวั่นปนเปื้อนเข้าไทย

สภาผู้บริโภคจี้รัฐสกัด “ผักกาดขาวฟอร์มาลีน” หวั่นปนเปื้อนเข้าไทย

จากกรณีทางการจีนยืนยันผลการสอบสวน พบผู้ค้าส่งในมณฑลเหอเป่ย์ใช้สารละลายฟอร์มัลดีไฮด์ หรือ “ฟอร์มาลีน” เพื่อยืดอายุความสดผักกาดขาวระหว่างการขนส่งระยะไกล โดยขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีนอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบและติดตามเส้นทางการกระจายสินค้า

ภก.ภาณุโชติ ทองยัง กรรมการสภาผู้บริโภค ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า กรณีดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าผักกาดขาวล็อตที่มีปัญหาถูกส่งออกมายังประเทศไทยแล้ว แต่ประเทศไทยมีการนำเข้าผักสดจากจีนผ่านด่านชายแดนทางบกจำนวนมาก และผักกาดขาวเป็นหนึ่งในผักที่มีการบริโภคอย่างแพร่หลาย จึงควรใช้หลักการป้องกันไว้ก่อนและเร่งตรวจสอบเส้นทางการนำเข้าโดยเร็ว

โดยทั่วไปผักสดนำเข้าจะถูกกระจายจากด่านนำเข้าไปยังตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ ก่อนส่งต่อไปยังตลาดสด ร้านอาหาร และร้านค้าทั่วประเทศ หากสินค้าที่มีการใช้สารฟอร์มาลดีไฮด์เข้ามาในระบบการค้าไทยโดยไม่ถูกตรวจพบ ผู้บริโภคอาจไม่มีทางรู้ได้ว่าสินค้าที่ซื้อและรับประทานมีความเสี่ยงหรือไม่

“สำหรับ ผักกาดขาวฟอร์มาลีน ประเด็นสำคัญไม่ใช่การสร้างความตื่นตระหนก แต่คือการทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าอาหารที่เข้าสู่ตลาดไทยผ่านการตรวจสอบแล้ว เมื่อประเทศต้นทางพบการใช้สารเคมีที่ไม่ควรนำมาใช้กับอาหาร หน่วยงานไทยต้องไม่รอให้พบสินค้าปนเปื้อนในตลาดก่อนจึงค่อยดำเนินการ แต่ควรเร่งตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางและเส้นทางนำเข้า”

ภก.ภาณุโชติกล่าวว่า ฟอร์มาลดีไฮด์เป็นสารที่องค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) จัดอยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็งในมนุษย์ การได้รับสารในระดับที่เป็นอันตรายอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ดังนั้น การป้องกันไม่ให้วัตถุดิบอาหารที่อาจปนเปื้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารจึงเป็นหน้าที่ของภาครัฐและผู้ประกอบการ ไม่ควรผลักภาระให้ผู้บริโภคต้องเป็นผู้ตรวจสอบหรือแก้ปัญหาด้วยตนเอง

สภาผู้บริโภคเสนอ 3 มาตรการเร่งด่วน

1. ยกระดับการสุ่มตรวจที่ด่านนำเข้า

สภาผู้บริโภคเรียกร้องให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกับกรมศุลกากร และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพิ่มความเข้มข้นในการสุ่มตรวจผักสดนำเข้าจากจีน พร้อมพิจารณาใช้ชุดตรวจคัดกรองเบื้องต้นสำหรับฟอร์มาลดีไฮด์ ณ ด่านนำเข้าที่มีความเสี่ยง และส่งตัวอย่างตรวจยืนยันในห้องปฏิบัติการเมื่อพบข้อสงสัย

2. เร่งตรวจตลาดค้าส่งและตลาดสดทั่วประเทศ

ขอให้กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงพาณิชย์ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่สุ่มตรวจผักกาดขาวนำเข้าที่ตลาดค้าส่งขนาดใหญ่และตลาดสด หากพบการปนเปื้อนให้ดำเนินการอายัดสินค้า ตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งนำเข้าและล็อตสินค้า พร้อมดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อสกัดไม่ให้สินค้าที่ไม่ปลอดภัยถูกกระจายต่อไปยังผู้บริโภค

3. เปิดเผยผลตรวจและพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ

ขอให้ อย. เปิดเผยผลการตรวจสอบสารตกค้างในผักนำเข้าอย่างรวดเร็วและโปร่งใส หากพบสินค้าที่ไม่ปลอดภัยควรแจ้งเตือนประชาชนทันที พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับที่สามารถระบุแหล่งผลิต ผู้นำเข้า ล็อตสินค้า และเส้นทางการกระจายสินค้าได้ เพื่อให้สามารถเรียกคืนสินค้าได้อย่างรวดเร็วเมื่อพบปัญหา

ชี้ปัญหาไม่ควรแก้เฉพาะหน้า ต้องปิดช่องโหว่กฎหมายอาหาร

ภก.ภาณุโชติกล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความปลอดภัยของอาหารไม่ควรขึ้นอยู่กับการตรวจจับเป็นครั้ง ๆ แต่ต้องมีระบบเฝ้าระวังและจัดการความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทางถึงมือผู้บริโภค ซึ่งสอดคล้องกับการผลักดันของสภาผู้บริโภคในการแก้ไข พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ซึ่งบังคับใช้มาเป็นเวลานานและจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงให้เท่าทันความเสี่ยงด้านอาหารในปัจจุบัน

หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการกำหนดให้ อย. จัดทำ “แผนพัฒนาความปลอดภัยการบริโภคอาหาร” ที่มีเป้าหมายและมาตรการชัดเจน ครอบคลุมทั้งระบบเฝ้าระวัง การแจ้งเตือนภัยเชิงรุก การตรวจสอบสินค้า และการนำอาหารที่ไม่ปลอดภัยออกจากตลาดอย่างเป็นระบบ

ขณะเดียวกัน กฎหมายควรกำหนดความรับผิดชอบของผู้ประกอบการให้ชัดเจน โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ภายใต้เครื่องหมายการค้าของตน รวมถึงกำหนดหน้าที่ให้ผู้ประกอบการ เรียกคืน (Recall) สินค้าที่พบว่าไม่ปลอดภัยออกจากตลาดโดยทันที พร้อมแจ้งเตือนผู้บริโภคในวงกว้าง

ที่สำคัญ ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบต้องไม่เป็นผู้แบกรับต้นทุนจากความผิดพลาดของระบบ โดยผู้ประกอบการควรมีหน้าที่คืนค่าสินค้าและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการเรียกคืนหรือส่งคืนสินค้าอย่างเป็นธรรม

“เหตุการณ์อาหารไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควรเป็นสัญญาณเตือนให้ไทยยกระดับระบบความปลอดภัยอาหาร ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงตามแก้ ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับอาหารที่ปลอดภัยและมีข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจ หน่วยงานรัฐจึงต้องทำให้ระบบตรวจสอบสามารถป้องกันความเสี่ยงได้จริง ตั้งแต่สินค้ายังไม่เข้าประเทศ ไปจนถึงก่อนถึงมือผู้บริโภค” ภก.ภาณุโชติกล่าว

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง