Ribbon

‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ผุดกลางชุมชน ช่องโหว่กฎหมาย 4 มาตรการปิดเสี่ยง

Getting your Trinity Audio player ready...

เมื่อ ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) กลายเป็นประเด็นที่สังคมกำลังจับตา หลังนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต 9 พรรคประชาชน เปิดเผยกรณีดาต้าเซ็นเตอร์ย่านรามคำแหง ซอย 28 ที่มีการสำรองน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าถึง 429,000 ลิตร ขณะที่ปัจจุบันยังไม่มีนิยามหรือหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ในกฎหมายควบคุมอาคารและผังเมือง ทำให้เกิดคำถามว่า ที่ผ่านมาดาต้าเซ็นเตอร์ สามารถเข้ามาตั้งอยู่ในเมืองที่มีชุมชนอยู่อาศัยได้อย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหากการดำเนินงานสร้างความเสี่ยงให้กับประชาชน

เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์ไม่มีสถานะในกฎหมาย รัฐกำลังอนุญาตอะไร?

'ดาต้าเซ็นเตอร์' ผุดกลางชุมชน ช่องโหว่กฎหมาย 4 มาตรการปิดเสี่ยง

ก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีนิยามและหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับอาคารประเภทดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งในกฎหมายผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร และกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม การพิจารณาจึงต้องอาศัยการเทียบเคียงกับกิจการประเภทอื่น เช่น คลังสินค้า สำนักงาน หรืออาคารพาณิชย์

“ปัญหาคือ ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้เหมือนคลังสินค้า เพราะไม่ได้มีแค่การเก็บของ แต่มันเป็นอาคารที่มีระบบคอมพิวเตอร์ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ใช้ไฟ ใช้น้ำ มีระบบระบายความร้อน และมีระบบไฟฟ้าสำรองที่ต้องใช้น้ำมัน” ก้องศักดิ์ระบุ

ก้องศักดิ์กล่าวว่า แม้การกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้กฎเกณฑ์เดียวกับ “คลังสินค้า” อาจดูเหมือนเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์ เพราะใน “ผังเมืองฉบับปัจจุบัน”ที่บังคับใช้อยู่ ก็ไม่ได้มีนิยามของคลังสินค้าอย่างชัดเจน แต่ใช้คำว่า “สถานที่เก็บสินค้า” และร่างผังเมืองกรุงเทพมหานคร ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นในปัจจุบัน ก็มีการกำหนดนิยามของ “คลังสินค้า” และที่ตั้งค่อนข้างชัดเจน โดยทั้งกฎหมายผังเมืองฉบับเดิมและฉบับใหม่ ล้วนกำหนดให้อาคารที่มีนิยามลักษณะนี้สามารถตั้งแทรกเข้าไปอยู่ในพื้นที่ชุมชนได้ จึงทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ถูกอนุญาตให้ก่อสร้างภายในพื้นที่เขตชุมชนต่างๆได้มากมาย จนเป็นที่มาถึงปัญหาที่กำลังถูกเปิดเผยออกมา

อย่างไรก็ตาม ในร่างผังเมืองฉบับใหม่ก็ยังไม่ปรากฎนิยาม และเกณฑ์ในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เหมือนกับที่กรมโยธาธิการออกมาชี้แจง อีกทั้งร่างผังเมืองฉบับดังกล่าวยังมีผลกระทบต่อประชาชนอื่นๆ อีกมากมายที่ประชาชนยังไม่ทราบ ทางภาคประชาชน รวมถึงสภาผู้บริโภค จึงยังคงเดินหน้าคัดค้านร่างผังเมืองกทม. ฉบับนี้ต่อไป

ประเด็นนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การหาพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งให้ดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งได้ แต่ต้องออกแบบระบบให้เหมาะสมกับลักษณะของกิจการตั้งแต่ต้น ทั้งเรื่องพื้นที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย และผลกระทบต่อชุมชน

