Ribbon

ผนึกกำลังค้านสุดตัว “ทางด่วน 2 ชั้น” คนกรุงฯ เสี่ยงระยะยาว

Getting your Trinity Audio player ready...
ผนึกกำลังค้านสุดตัว “ทางด่วน 2 ชั้น” คนกรุงฯ เสี่ยงระยะยาว

สภาผู้บริโภค ร่วมกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ.) ตัวแทนชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และประชาชนในกรุงเทพมหานคร ประกาศผนึกกำลังคัดค้าน โครงการทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 หรือ “ทางด่วน 2 ชั้น” (Double Deck) ช่วงงามวงศ์วาน – พระราม 9 หลังหารือร่วมกันถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม การจราจร และข้อกังวลด้านกฎหมาย พร้อมกำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชนและเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนโครงการ

โครงการทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 หรือ “ทางด่วน 2 ชั้น” (Double Deck) ช่วงงามวงศ์วาน – พระราม 9 มีระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร วงเงินลงทุนประมาณ 34,800 ล้านบาท โดยมีการเสนอให้บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ลงทุนก่อสร้าง แลกกับการขยายอายุสัมปทานทางด่วนเดิมออกไปอีก 22 ปี 5 เดือน จากสัญญาที่จะสิ้นสุดในปี 2578 เป็นปี 2601 ขณะที่สถานะล่าสุดอยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) พิจารณาการแก้ไขสัญญา

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ถือเป็นการวางยุทธศาสตร์ร่วมกันเพื่อคัดค้านโครงการอย่างเป็นระบบ เพราะทางด่วน 2 ชั้นไม่ใช่เพียงโครงการก่อสร้าง แต่เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายเมืองที่จะส่งผลต่อคนกรุงเทพฯ และทิศทางการคมนาคมของประเทศในระยะยาว สภาผู้บริโภคอยากตั้งคำถามว่า การนำโครงการมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทมาแลกกับการต่อสัมปทานให้เอกชนอีกกว่า 22 ปี มีความคุ้มค่าต่อประชาชนจริงหรือไม่

“นี่เป็นเรื่องที่ต้องถามว่าคนกรุงเทพฯ จะได้อะไร และต้องจ่ายอะไรกลับไปบ้าง การสร้างทางด่วนเพิ่มอีกชั้นหนึ่งเหนือชุมชน แลกกับการผูกสัมปทานออกไปอีก 22 ปี 5 เดือน เป็นภาระที่ยาวนานถึงคนรุ่นต่อไป สภาผู้บริโภคมีหน้าที่ผลักดันนโยบายเมืองที่เป็นธรรม เราจึงต้องทำให้ข้อมูลทั้งหมดเปิดเผย และทำให้เสียงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบถูกนำไปประกอบการตัดสินใจก่อนที่โครงการจะเดินหน้าไปไกลกว่านี้” สารีกล่าว

ประชาชนยื่น “เอกนิติ” อย่าปล่อยผ่าน “ทางด่วน 2 ชั้น” คลุมเครือ ไม่คุ้มค่า กระทบชุมชน

เตือนฝุ่นจากโครงการใหญ่ ก่อโรคเบาหวาน

ด้าน ดร.นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพและนโยบายสาธารณะ กล่าวว่า การพิจารณาโครงการสาธารณะขนาดใหญ่จำเป็นต้องนำต้นทุนด้านสุขภาพของประชาชนเข้ามาคำนวณอย่างจริงจัง โดยเฉพาะผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ซึ่งองค์ความรู้ทางการแพทย์ในปัจจุบันชี้ว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโรคระบบทางเดินหายใจ แต่ฝุ่นขนาดเล็กสามารถเข้าสู่กระแสเลือด กระตุ้นการอักเสบ และส่งผลต่อการตอบสนองต่ออินซูลิน ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคเบาหวาน

หลักฐานทางวิชาการในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเริ่มทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างมลพิษทางอากาศกับโรคเบาหวานชัดขึ้น มีงานวิจัยทางการแพทย์บ่งชี้ว่า เมื่อระดับ PM2.5 เพิ่มขึ้น 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ขณะที่การศึกษาของกองทัพในประเทศไทย ที่ติดตามกำลังพลในพื้นที่ต่าง ๆ เป็นเวลาประมาณ 10 ปี พบว่ากลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งมีฝุ่นสูงที่สุดมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานสูงกว่ากลุ่มที่สัมผัสฝุ่นต่ำที่สุดอย่างมีนัยสำคัญ

“ฝุ่นกับเบาหวานมีความสัมพันธ์กันมากกว่าที่เราเคยเข้าใจ การตัดสินใจทำโครงการขนาดใหญ่จึงไม่ควรมองเฉพาะต้นทุนก่อสร้าง แต่ต้องคิดด้วยว่าจะสร้างมลพิษเพิ่มขึ้นเท่าไร และประชาชนต้องจ่ายต้นทุนด้านสุขภาพในอีกหลายสิบปีข้างหน้าเท่าไร เพราะเบาหวานอาจไม่ทำให้เสียชีวิตทันที แต่เป็นต้นทางของโรคเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อนอีกจำนวนมาก ซึ่งเป็นภาระต่อระบบสุขภาพของไทย” ดร.นพ.ยศ กล่าว

