| Getting your Trinity Audio player ready... |

สภาผู้บริโภคหารือกระทรวงมหาดไทยและกรมโยธาธิการและผังเมือง เร่งตรวจสอบ 3 ประเด็น อาคารสูง และอาคารขนาดใหญ่พิเศษที่อาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย – รื้อถอนอาคารดิเอทัส หลังยืดเยื้อเกือบ 12 ปี – กระบวนการจัดทำผังเมืองรวมฯ พร้อมเสนอเปิดข้อมูล ยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน
วันที่ 11 กันยายน 2569 สภาผู้บริโภค ร่วมหารือกับคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึงรองอธิบดีและผู้แทนกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อขอให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอาคาร ความปลอดภัย และสิทธิของประชาชนในกรุงเทพมหานคร
การหารือครอบคลุม 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) อาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษที่อาจไม่เป็นไปตามกฎหมายควบคุมอาคาร โดยเฉพาะข้อกำหนดเรื่องถนนรอบอาคาร 2) การรื้อถอนอาคารดิเอทัส ซอยร่วมฤดี ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด และ 3) กระบวนการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) ซึ่งสภาผู้บริโภคเห็นว่ายังต้องยกระดับการเปิดเผยข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากขึ้น
อาคารสูง เสี่ยงผิดกฎหมาย สภาผู้บริโภคขอมหาดไทยเร่งตรวจสอบ

รศ.ภญ.ดร.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคติดตามปัญหาการควบคุมอาคารในกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง หลังได้รับข้อมูล ข้อร้องเรียน และหลักฐานเกี่ยวกับอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษที่มีลักษณะอาจไม่เป็นไปตามกฎหมายควบคุมอาคาร โดยเฉพาะกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งกำหนดให้อาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษต้องมีถนนหรือทางสำหรับรถดับเพลิงโดยรอบอาคารตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้สามารถเข้าถึงอาคารได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
ที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคเคยเผยแพร่ข้อมูลเตือนประชาชนเกี่ยวกับโครงการที่พบข้อสังเกตเรื่องถนนรอบอาคาร และประสานงานไปยังกรุงเทพมหานครหลายครั้ง จากนั้นได้ลงพื้นที่ติดตามซ้ำเพื่อดูผลการแก้ไข โดยเห็นว่าควรมีหน่วยงานส่วนกลางช่วยตรวจสอบเอกสารสำคัญตั้งแต่ขั้นขออนุญาต การรับรองการก่อสร้าง การเปิดใช้อาคาร ไปจนถึงการตรวจสอบอาคารประจำปี เพื่อให้ทราบว่าความผิดปกติเกิดขึ้นในขั้นตอนใดและผู้ใดต้องรับผิดชอบ
“เราไม่อยากให้รอจนเกิดความเสียหายแล้วค่อยแก้ ผู้บริโภคที่พักอาศัยอยู่ในอาคารไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา หากเกิดเหตุจนมีผู้เสียชีวิตหรือได้รับความเสียหาย คำถามคือใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ จึงอยากให้กระทรวงมหาดไทยและกรมโยธาฯช่วยตรวจสอบให้เกิดความชัดเจนตั้งแต่กระบวนการอนุญาตและรับรองอาคาร” รศ.ภญ.ดร.ยุพดี กล่าว
ด้าน นายก้องศักดิ์ สหศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาผู้บริโภค และเจ้าหน้าที่สภาผู้บริโภค กล่าวว่า จากข้อมูลที่สภาผู้บริโภครวบรวมอย่างต่อเนื่อง พบอาคารที่มีข้อสังเกตลักษณะเดียวกันมากกว่า 100 อาคาร สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรายโครงการ แต่เกี่ยวข้องกับระบบตรวจสอบหลายช่วง ตั้งแต่การตรวจแบบ การก่อสร้างจริง การตรวจรับก่อนเปิดใช้อาคาร และการตรวจสอบอาคารประจำปี หากระบบใดระบบหนึ่งไม่ทำงาน ความเสี่ยงจะตกอยู่กับผู้อยู่อาศัย ผู้ใช้บริการ และประชาชนรอบอาคาร
“เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อพิพาททางเทคนิคอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยและความเป็นความตาย วันนี้ข้อมูลที่พบเพิ่มเป็นมากกว่า 100 อาคารแล้ว จึงไม่ควรปล่อยให้การตรวจสอบยืดเยื้อต่อไป” นายก้องศักดิ์ ระบุ
สภาผู้บริโภคเสนอให้ปรับปรุงกลไกตรวจสอบ 3 ช่วงสำคัญ ได้แก่ 1) ขั้นตรวจแบบและระหว่างก่อสร้าง ควรมีผู้ทรงคุณวุฒิหรือองค์กรวิชาชีพ เช่น สภาสถาปนิกและสภาวิศวกร เข้ามามีส่วนร่วมตามความเหมาะสม 2) ขั้นตรวจสอบก่อนเปิดใช้อาคาร ควรเปิดให้มีการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนประชาชนในพื้นที่เพื่อยืนยันว่าอาคารก่อสร้างตรงตามแบบที่ได้รับอนุญาต และ 3) การตรวจสอบอาคารประจำปี ควรเพิ่มกลไกตรวจสอบความถูกต้องของรายงาน รวมถึงเปิดช่องให้ประชาชนร้องขอให้ตรวจสอบเมื่อมีเหตุอันควรสงสัย

ขณะที่ นายธนิต ใจสะอาด ผู้อำนวยการสำนักควบคุมและตรวจสอบอาคาร กรมโยธาธิการและผังเมือง ชี้แจงว่า กฎหมายกำหนดให้อาคารสูงต้องมีถนนโดยรอบกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร และก่อนเปิดใช้อาคารต้องมีการรับรองว่าการก่อสร้างเป็นไปตามแบบที่ได้รับอนุญาต หลังเปิดใช้อาคารแล้ว อาคารสูงยังเป็นอาคารที่ต้องได้รับการตรวจสอบเป็นประจำทุกปี โดยผู้ตรวจสอบที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโยธาธิการและผังเมืองต้องจัดทำรายงานตามสภาพข้อเท็จจริง และส่งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นพิจารณา
“ผู้ตรวจสอบต้องรายงานตามความเป็นจริงว่า ระบบและองค์ประกอบด้านความปลอดภัยของอาคารครบถ้วนหรือไม่ ส่วนเจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องพิจารณารายงานก่อนรับรองผลการตรวจสอบอาคาร” นายธนิต กล่าว
นายธนิตกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมโยธาธิการและผังเมืองรับทราบปัญหาเรื่องความเป็นอิสระของผู้ตรวจสอบอาคาร ซึ่งมีความสัมพันธ์ในฐานะผู้รับจ้างกับเจ้าของอาคาร และอยู่ระหว่างนำประเด็นดังกล่าวไปหารือในการปรับปรุงกฎกระทรวง เพื่อหาแนวทางให้ผู้ตรวจสอบสามารถรายงานข้อเท็จจริงได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น ขณะเดียวกัน การกำกับเจ้าพนักงานท้องถิ่นยังมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างและขอบเขตอำนาจตามกฎหมาย

ผศ.จักรพันธ์ พรนิมิต ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ข้อมูลของสภาผู้บริโภคมีประโยชน์ต่อประชาชนและสะท้อนปัญหาในระบบที่จำเป็นต้องได้รับการพิจารณา พร้อมระบุว่าจะนำข้อกังวลและความเร่งด่วนของประเด็นดังกล่าวสะท้อนไปยังรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ได้อย่างไร
“ในฐานะที่ปรึกษา จะนำความกังวลของสภาผู้บริโภค รวมถึงความเร่งด่วนของปัญหา สะท้อนให้รัฐมนตรีรับทราบ และพิจารณาร่วมกันว่ามีทางออกใดที่สามารถดำเนินการได้ตามอำนาจหน้าที่” ผศ.จักรพันธ์ กล่าว
“ดิเอทัส ซอยร่วมฤดี” เกือบ 12 ปี คำพิพากษายังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ

ประเด็นที่สอง คือการรื้อถอนอาคารดิเอทัส ซอยร่วมฤดี นายพรพรหม โอกุชิ รองหัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า คดีเริ่มจากการรวมตัวของผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ โดยมีผู้ฟ้องคดีรวม 24 คน และมีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดให้ดำเนินการรื้อถอนอาคารตั้งแต่ปี 2557 แต่จนถึงปี 2569 หรือเกือบ 12 ปี คำพิพากษายังไม่ได้รับการบังคับให้เกิดผลอย่างครบถ้วน ขณะที่ผู้ฟ้องคดีหลายคนเสียชีวิตไปแล้วระหว่างรอการบังคับคดี
นายพรพรหมอธิบายว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคารกำหนดอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นในการสั่งให้ระงับ แก้ไข หรือรื้อถอนอาคารที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย และเมื่อเจ้าของอาคารไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง หน่วยงานท้องถิ่นสามารถดำเนินการและเรียกค่าใช้จ่ายคืนจากเจ้าของอาคารได้ จึงเห็นว่าปัญหาสำคัญของกรณีดิเอทัสไม่ใช่การไม่มีเครื่องมือทางกฎหมาย แต่เป็นความล่าช้าในการทำให้คำพิพากษาเกิดผลจริง
“กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าจนผู้ฟ้องคดีหลายคนเสียชีวิตไปแล้ว เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก ชีวิตคนไม่สามารถรอระยะเวลาของกระบวนการได้ หากเป็นปัญหาความปลอดภัย เหตุอาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้” นายพรพรหม กล่าว
สภาผู้บริโภคจึงขอให้กระทรวงมหาดไทยช่วยติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของกรุงเทพมหานครและสำนักงานเขตปทุมวัน รวมทั้งตรวจสอบสาเหตุของความล่าช้า กรอบเวลาการรื้อถอน ผู้รับผิดชอบ และแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้การบังคับตามคำพิพากษายืดเยื้อโดยไม่มีข้อยุติ
“เรื่องดิเอทัสไม่ได้ซับซ้อนเกินกว่าที่จะแก้ไข สิ่งสำคัญคือทำให้คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดเกิดผลในทางปฏิบัติ และกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนเสียที” นายพรพรหม ระบุ
นายพรพรหมกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา สภาผู้บริโภคได้จัดทำรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำที่มีผลกระทบต่อผู้บริโภค ส่งไปยังผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการเขต และสำนักงานศาลปกครองแล้ว และจะส่งข้อมูลดังกล่าวให้กระทรวงมหาดไทยใช้ประกอบการพิจารณาและติดตามต่อไป
ผังเมือง กทม. ประชาชนร่วมไม่ถึง 1% จี้ทบทวนการสื่อสารก่อนเดินหน้าต่อ

