| Getting your Trinity Audio player ready... |

สะท้อนบทเรียนองค์กรอิสระ ภายใต้งบประมาณ “อิสระตามกฎหมาย” อาจไม่เพียงพอ หากดึง ไทยพีบีเอส กลับเข้าระบบงบประมาณ เจอแรงกดดันการตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ประเด็นสำคัญจากข้อถกเถียงในสังคมเรื่องการเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอส กับอีก 3 องค์กร ที่มีแหล่งรายได้จากเงินบำรุงที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรงจากการเก็บภาษีเหล้า – บุหรี่ คือ การเปลี่ยนแหล่งรายได้เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี อาจทำให้องค์กรที่อาจเขียนไว้ในกฎหมายว่า “เป็นอิสระ” มีกรรมการที่มีกระบวนการสรรหา มีวาระดำรงตำแหน่ง และฝ่ายการเมืองไม่สามารถสั่งปลดได้โดยง่าย สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนไปหรือไม่ และองค์กรนั้นจะเป็นอิสระได้จริงหรือ หากทุกปีต้องกลับไปขอเงินจากฝ่ายที่ตนเองมีหน้าที่ตรวจสอบ
แหล่งเงิน หลักประกันความอิสระ
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สะท้อนว่า ความเป็นอิสระขององค์กรไม่ได้มีเพียงมิติทางกฎหมายหรือโครงสร้าง แต่ “อิสระทางการเงิน” เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้องค์กรสามารถทำหน้าที่โดยไม่ต้องกังวลว่าการตัดสินใจของตนจะย้อนกลับมากระทบงบประมาณในปีต่อไป
มีตัวอย่างทั้งในไทยและต่างประเทศที่องค์กรซึ่งถูกออกแบบให้เป็นอิสระต้องเผชิญแรงกดดันผ่านงบประมาณ หากทำหน้าที่หรือมีจุดยืนไม่สอดคล้องกับฝ่ายการเมือง เช่น ใน แอฟริกาใต้ มีการตัดงบองค์กรผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเป็นสถาบันที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็น องค์กรอิสระ ทำหน้าที่เสริมสร้างประชาธิปไตย แต่เมื่อมีจุดยืนที่แตกต่างจากรัฐบาล ก็ถูกลดงบประมาณลง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ไม่ถามประชาชน! แก้กฎหมายสื่อสาธารณะ “ขาดความชอบธรรม”
เอกนิติ ปัดตอบรื้อกม. ให้ ‘ไทยพีบีเอส-สสส.’ เข้าระบบงบฯ แทนใช้ภาษีบาป บอกขอดูก่อน ยังไม่ได้รายงาน
ประเทศไทยเองมีองค์กรอิสระหลายแห่งที่ได้รับการรับรองความเป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ แต่ยังต้องเข้าสู่กระบวนการจัดทำงบประมาณ และถูกตัดงบลงอย่างต่อเนื่อง ในปีงบประมาณ 2570 มีหน่วยงานกลุ่มองค์กรอิสระ ศาล และรัฐสภา 10 แห่งยื่นคำขอแปรญัตติงบประมาณเพิ่มเติมรวมกว่า 2,556 ล้านบาท แต่สำนักงบประมาณพิจารณาความเหมาะสม เห็นชอบวงเงินประมาณ 988 ล้านบาท นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่องค์กรอิสระไม่สามารถทำภารกิจเพื่อตอบโจทย์สาธารณะได้อย่างเต็มที่
ไทยพีบีเอส ในฐานะสื่อสารณะ จึงถูกออกแบบให้แตกต่างออกไป ให้มีแหล่งรายได้ตามกฎหมายโดยตรง มีเพดานรายได้ และไม่พึ่งรายได้จากโฆษณา เหตุผลไม่ใช่เพื่อให้องค์กร “ไม่ต้องถูกตรวจสอบ” แต่เพื่อป้องกันการแทรกแซงการทำหน้าที่สื่อจากทั้งรัฐบาลและทุน
“ดังนั้น หากสื่อสาธารณะรายงานข่าวตรวจสอบโครงการของรัฐบาลในปีนี้ แล้วปีหน้าต้องกลับไปของบรัฐบาลและรัฐสภาอนุมัติงบประมาณใหม่ทุกปี ย่อมเกิดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างองค์กรเช่นเดียวกับ องค์กรอิสระ ที่ของบประมาณจากภาครัฐ” ดร.สมเกียรติกล่าว
“ไทยพีบีเอส คุ้มไหม” แล้ว “กรมประชาฯ คุ้มไหม”