“ยึดแค่ตัวอักษร” เมื่อกฎหมายไม่เขียน เจ้าหน้าที่ก็ไม่รู้จะควบคุมอย่างไร

ก้องศักดิ์มองว่า ปัญหาอีกด้านคือการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานรัฐที่ยังยึดอยู่กับ “ตัวอักษร” ของกฎหมายเป็นหลัก โดยการทำงานของภาครัฐในการอนุมัติกิจการใด ๆ ให้สร้างขึ้นมาได้ ไม่ควรหยุดอยู่แค่การพิจารณาตามตัวอักษรในเอกสาร หรือคำถามว่า“เอกสารครบหรือไม่”เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาว่า กิจการที่กำลังจะเกิดขึ้นมีลักษณะที่แท้จริงเป็นอย่างไร และจะสร้างผลกระทบต่อประชาชนหรือไม่ อย่างไรบ้าง

“เจ้าหน้าที่ก็ยึดแค่ตัวอักษร เมื่อกฎหมายไม่ได้เขียนว่าดาต้าเซ็นเตอร์คืออะไร ก็ไม่รู้จะไปควบคุมในฐานะอะไร สุดท้ายก็ใช้วิธีเทียบกับอาคารประเภทอื่น แล้วก็เดินเรื่องอนุญาตกันไป ทั้งที่กฎหมายมีไว้เพื่อป้องกันความเสียหาย ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยมาหาว่าใครผิด” ก้องศักดิ์ระบุ

ก้องศักดิ์ กล่าวอีกว่า จากที่เห็นข้อมูลในสื่อพบว่า สส.ศุภณัฐ เคยเสนอให้หน่วยงานรัฐกำหนดนิยามและหลักเกณฑ์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งแต่ปี 2567 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีนิยาม ไม่มีหลักเกณฑ์ และไม่มีมาตรการควบคุมเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์อย่างชัดเจน นำไปสู่คำถามสำคัญว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมารัฐกำลังทำอะไรอยู่ โดยเฉพาะเมื่อมีกรณีการจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงในปริมาณสูงเพื่อใช้เป็นพลังงานสำรอง ซึ่งข้อมูลที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะระบุว่าดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่งมีการจัดเก็บน้ำมันในระดับหลายแสนลิตร

“เรื่องนี้ไม่ควรปล่อยให้เป็นเพียงการพิจารณาว่าจะสร้างอาคารได้หรือไม่ แต่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบตลอดวงจรของกิจการ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากร รวมถึงคนที่อยู่รอบ ๆ ต้องรับผลกระทบอะไรจากอาคารนี้บ้าง” ก้องศักดิ์กล่าว

ดาต้าเซ็นเตอร์ ผลกระทบมากมาย แต่ไม่ต้องทำ EIA

อีกประเด็นที่สภาผู้บริโภคเห็นว่าจำเป็นต้องเร่งทบทวนคือ การจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA เพราะปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้ถูกกำหนดเป็นประเภทกิจการที่ต้องจัดทำ EIA โดยตรงในลักษณะเดียวกับโครงการบางประเภท ทั้งที่เป็นอาคารที่มีการใช้พลังงานและทรัพยากรในระดับสูง มีแนวโน้มสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างมีนัยสำคัญ จึงควรมีการพิจารณาเพิ่มกิจการประเภทนี้เข้าไปในข้อกำหนด EIA โดยกำหนดเกณฑ์ที่เหมาะสม เช่น ขนาดพื้นที่ กำลังไฟฟ้า หรือปริมาณการใช้ทรัพยากร

“อาคารที่มีแนวโน้มจะกระทบต่อทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร คุณภาพชีวิต และความปลอดภัยของประชาชนขนาดนี้ ควรต้องมีการจัดทำ EIA ก่อน ต้องตอบให้ได้ว่าคนที่อยู่ตรงนั้นจะได้รับผลกระทบอะไร และเขาต้องมีสิทธิรู้ก่อนที่โครงการจะเกิด และต้องมีกระบวนการที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่สร้างไปแล้วประชาชนค่อยมารู้ทีหลัง อย่างที่กำลังทำกันอยู่” ก้องศักดิ์ระบุ

ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อกังวลของสภาผู้บริโภคที่มีต่อกระบวนการผังเมืองมาโดยตลอดว่า การพัฒนาเมืองที่ส่งผลต่อชีวิตประชาชนต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้ได้รับผลกระทบเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพียงนำโครงการหรือร่างแผนที่จัดทำเสร็จแล้วมาแจ้งให้ประชาชนรับทราบภายหลัง

ดาต้าเซ็นเตอร์ 34 โครงการกระจายทั่วกรุง

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือการกระจายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ตามจุดต่าง ๆ ซึ่งหลายแห่งอยู่ในพื้นที่ชุมชนที่มีประชาชนอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยข้อมูลจากกรุงเทพมหานครระบุว่า มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่สร้างเป็นอาคารเดี่ยว หรือ Stand alone ยื่นขออนุญาตในกรุงเทพฯ 6 แห่ง โดย 3 แห่งได้รับอนุญาตแล้ว ขณะที่อีก 3 แห่งอยู่ระหว่างการพิจารณา รวมถึงโครงการบริเวณพระราม 9 ที่ถูกชะลอไว้

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อมูลจากเว็บไซต์จัสท์พาว หรือ JustPow (Just Power For All) ซึ่งรวบรวมข้อมูลสาธารณะ ข้อมูลจากสื่อมวลชน หน่วยงานรัฐ และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยพบว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีอาคารที่ปรากฏว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์อย่างน้อย 34 โครงการ แบ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการแล้ว 24 โครงการ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7 โครงการ และมีแผนก่อสร้างอีก 3 โครงการ

ที่น่าสนใจคือ ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้กระจายตัวเฉพาะพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ แต่พบการกระจุกตัวในพื้นที่ชั้นใน โดยเขตห้วยขวางมีมากที่สุด 9 โครงการ รองลงมาคือบางนา 6 โครงการ และบางรัก 5 โครงการ สะท้อนว่าดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนหนึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น

เมื่อพิจารณาข้อมูลการใช้ไฟฟ้า พบว่าดาต้าเซ็นเตอร์มีความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมกัน อย่างน้อย 247.2 เมกะวัตต์ เทียบได้กับการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดสุพรรณบุรีทั้งจังหวัดในปี 2568 หรือประมาณ 247,200 ครัวเรือน ขณะที่การประเมินจากค่าดัชนีประสิทธิภาพการใช้น้ำ (WUE) พบว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีข้อมูลเพียงพอมีการใช้น้ำในระดับหลายล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี สะท้อนว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้ใช้เพียงพื้นที่ แต่ยังต้องพึ่งพาทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานของเมืองในระดับสูง

ข้อมูลเหล่านี้จึงนำไปสู่คำถามว่า แม้กรุงเทพมหานครจะประกาศชะลอการพิจารณาใบอนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์รายใหม่เพื่อทบทวนมาตรฐานและผลกระทบก็ตาม แต่โครงการที่ได้รับอนุญาตไปแล้ว สร้างไปแล้วจะถูกควบคุมและตรวจสอบอย่างไร ทั้งการปฏิบัติตามกฎหมาย การจัดเก็บน้ำมัน ระบบความปลอดภัย และความเหมาะสมของพื้นที่ตั้ง

เพราะคำถามเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่ “ประเทศไทยได้อะไรจากการลงทุน” แต่ต้องถามควบคู่กันว่า ประชาชนและเมืองต้องจ่ายต้นทุนอะไรเพื่อรองรับการลงทุนเหล่านี้

4 ข้อเสนอคุมดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ผลักความเสี่ยงให้ประชาชน

สำหรับสภาผู้บริโภค การแก้ปัญหาดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่การปิดกั้นการลงทุนหรือปฏิเสธเทคโนโลยี แต่ต้องทำให้การลงทุนเกิดขึ้นภายใต้หลักประกันว่า ประชาชนและชุมชนจะไม่ต้องเป็นผู้รับต้นทุนจากการพัฒนาเพียงฝ่ายเดียว โดยเสนอให้รัฐเร่งดำเนินการใน 3 เรื่องสำคัญ