ประเด็นที่สาม คือกระบวนการวางและจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) ซึ่งมีผลต่อการใช้ประโยชน์ที่ดิน การพัฒนาเมือง การเวนคืน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนจำนวนมาก นายก้องศักดิ์กล่าวว่า แม้จะมีการจัดประชุมและรับฟังความคิดเห็นหลายครั้ง แต่จากข้อมูลการเข้าร่วมที่รวบรวมได้ ผู้เข้าร่วมกระบวนการรวมประมาณ 30,000 คน คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของประชากรกรุงเทพมหานคร จึงยังไม่อาจสะท้อนการมีส่วนร่วมของประชาชนในวงกว้างได้อย่างเพียงพอ
สภาผู้บริโภคยังได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชนจำนวนหนึ่งว่าไม่ทราบว่าร่างผังเมืองจะมีผลต่อพื้นที่ของตนอย่างไร ทั้งการขยายแนวถนน การกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน หรือโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ โดยข้อมูลที่นำเสนอในการหารือระบุว่าแนวถนนที่อยู่ในร่างมี 96 สาย ระยะทางรวมประมาณ 521 กิโลเมตร ซึ่งอาจกระทบต่อที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินของประชาชนตามแนวเส้นทาง หากประชาชนไม่รับรู้ตั้งแต่ต้นก็ยากที่จะใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นได้อย่างมีความหมาย
“อย่ายึดเพียงว่าทำครบตามขั้นตอนขั้นต่ำแล้วถือว่าประชาชนมีส่วนร่วม ตัวเลขผู้เข้าร่วมไม่ถึง 1% ควรเป็นสัญญาณให้กลับมาทบทวนการประชาสัมพันธ์และการรับฟังความคิดเห็นใหม่ ต้องทำให้คนที่ได้รับผลกระทบรู้ก่อนว่า ผังเมืองกำลังจะเปลี่ยนอะไรในพื้นที่และสิทธิของเขา” นายก้องศักดิ์ กล่าว
นายก้องศักดิ์เสนอให้จัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นครั้งใหญ่ โดยสื่อสารข้อมูลให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม อธิบายร่างผังเมืองด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และเปิดให้ประชาชนตรวจสอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่ของตนเองได้จริง ไม่ใช่เพียงเปิดประกาศหรือเผยแพร่เอกสารที่มีรายละเอียดเชิงเทคนิคโดยไม่มีคำอธิบายเพียงพอ
รศ.ภญ.ดร.ยุพดี กล่าวเสริมว่า สภาผู้บริโภคไม่ได้ต้องการให้เร่งรัดกระบวนการผังเมือง แต่ต้องการให้พิจารณาการยุติหรือชะลอกระบวนการในส่วนที่จำเป็นเพื่อทบทวนการมีส่วนร่วม เพราะหากผังเมืองส่งผลต่อแนวถนนและพื้นที่จำนวนมาก ประชาชนที่อาจถูกกระทบควรได้รับข้อมูลล่วงหน้าอย่างชัดเจนและมีโอกาสแสดงความคิดเห็นก่อนที่ผลทางกฎหมายจะเกิดขึ้น
“ประชาชนควรรู้ตั้งแต่ต้นว่าแนวถนนหรือข้อกำหนดใหม่จะผ่านพื้นที่ของตนหรือไม่ ถ้าไม่รู้ ก็ไม่มีทางใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นได้อย่างแท้จริง การมีส่วนร่วมจึงต้องเริ่มจากการทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลก่อน” รศ.ภญ.ดร.ยุพดี ระบุ

ด้าน นายพาริส เจริญศิลป์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยรับทราบข้อมูลที่สภาผู้บริโภคนำเสนอ และเห็นว่าการทำให้ประชาชนรับรู้และเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นเป็นประเด็นที่ควรเร่งดำเนินการ พร้อมระบุว่าจะนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาการเร่งรัดและตรวจสอบในส่วนที่กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจกำกับ ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงโครงสร้างการกระจายอำนาจที่กรุงเทพมหานครเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ
“สิ่งสำคัญคือเรื่องเหล่านี้ใช้เวลามาเนิ่นนาน และประชาชนยังไม่ได้รับข้อมูลเท่าที่ควร กระทรวงมหาดไทยจะรับประเด็นไปพิจารณาและนำเรียนผู้บังคับบัญชาในส่วนที่สามารถกำกับและเร่งรัดได้” นายพาริส กล่าว

ส่วน นางสาวสิริกุล เลี้ยงอนันต์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า ผังเมืองเป็นเรื่องซับซ้อน โดยเฉพาะในเมืองขนาดใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร และยอมรับว่าการสื่อสารให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจข้อกำหนดและผลกระทบยังเป็นโจทย์สำคัญ ทั้งในกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ในภูมิภาค จึงเห็นด้วยว่าต้องหาวิธีทำให้ข้อมูลเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้นก่อนที่ผังเมืองจะมีผลบังคับใช้
“เรื่องผังเมืองเป็นเรื่องซับซ้อน แต่เมื่อผลทางกฎหมายออกมาแล้วจะกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงเห็นด้วยว่าต่อไปต้องทำให้ข้อมูลเข้าถึงประชาชนมากขึ้น และทำให้ประชาชนเข้าใจสิทธิของตนได้จริง” นางสาวสิริกุล กล่าว
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคจะติดตามทั้ง 3 ประเด็นต่อเนื่อง และพร้อมส่งข้อมูล ข้อร้องเรียน และหลักฐานที่รวบรวมได้ให้กระทรวงมหาดไทย กรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือความปลอดภัย สิทธิในการรับรู้ข้อมูล และการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการที่ส่งผลโดยตรงต่อที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน และคุณภาพชีวิต