ทั้งนี้ เบาหวานยังเชื่อมโยงกับภาวะแทรกซ้อนสำคัญ เช่น โรคไต ความผิดปกติทางสายตา และความพิการ ซึ่งสร้างภาระทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสาธารณสุข ดังนั้น หากจะก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ใจกลางเมือง จึงควรมีการประเมินผลกระทบจากฝุ่นทั้งในช่วงก่อสร้างและหลังเปิดใช้งาน รวมถึงประเมินต้นทุนสุขภาพของประชาชนควบคู่กับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของโครงการ

“สร้างถนนเพิ่ม” ไม่ได้แปลว่ารถติดน้อยลง

สว่าง ศรีสม อนุกรรมการด้านขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของการวางระบบคมนาคมในเมืองคือการตั้งคำถามว่า เมืองถูกออกแบบเพื่อให้ “คน” เดินทางได้สะดวก หรือออกแบบเพื่อรองรับ “รถยนต์” เพราะยิ่งลงทุนเพิ่มความจุถนน ก็ยิ่งสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนใช้รถยนต์มากขึ้น หรือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ความต้องการเดินทางที่ถูกกระตุ้นจากการเพิ่มถนน (Induced Demand)

ดังนั้น การสร้างทางด่วนเพิ่มอีกชั้นอาจเพิ่มความจุบนทางด่วน แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาการจราจรโดยรวมจะลดลง เพราะเมื่อมีรถเข้ามาใช้ทางมากขึ้น รถเหล่านั้นสุดท้ายต้องลงสู่ถนนระดับพื้นดินที่มีความจุเท่าเดิม และอาจยิ่งทำให้เกิดการสะสมของรถในพื้นที่เมืองมากขึ้น จึงควรศึกษาผลกระทบต่อระบบถนนโดยรอบและทางเลือกในการลงทุนระบบขนส่งสาธารณะอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ

ด้าน บัณฑิต พรึงลำภู ผู้แทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ยืนยันจุดยืนว่า สหภาพฯ ไม่เห็นด้วยกับโครงการทางด่วน 2 ชั้น และตั้งข้อสังเกตสำคัญในทางกฎหมายว่า การลงทุนก่อสร้างโครงการใหม่มูลค่าประมาณ 35,000 ล้านบาท แลกกับการขยายสัมปทานเดิมอีก 22 ปี 5 เดือน ควรถูกพิจารณาเพียงการ “แก้ไขสัญญาสัมปทานเดิม” หรือโดยเนื้อแท้แล้วเป็น “โครงการใหม่” ที่ควรเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน รวมถึงเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันในการคัดเลือกเอกชนอย่างเหมาะสม

“สหภาพฯ ต่อสู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น เพราะเราตั้งคำถามว่านี่เป็นการแก้ไขสัญญาเดิมจริงหรือไม่ หากเป็นโครงการใหม่ ทำไมจึงไม่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันและมีผู้ประกอบการรายอื่นเข้ามาเสนอเงื่อนไข การนำโครงการก่อสร้างใหม่ไปผูกกับผู้รับสัมปทานเดิมและขยายสัญญาออกไปอีกกว่า 22 ปี เป็นเรื่องที่ประชาชนควรได้รับคำอธิบายอย่างโปร่งใส” บัณฑิตกล่าว

ประกาศเดินหน้าคัดค้าน “ต้องจบในยุคนี้”

ภายหลังการหารือครั้งนี้ คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้วางแผนขับเคลื่อนคัดค้านโครงการร่วมกัน โดยในช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน 2569 สภาผู้บริโภค สหภาพ กทพ. และเครือข่ายชุมชนจะเดินหน้าสื่อสารข้อมูลต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ทั้งประเด็นความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย ตลอดจนข้อกังวลด้านกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลครบถ้วนก่อนมีการตัดสินใจผูกพันประเทศในระยะยาว

ด้าน นที ศิริธรรมวัฒน์ ตัวแทนชุมชนตามแนวเส้นทางที่จะมีการก่อสร้าง ยืนยันพร้อมร่วมขับเคลื่อน โดยเฉพาะชุมชนตามแนวเส้นทางที่กังวลผลกระทบต่อผู้สูงอายุและประชาชนที่อาศัยอยู่ใต้และใกล้แนวทางด่วน ขณะที่เครือข่ายเตรียมเดินสายพบสื่อ พรรคการเมือง รัฐบาล และหน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจ เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนและยุติโครงการ

“ไม่ว่าจะเปลี่ยนมากี่รัฐบาล โครงการนี้ก็กลับมาอีก แต่คำถามเรื่องความคุ้มค่า ผลกระทบต่อประชาชน และทางเลือกในการแก้ปัญหาจราจรยังต้องได้รับคำตอบ เราจะทำให้คนกรุงเทพฯ รู้ว่า กำลังมีโครงการทางด่วนอีกชั้นหนึ่งจะมาสร้างอยู่เหนือชุมชน และครั้งนี้เราต้องการให้เรื่องนี้จบลงด้วยการตัดสินใจที่ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก” นายนที ระบุ