หนึ่ง ต้องประเมินผลกระทบต่อประชาชนก่อนอนุญาตโครงการ

ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ควรต้องผ่าน EIA ก่อนการอนุญาต โดยพิจารณาผลกระทบทั้งด้านการใช้ไฟฟ้า น้ำ การจัดเก็บน้ำมัน ระบบสำรองพลังงาน เสียง ความร้อน และความปลอดภัย รวมถึงเปิดเผยข้อมูลและเปิดโอกาสให้ประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมตั้งแต่ก่อนโครงการเกิดขึ้น

สอง ต้องมีมาตรการคุ้มครองทรัพยากรและความปลอดภัยของชุมชน

รัฐต้องกำหนดมาตรฐานการใช้ไฟฟ้า น้ำ และการจัดเก็บเชื้อเพลิง รวมถึงมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากระบบสำรองพลังงาน เพื่อไม่ให้การลงทุนที่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากสร้างภาระหรือความเสี่ยงให้กับประชาชนโดยรอบ

สาม ต้องมีความชัดเจนในการกำหนดรายละเอียด“ขนาดของอาคารดาต้าเซ็นเตอร์”

ที่สัมพันธ์กับ สถานที่ตั้งและมาตรการการควบคุม เพราะ จากแถลงการณ์กรมโยธาธิการและผังเมืองที่เปิดเผยออกมาล่าสุด มีการกล่าวถึง แนวทางดำเนินการเพื่อกำกับกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ในข้อหนึ่งว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก-กลาง ซึ่งมีผลกระทบต่ำ สามารถดำเนินการได้ในกลุ่มที่ดินประเภทที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม พื้นที่ชนบทและเกษตรกรรมบางส่วน และอุตสาหกรรม ซึ่งนั่นหมายถึงว่า สามารถสร้างแทรกเข้าไปในทุกพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดิน แม้กระทั่งย่านที่พักอาศัย!!!… ซึ่งเป็นการกำหนดเอาเองจากทางราชการโดยที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนรับรู้หรือแสดงความเห็นอะไรเลย คำว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็ก-กลาง” คือ ขนาดเท่าไร และ คำว่า “ผลกระทบต่ำ”นั้น ต่ำอย่างไร มีเกณฑ์อะไรที่ตัดสินว่าต่ำ???…

สี่ ต้องตรวจสอบโครงการที่ “ได้รับอนุญาตไปแล้ว” และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ

แม้จะมีการชะลอการอนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ แต่รัฐต้องเร่งตรวจสอบโครงการที่ “ได้รับอนุญาตและดำเนินการไปแล้ว” ทั้งด้านการใช้ทรัพยากร การจัดเก็บเชื้อเพลิง มาตรฐานความปลอดภัย และเร่งออกมาตรการเพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชน และสภาพแวดล้อม   พร้อมเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนควรรู้ เพื่อให้สามารถตรวจสอบและปกป้องสิทธิของตนเองได้

ท้ายที่สุด การมีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ใกล้บ้านไม่ควรเป็นเรื่องที่เพิ่งมารับรู้เมื่อโครงการก่อสร้างเสร็จและเริ่มเดินระบบ แต่ประชาชนควรมีสิทธิรับรู้ข้อมูล มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และได้รับการคุ้มครองจากผลกระทบตั้งแต่ก่อนโครงการจะเกิดขึ้น บนพื้นฐานของความเป็นจริงที่ต้องตระหนักไว้เสมอว่า…

“การส่งเสริมการลงทุน” และ “ตัวเลขทางเศรษฐกิจ” ไม่ควรเป็นข้ออ้างในการละเลยต่อประชาชน รวมถึงสิ่งแวดล้อม และ “ความละเอียดรอบคอบ” ในการออกมาตรการควบคุมใดๆ ก็ไม่ควรเป็นข้ออ้างให้เกิดความล่าช้า ในภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบออกมาตรการ ที่เป็นผลจาก “ความไม่รอบคอบ” ของฝ่ายราชการผู้เกี่ยวข้องทั้งสิ้น