ดร.สมเกียรติยังตั้งคำถามที่น่าสนใจอีกด้านหนึ่งว่า หากเหตุผลหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงคือข้อสงสัยเรื่อง “ความคุ้มค่า” ของไทยพีบีเอส การประเมินดังกล่าวควรมีตัวเปรียบเทียบ และตัวเปรียบเทียบที่ใกล้ที่สุด คือ กรมประชาสัมพันธ์
กรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีภารกิจหลักในการประชาสัมพันธ์นโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาล รวมถึงสื่อสารข้อมูลของรัฐไปสู่ประชาชน โดยข้อมูลของกรมเองระบุภารกิจว่าเป็นการ “สื่อสารประชาสัมพันธ์นโยบายของรัฐสู่ประชาชน ให้ทั่วถึงทุกกลุ่ม ทุกภูมิภาค”
ปัจจุบัน งบประมาณกรมประชาสัมพันธ์ที่ได้ในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 2,400 – 2,800 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับหรือมากกว่าเงินที่ไทยพีบีเอสได้รับ ดังนั้นหากจะวัดความคุ้มค่าจากเงินสาธารณะ จากภาษีประชาชน ก็ควรวัดทั้งสองระบบด้วยมาตรฐานเดียวกัน โดยเฉพาะประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ
ถ้าไม่มีภาษีบาป รัฐมีงบให้ไทยพีบีเอสหรือไม่
นอกจากนี้ หากยกเลิกเงินบำรุงไทยพีบีเอสแล้วให้กลับไปของบประมาณแผ่นดินทุกปี รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอหรือไม่? นี่คือคำถาม เพราะปัจจุบัน งบประมาณรายจ่ายปี 2570 มีข้อจำกัดสูง ส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายประจำ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนบุคลากร ค่าน้ำ ค่าไฟ และภาระประจำของหน่วยราชการ ทำให้การจัดสรรเงินไปทำภารกิจเฉพาะหรือบริการสาธารณะใหม่ ๆ มีจำกัด
“การให้ไปขอจากงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งจากงบประมาณแผ่นดินปี 2570 ที่เพิ่งผ่านสภาฯ ไม่มีงบลงทุนเหลือแล้ว เหลือแต่งบประจำคือพวกเงินเดือน ค่าน้ำค่าไฟของหน่วยราชการ เพราะฉะนั้นการบอกให้ไปของบประมาณแผ่นดิน ก็คือการไปเบียดจากกระทรวงต่าง ๆ ที่ให้บริการประชาชน ที่น้อยอยู่แล้วก็จะถูกเบียดมากขึ้น” ดร.สมเกียรติกล่าว
ดังนั้น จึงไม่เห็นว่าข้อเสนอให้แก้กฎหมายเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอสไปอยู่ภายใต้งบประมาณของรัฐ การจะช่วยรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างไร หากรัฐยังต้องจัดสรรเงินให้ไทยพีบีเอสเพื่อทำหน้าที่เดิมต่อไป โดยไทยพีบีเอสยังมีภารกิจต้องผลิตข่าว รายการเด็ก รายการการศึกษา ข่าวภัยพิบัติ ข่าวสืบสวนสอบสวน ให้พื้นที่คนชายขอบ ซึ่งส่วนใหญ่สื่อเชิงพาณิชย์ไม่ได้ทำ ไทยพีบีเอสจะยังสามารถทำภารกิจนี้ได้หรือไม่
ก่อนแก้กฎหมาย รัฐจึงควรตอบให้ได้ว่า หากไทยพีบีเอสต้องของบประมาณปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท เงินก้อนนี้จะมาจากไหน จะเพิ่มวงเงินงบประมาณหรือไม่ หรือจะต้องลดงบของภารกิจใดเพื่อนำมาจัดสรรแทน
และคำถามสำคัญอยู่ที่ว่า “ระบบใหม่จะรับประกันความเป็นอิสระได้เท่ากับหรือดีกว่าระบบเดิมอย่างไร?” เพราะจากกรณีที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศกำลังบอกเรื่องเดียวกันว่า “การเขียนคำว่า “อิสระ” ไว้ในกฎหมายไม่เพียงพอ หากองค์กรยังต้องหันกลับไปถามผู้ถูกตรวจสอบทุกปีว่าจะได้รับการจัดสรรงบเท่าไหร่”
สำหรับประชาชน เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงอนาคตของไทยพีบีเอส แต่คือการออกแบบระบบตรวจสอบอำนาจว่า เราต้องการให้องค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐมีอิสระเฉพาะบนกระดาษ หรือมีเครื่องมือและทรัพยากรเพียงพอที่จะ “กล้าตรวจสอบ” ได้จริง



